กายต่างกันสัญญาต่างกันในสัตตาวาส 9 หมายถึงอะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.82 KB
วันที่แก้ไข30 พฤศจิกายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

กายต่างกันสัญญาต่างกันในสัตตาวาส 9 หมายถึงอะไร _ตุ๊ก อัศวิน : น้อมกราบ นมสก(นมัสการ) พ่อครูที่เคารพยิ่ง เจ้าค่ะขอโอกาสแสดงความเข้าใจในสัตตาวาส 9 ข้อ 1 และ 2 ดังนี้ สัตตาวาสข้อ 1 : กายต่าง/สัญญาต่าง กายต่างหมายเอารูป/นาม เช่น ชาย/หญิง เชื้อชาติ เด็ก/ผู้ใหญ่วรรณะ ซึ่งมีต่างกันไปตามวิบากแห่งตนสัญญาต่างหมายถึง สมมุติสัจจะซึ่งต่างก็สมมติเอาตามกิเลสของตัว สัตตาวาสข้อ 2 : กายต่าง/สัญญาอย่างเดียวกันกายต่าง..มีความหมายเดียวกับข้อ 1 สัญญาอย่างเดียวกัน หมายถึง ปรมัติสัจจะ ซึ่งสัจจะมีเพียงหนึ่งเดียว หมายเอาตามข้างต้นนี้..ใช่ไหมเจ้าค่ะ/น้อมกราบขอบพระคุณยิ่งเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…กายต่างกัน กายหมายความว่าภายนอก ต้องมีภายนอก ไม่มีภายนอกไม่ชื่อว่ากาย และต้องมีภายใน กายต้องมีคู่ กายไม่มีเดี่ยว กายต้องคู่ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ศาสนาพุทธเข้าใจคำว่ากายนี้หมายถึงเดี่ยวๆ คือวัตถุอย่างเดียว ไม่มีจิตร่วม นี่แหละ สุญโญเลย ปฏิบัติธรรมไปไม่ออกเลย ฟังไว้ดีๆเลย พวกที่เข้าใจคำว่ากาย กายะ ซึ่งเป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 สักกาย ถ้ามีความเห็นอ่าน สักกายของตนให้ได้ อย่าไปอ่านของคนอื่น ของคนอื่นไม่รู้จริงหรอกต้องอ่านของตนเอง แล้วกายต้องเป็นสภาพ 2 แล้วต้องมีภายนอกร่วมด้วยกับภายใน ถ้าไปถึงในจริงๆ ท่านเรียกมโน หรือว่า มนารมณ์(อารมณ์ที่ภายใน) และทางกายเขาเรียก โผฏฐัพพารมณ์(โผฏฐัพพะ คือภายนอก ตาหูจมูกลิ้นกาย) กายต้องมีโผฏฐัพพะ ส่วนมนะ ไม่ต้องมีภายนอกได้เลย ทีนี้ กายต่างกัน องค์รวมของ 2 อย่าง รูปกับนาม ภายนอกภายใน แล้วไปข้างในก็มีสัญญาต่างกันอีก คำว่าต่างนี่คือ คนหนึ่งเป็นโลกีย์คนหนึ่งเป็นโลกุตระ ไม่ว่ากายต่างกัน โลกียก็เข้าใจว่ากายคืออีกอย่างหนึ่ง เช่น โลกียเข้าใจว่ากายคือหนึ่งเดียวไม่มี 2 อันนี้ก็ต่างกัน โลกุตระ

อ่านต่อ

ต้องมี 2 สัญญาการกำหนดรู้เป็นเรื่องของจิต จิตมีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้ จิตเอาตัวสัญญาเจตสิกที่มีหน้าที่กำหนดรู้และจดจำ สัญญานั้นทำงานมาก แต่คนไม่รู้ เป็นหน้าที่ของจิตตัวสัญญานี่ ทำงานอย่างโง่ๆส่วนมากยังเป็นอวิชชาก็โง่ทั้งนั้น ทำงานอย่างฉลาดขึ้นมาชัดเจนฉลาดแบบปัญญา ฉลาดแบบเฉโก ก็โง่อีกแบบ ทุกวันนี้เขาก็ยังเข้าใจยากอยู่ สัญญาคือกำหนด ทำธาตุรู้ที่เป็นความรู้ ทำความรู้กับกาย กำหนดรู้ทั้งภายนอกภายใน สัญญากำหนดรู้แต่ภายในนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์เป็นสิ่งที่ยังไม่ครบความจริง เพราะฉะนั้นหลับตาปฏิบัติมีแต่สัญญาภายใน มันไม่ครบความจริง คุณปฏิบัติอย่างไรก็พิการ วิปลาส นั่งหลับตาปฏิบัติธรรม กายมีวิปลาส ไม่ครบไม่เต็ม ไม่ได้ ไม่บรรลุรู้สุดยอด จะได้ก็เป็นการปั้นเอามาหลอกตัวเอง นิรมาณกาย เป็นสัมโภคกาย ต่างคนต่างตาบอดเป็นอทิสมานกาย ไม่เห็นจริงของใครของมัน แต่ก็พูดกันรู้เรื่อง ร่วมรู้ร่วมกันเป็นสัมโภคกาย แต่เป็นการสร้างขึ้นมาอย่างไม่มีสิ่งยืนยันพิสูจน์ได้อย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าจึงไม่เอา แต่คนมันทำ มันหลอกกันว่า เดี๋ยวจะมีพาดพิงถึงฤาษีลิงดำ เป็นคนสร้าง หลอกคนให้หลงเลอะ แล้วก็มีคนมาทำทานสร้างวิมานอะไรของท่านไปต่างๆนานา สรุปแล้ว เมื่อเข้าใจองค์ประกอบนอกใน รูปนามที่ต่างกัน กายกำหนดก็ต่างกันอีก มันก็เลยสลับเอาอะไรมาผสมส่วน ยิ่งกว่าม้านิลมังกร มีหัวเป็นม้ามีหน้าเป็นมังกรมีเขาเป็นควาย เขาเป็นกวาง คือเป็นแบบพิลึก ตามประสาของสุนทรภู่ แกก็สร้างนิรมาณกายขึ้นมาหลอกกันไป ปั้นแต่งเรื่องขึ้นมาเป็นม้ามังกรว่าอย่างนั้น เอามังกรมาผสมกับม้า เรียกว่าม้านิลมังกร อาตมาว่าถ้ามีอย่างพระอภัยเป่าปี่ดีและมีเมียเยอะอย่างนี้แย่เลยมนุษยชาติคือมีแต่ขี้ยาเป่าปี แล้วก็ยกย่องสุนทรภู่ก็ต้องขออภัย เป็นพื้นฐานทางวรรณกรรมจินตนาการที่มีความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมา จะบอกว่ามีเนื้อหาสาระของปรัชญาที่เป็นไปในทางดีก็มีบ้าง คือเอาสิ่งที่ดีกับไม่ดีมาคู่กันเพื่อให้รู้ว่า สิ่งไม่ดีไม่น่านับถือ มีอะไร ก็ให้เลือกเอาสิ่งที่ดีตามประสาของสุนทรภู่ขี้เหล้า เป็นนิรมาณกายคือเนรมิตเป็นของไม่มีในโลกสมมุติขึ้นมา ซึ่งเป็นของที่ไม่มีขึ้นจริงในโลก และมีคนร่วมหลงสมมุติขึ้นมาด้วย เป็นสัมโภคกาย คนชนิดนี้คือคนตาบอด คืออาทิสมาณกายต่างไม่รู้ไม่เห็นความจริงกันทั้งคู่หรือกี่คนก็แล้วแต่ร่วมกัน ที่เป็นหลงเป็น สัมโภคกายร่วมกัน สมมุติกันตรงกันเป๊ะเลย แต่ว่าต่างคนต่างตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ บอกว่าสนุกด้วยกันเลยนะ ตาบอดหนังก็ใบ้อีก แต่รู้เรื่องนะพูดคุยกันขโมงโฉงเฉง นางเอกสวยจังพระเอกเก่งจัง ไปกันใหญ่เลย ตาบอดไม่เห็นรูปเห็นภาพ เสียงก็ไม่มีด้วย แต่พากันสุขสนุกกันใหญ่เลย เป็นพวกโมเมคุยกันต่างคนต่างโมเมคุยกันเหมือนเด็กๆ คุยกันแต่รู้เรื่องกันนะสนุกแบบเด็กๆ เด็กๆยังจะดีกว่าคนตาบอดจูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้ สรุปแล้วมันก็เป็นเรื่องเลอะเทอะไม่ตรงไม่จริงอะไรเลย ต่างคนต่างสมมุติไปได้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าหากกายต่างกันสัญญาต่างกัน จะสมมุติเป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ที่เป็นสารพัดต่างคนต่างสมมติไม่ตรงกันหรอก เทวดาก็ต่างคนต่างสมมติดังมีจินตนาการไปต่างคนต่างคิดอยู่ในภพของตนเอง เป็นของตัวเองนะ แต่พูดกันเหมือนกับคุยกันเรื่องเดียวกัน แต่พวกนี้มันถึงทะเลาะกัน คิดตรงกันก็คุยกันอย่างดี ถ้าไม่ตรงกันก็จะทะเลาะกัน ส่วนมากก็จะทะเลาะกันเพราะว่ามันไม่ตรงกัน กายต่างกันสัญญาต่างกัน เห็นมนุษย์ก็ต่างกัน เห็นเทวดาก็ต่างกัน เห็นพระพรหมก็ต่างกัน เทวดามารพรหมก็ต่างกัน แม้เทวดาก็ไม่เหมือนกัน มนุษย์ก็ไม่เหมือนกัน พรหมก็ไม่เหมือนกันต่างคนเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านของแต่ละคน นี่คือกายต่างกันสัญญาต่างกัน พอเริ่มต้นมีจุดเหมือนกัน กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน อันที่ 2 เป็นสัตตาวาสข้อที่ 2 กายต่างกันมีความหมายเดียวกับข้อที่ 1 สัญญาอย่างเดียวกัน หมายถึงปรมัตถ์ เขามีจุดหมายสัญญากำหนดหมายที่ว่าอย่างเดียวกันก็คือจุดหมายว่าไม่มี นิวรณ์ 5 กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกันในข้อที่ 2 เพราะฉะนั้นมิจฉาทิฏฐิก็ตามพวกนั่งหลับตาปฏิบัติเป็นต้น เขาก็ไม่มีอารมณ์นิวรณ์ 5 ไม่มีกาม ไม่มีพยาบาท ไม่มีถีนมิทธะ ไม่มีอุทธัจจกุกกุจจะไม่มีสงสัย เขาก็ได้ความไม่มีนิวรณ์ แม้จะเป็นวิธีแบบสมถะแบบสะกด เขาก็ไม่มีนิวรณ์ ของพระพุทธเจ้าลืมตาปฏิบัติก็ไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน จึงเป็นปฐมฌานเหมือนกัน เป็นฌานที่ไม่มีนิวรณ์ ก็เป็นสัญญาที่ตรงกัน นี่คือจุดหมายสำคัญของสัตตาวาส หรือวิญญาณฐีติข้อที่ 1 และ 2

631129_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาผ่าความเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน