ไม่มีอะไร..ที่ไม่พรากจากกัน โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๕ ที่ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.48 MB
วันที่แก้ไข20 มิถุนายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

ไม่มีอะไร..ที่ไม่พรากจากกัน โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อบรมทำวัตรเช้า เรื่อง เรามีความพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา ๒ ธันวาคม ๒๕๔๕ ที่ ปฐมอโศก

✨️วันนี้เป็นวันเทศน์พิเศษ ถ้าอาตมาตายไปในอายุ 72 ปี คืออีก 3 ปีข้างหน้า แล้วพวกเราจะอยู่อย่างไร พวกเราจะทำอย่างไร ที่จริงเป็นเรื่องของความจริงเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ พวกเราก็ผูกพันธ์หรือสัมพันธ์ จุดที่คิดว่ากังวลกันหรือว่า คิดว่ามันจะยาก ก็คือ สังคมนี้อย่างนี้ เป็นอย่างนี้ ถ้าขาดอาตมาไปแล้ว แล้วเราจะพึ่งใคร อะไรจะอบอุ่น แล้วเราจะอยู่อย่างไร ถ้าเผื่อว่าไม่มีจุดที่พึ่งที่หมาย แล้ว ก็เลยกังวลก็เลยคิดเกรงกลัว คิดอะไรต่ออะไรต่างๆนานา การคิดอย่างนั้นเป็นการคิดของผู้ที่ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนที่สมบูรณ์ คำตอบที่สมบูรณ์ก็คือ เราต้องรู้ความจริงว่า "ทุกอย่าง ไม่มีอะไรจะไม่พรากจากกัน" (อภิณหปัจจเวกขณ์ 5 ข้อ) การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ไม่มีอะไรหรอกที่มันจะไม่จริง มันจริงหมด ต้องพิจารณาเสมอว่า การแก่มี การเจ็บมี การพรากจากสิ่งที่รักต่างๆมี การตายจากกันไม่มีอะไรที่จะไม่พรากจากกันเลย มันเป็นเรื่องจริง ให้พิจารณาเสมอๆ พิจารณาแล้วก็เห็นความจริงว่า มันต้องเป็นเหตุการณ์อย่างนี้แหละ มันต้องเป็นไม่เป็นอย่างนี้ไม่ได้ มันจะต้องพรากจากของที่รักที่ชอบใจ เราจะรักอย่างไรก็ต้องพราก ฉะนั้น ต้องทำใจให้พราก รักขนาดไหนก็ต้องพรากกันเป็นที่สุดในที่สุดท้าย ตอนใดตอนหนึ่ง เวลาใดเวลาหนึ่ง ต้องพรากกันแน่ๆ ไม่มีอะไรจะไม่พรากจากกัน จะเร็วหรือช้าก็ต้องพรากจากกัน เราอยากให้อยู่นานๆก็อยาก แล้วก็พากเพียรเอา 💫อาตมาก็ไม่ได้คิดว่าอยากพรากไปเร็ว อาตมาตั้งใจจะใช้อิทธิบาทอยู่ แต่อาตมาตอบไม่ได้ว่า อิทธิบาทมัน จะมีผลดีขึ้นหรือไม่ ตั้งแต่บัดนี้ไปก็พยายามต้องฝึกใจจริงๆนะ ใจไม

อ่านต่อ

่ฝึกไม่ได้ ใจต้องฝึก ฝึกจริงๆเลย อาการที่ใจของเรา มันจะอ่อนแรง มันจะท้อแท้ มันจะเสียใจหรือว่ามันจะไม่มีกำลังใจเราต้องพิจารณา ถ้าเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นมาจะต้องพรากจากสิ่งที่รัก ที่ชอบใจ แล้วก็เราจะหมดกำลังใจ เราจะอ่อนแอ เราจะเสียใจหรือเราจะอะไรต่ออะไร เราก็เรียนรู้เรื่องอาการทางจิต อาการที่เสียใจเป็นอย่างไร เราก็หัดฝึกมาแล้ว อาการที่เสียใจเราก็พยายามเปลี่ยนแปลงด้วย "ปัญญา" ด้วยความเข้าใจ ด้วยการกลับจิต เปลี่ยนจิต เปลี่ยนใจจริงๆ เปลี่ยนมาสู่จุดที่ดีกว่าเราต้องรู้ให้ชัดเจนว่า สิ่งที่ดีกว่านั้นคืออะไร อันนี้สำคัญ

อาการทางกายก็ดี อาการทางวาจาก็ดี อาการทางใจก็ดีอะไรที่ดีกว่า อันนี้เป็นกุศลอันนี้เป็นอกุศลก็หมายความว่าอันนี้ดีกว่า อันนี้ไม่ดีกว่าอันนี้เป็นทุจริตอันนี้เป็นสุจริต "สุ"จริตที่ดีกว่า "ทุ"ไม่ดี อันนี้จริตที่ไม่ดี เราก็เปลี่ยนจิต เปลี่ยนอาการ ทางจิตใจ เปลี่ยนอาการทาง กายวาจา เปลี่ยนอาการทางจิตใจ มันเปลี่ยนได้ด้วยวิธีจับเปลี่ยนเลย ดัดมันเลยด้วยวิธีสมถะ วิธีใช้พลังใช้กำลังใช้การเปลี่ยนแปลงเลยนั้นก็ใช้กำลังเลยดื้อๆเราต้องใช้สมถภาวนา กดข่มใช้พลังแรงเปลี่ยนมันเลยโดยไม่มีเหตุไม่มีผลไม่มีปัญญาไม่มีความรู้ ความจริงอะไรทั้งนั้นน่ะ นั่นก็ทำเอาก็ช่วยด้วย ทั้งสองอย่างนั้นแหละ สมถภาวนาหรือสมถวิธี ภาวนาวิธีก็คือต้องเห็นด้วยความจริงด้วย"ปัญญา" อันนี้มีฤทธิ์มากกว่า วิปัสสนาภาวนา มีพลังมากกว่า หรือว่ามีประสิทธิภาพ มีคุณภาพมีความวิเศษกว่า เพราะเป็นความชนะที่ยิ่ง เห็นชัดเห็นเจน เห็นอย่างจริงจังเลย เห็นแล้วก็เปลี่ยน เปลี่ยนทุกอย่าง มันพ่ายแพ้ทุกอย่าง มันหยุด มันระงับหรือมันเปลี่ยนแปลงไปตามที่ต้องการได้ด้วย"ปัญญา" ด้วยความเข้าใจ ด้วยเห็นของจริง ด้วยเห็นความจริง ด้วยเหตุผล หรือด้วยตัวอย่างด้วยทุกอย่าง หลักฐานอะไรที่เข้ามา เราเห็นสิ่งเหล่านั้นเข้ามา เออ..ยืนยันเป็นเหตุปัจจัยให้เราเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่กดข่มด้วยพลังนะ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงด้วยการใช้อำนาจ ใช้ฤทธิ์เดช ฤทธิ์แรงอะไรกระทำมันเปลี่ยนแปลงไป ทุกคนต้องฝึก ฝึกอันนี้แหละสำคัญ เปลี่ยนกายกรรม เปลี่ยนวจีกรรมเราก็เปลี่ยนก็ฝึกเปลี่ยนอยู่ เปลี่ยนแปลงแล้วต้องเข้าใจจุดสำคัญจริงๆว่า กุศลที่แท้จริงหรือสุจริตที่แท้จริง หรือดีกว่าที่แท้จริง นะคืออะไร ต้องทำให้ดีกว่า นั้นดีขึ้นนะ ดีให้ดีขึ้นและให้ดีขึ้นให้ได้มากๆมากๆขึ้น การที่อาตมาบอกแล้วมีดี ดีกว่า ดีขึ้น ดีแท้ ดีมาก ดีที่สุด แล้วพัฒนาสิ่งที่ดีนี้ให้มันพัฒนาขึ้นไป ทับทวีซับซ้อนมากขึ้นไปเราต้องทำ เรามาทางนี้แล้วมาพัฒนามาเรียนรู้มาใช้ชีวิตอย่างนี้ อาตมามองไม่เห็นเลยว่าการจะมีชีวิตอยู่นี่จะไปมีชีวิตอยู่ที่ไหน อยู่ในหมู่กลุ่ม

1.วิธีเปลี่ยนแปลง ก็คือ หาความจริงให้ได้ แล้วจะได้ซอยถึงเรื่องความจริงนี้ลงไปอีก 2. ถ้าอาตมาไม่อยู่แล้วเราจะทำอย่างไร สิ่งที่จะทำก็คือ อย่าหนีจากกัน อย่าพรากจากหมู่ อย่าออกจากหมู่ คนที่ออกจากหมู่ไปนี่อาตมาบอกได้เลยว่า"โง่ที่สุด" ทำไมว่าโง่ที่สุด คนเราอยากจะมีสิ่งแวดล้อมดีอยากจะอยู่ในที่บรรยากาศดีๆ อยากจะอยู่ในองค์ประกอบที่ช่วยให้เราพัฒนาเจริญอะไรได้ คนที่คิดออกไปเดี่ยวๆนี่ ที่กว้างอื่นๆในโลกนี้นะ หมู่กลุ่มคนอื่นก็แล้วแต่ ไม่ใช่ดูถูกเขา เราคิดเอาเองก็ได้ หรือเราตรวจสอบความจริงของเราเองก็ได้ว่า เราเคยเจอหมู่กลุ่มที่ไหนบ้าง ที่เราเคยเจอมาแล้ว แล้วเราก็มั่นใจแล้วว่าดีกว่าที่นี่ดีกว่าหมู่กลุ่มนี้เราเคยเจอมาแล้วที่ไหน? 👨‍👩‍👦‍👦คนไม่ใช่สัตว์เดี่ยว คนเป็นสัตว์กลุ่มสัตว์โขลง คนเป็นสัตว์หมู่ เพราะฉะนั้นต้องอยู่กับหมู่และหมู่นี่แหละ (ที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว มิตรดีสหายดี สังคมดี สิ่งแวดล้อมดีนี่แหละจะเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์) 🏡แม้แต่วัตถุสถานที่ไม่ดี แต่ถ้าคนดีมันก็ดี มันก็อบอุ่น มันก็ไปรอด แล้วมันก็จะเจริญได้ สถานที่ไม่ดี สิ่งแวดล้อมไม่ดีเราก็พัฒนาได้ แปลงได้ปรับได้ทำให้ดีขึ้นได้ วัตถุเราทำมันได้ แต่คนนี้ยาก หากลุ่มยาก หาหมู่ยาก ทุกวันนี้อาตมาอุ่นใจหรือว่าดีใจตรงที่ว่า ชาวอโศกมีเพิ่มขึ้นๆ มีมวลมากขึ้น คัดเลือกเข้ามาค่อยๆมีคนเข้ามา ไม่ใช่เข้ามาได้ง่ายๆอย่างที่รู้อยู่แล้ว เข้ามาแล้ว เขาเองอยู่ไม่ได้ก็ไม่ใช่ว่า จะไปบังคับกันได้ เขาอยู่ไม่ได้ก็คืออยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนอยู่ไม่ได้ก็เป็นอย่างนั้นน่ะ คนอยู่ได้จริงๆที่อยู่เป็นหมู่ เป็นมวลจริงๆน่ะที่รวมกันอยู่จริงๆน่ะ คนที่อยู่ได้นั่นคือคนที่ใช้ไม่ได้หรือคนที่ใช้ได้? ( ตอบ..ใช้ได้ครับ) คิดความนี้ให้จริงนะ คือต้องใช้"ปัญญา"ให้รอบปัญญาให้ครบพร้อมให้เรียบร้อยให้ชัดเจนหมดเลย คนที่อยู่รวมกันอย่างนี้นี่ คือคนที่ใช้ได้ คือคนที่มีทัศนคติ คนที่มีวิสัยทัศน์ คนที่มีจิตวิญญาณ คนที่มี"ปัญญา"แล้วว่า อืม..ต้องอยู่ตรงนี้แหละ อยู่อย่างนี้แหละ อยู่กับหมู่แล้วก็พัฒนาไปอย่างนี้ **แม้ในที่นี้จะมีคนบกพร่อง มันต้องมีแน่ต้องมีคนที่บกพร่อง ก็ต้องมีคนที่ไม่ดี ก็ต้องมีคนที่อะไรต่ออะไรอยู่ คนที่ไม่สมบูรณ์ คนที่..เป็นคนที่ทำให้เราไม่สบายใจ คนนั้นอาจจะ..คนอื่นไม่ได้เป็นไร แต่คนนี้ทำให้ไม่สบายใจกับคนนี้ก็ได้ แต่คนอื่นก็ไม่มีปัญหาแต่มีปัญหากับคนนี้เป็นได้ หรือ คนนี้ โอ้โห ทำให้คนมากคนเลยนี่ แหม..ใครต่อใครเห็นหน้าแล้วแทบจะเหม็นหน้าเลย เหมือนหมาหัวเน่าในหมู่ แต่เขาก็ไม่ได้ต่ำกว่าเกรดว่างั้นนะ แต่เขาก็โอ้โห ดูแล้วคนนี้นี่ มันจะไปเอาหลักเกณฑ์ของเราว่าต่ำกว่าเกรด เราก็ให้ออกไปใช่ไหม ถ้าไม่ต่ำกว่าเกรด เขาก็มีคุณค่า เขาก็มีคุณธรรมพอสมควร แต่มันก็มีอะไรต่างๆแล้วแต่เขาล่ะนะ มันแหม.. มันหน้าเคาะหัวเหลือเกิน มันน่าคันหัวใจอะไรก็แล้วแต่ คนเราจริตมันนับไม่ถ้วน ลีลาต่างๆ มันน่าหมั่นไส้ หรือว่ามันน่าเกลียดน่าชัง มันทำให้ไม่ชอบใจ มันได้หลายลีลามากมาย คนนี่ลีลานี่ดูไม่จืดนะ เบื่อไม่ลง ต้องเบื่อไม่ลงคนนี่ ไปขืนเบื่อแล้วมันก็ตายกันพอดี ถึงอย่างไรก็ต้องเบื่อไม่ลง เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ความจริงว่าในกลุ่ม ในหมู่ที่ดีขนาดไหนก็ตาม มันก็ต้อง มีตัวเกเรหรือ ตัวที่ไม่ชอบใจอยู่ในนั้นแหละ ดีไม่ดีกับไม่ชอบใจกับเรานี่แหละ กับคนอื่นไม่เป็นนะ กับเรานี่แหละ ก็ตาม มันก็ต้องมีจนได้ ถ้ามีแล้วเป็นไง อยู่ให้ได้อยู่ให้ได้ เราอย่าไปนึกว่า แหม คนนี้นี่ทำให้เรานี่ เราไม่อยู่แล้วถ้าไม่อยู่แล้วจะไปอยู่ไหนล่ะ ไปอยู่ที่อื่นมันก็ไม่พาเจริญเท่า เพราะมันไม่สัปปายะ ไม่ใช่กลุ่มสัปปายะ ไม่ใช่บุคคลสัปปายะ ไม่ใช่ธรรมะสัปปายะ ไม่ใช่อาหารสัปปายะ

🌻พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อบรมทำวัตรเช้า เรื่อง เรามีความพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา ๒ ธันวาคม ๒๕๔๕ ที่ ปฐมอโศก Cr.พุทธศาสนาตามภูมิ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน