อย่ายึดมั่นถือมั่นตัวบุคคล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.86 KB
วันที่แก้ไข23 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

อย่ายึดมั่นถือมั่นตัวบุคคล _สะพานบุญ : ตอนพ่อเทศน์ตอบคำถามที่ว่า พ่อเคยเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินในยุคสุโขทัย ทำให้ลูกเกิดจินตนาการขึ้นว่า ในยุคนั้นพ่อเกิดเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พ่อเกิดมาเพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นชมพูทวีป สร้างจิตวิญญาณของพระสยามเทวาธิราชให้สถิตขึ้นในประเทศไทย พ่อได้ประดิษฐ์อักษรไทยให้ตรงกับสภาวะธรรมของพุทธ เพื่อรองรับยุคกึ่งพุทธกาลนี้เพื่อการสืบทอดศาสนาไปให้ถึง 5,000 ปีให้ได้ใช่เปล่าครับ และอีกประการหนึ่งขอถามว่ายุคนั้นพ่อได้เสวยมังสวิรัติหรือเปล่าครับ พ่อครูว่า… อย่าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรขนาดนั้น มันเป็นตัวตนเกินไป อาตมาเองไม่ได้เป็นคนเก่งถึงขนาดจะไประลึกชาติได้ถึงขั้นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วจำได้เลยวันนั้นวันนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มีรายละเอียดเยอะแยะ ซึ่งมันไม่ได้เก่งขนาดนั้น ไม่ได้จำได้ขนาดนั้นหรอก อาตมาอยู่ในปางนี้ก็ตาม แล้วอาตมาอยู่ในสายปัญญาด้วย พอระลึกชาติแบบนี้ไม่เหมือนกับพวกเจโต ที่ระลึกในภพชาติได้มากกว่านี้ เขาจมอยู่ในภพชาติมากกว่านี้ อาตมาไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ปักดิ่ง มันเผินกว่านั้น เพราะฉะนั้นตอบคำถามของคุณไม่ได้เลย จะเอารายละเอียดขนาดนั้น จะไปเขียนนิยายหรืออย่างไร ให้ผ่านๆไปก็แล้วกัน อาตมายกอ้างบอกเล่าผ่านๆไปให้ฟัง เพื่อจะให้รู้ว่า คนเรามันมีวิบาก เกิดชาติแล้วชาติเล่าจริง ให้รู้โดยสัจจะ เป็นสัจธรรมเป็นความรู้เท่านั้น ไม่ใช่ให้ไปยึดมั่นถือมั่นว่าฉันเป็นนั่นเป็นนี่ เหมือนกับคนบอกว่าอาตมาเคยเป็นพระสารีบุตร อาตมาก็บอกว่าอย่ามายึดถือว่าจะมาเป็นพระสารีบุตร ถ้ายึดถืออย่างนั้น คุณดูถูกอาตมานะ อาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นโพธิรักษ์ เป็นสารีบุตรได้อย่างไร อาตมาก็ต้องดำเนินของอาตมาไปให้เจริญ พูดจริงๆก็คือ ถ้าอาตมาเป็นสารีบุตร มาชาตินี้อาตมาต้องเจริ

อ่านต่อ

ญกว่าพระสารีบุตรสิ ต้องก้าวหน้ากว่าเก่า เพราะผ่านมา 2,500 กว่าปีแล้ว ไม่อย่างนั้นอาตมาก็ไม่ใช่สารีบุตรจริง เพราะไม่ใช่อาริยะที่แท้ เอาที่สาระสัจะธรรมมาพูดกันดีกว่า มาพูดเป็นตัวเป็นตนมันไม่ดีหรอก มันทำให้คนหลงเลอะเทอะเยอะแยะยึดมั่นถือมั่น สำหรับพวกยึดมั่นถือมั่น _ไพฑูรย์ : พ่อท่านกล่าวถึงโทษของการนั่งหลับตาปิดทวาร การที่พระสาลีบุตรเข้าสมาบัติจนไม่รู้สึกว่าถูกยักษ์ตีด้วยกระบองนั้น เป็นการนั่งหลับตาหรือไม่ครับ พ่อครูว่า...ตอบ สมาบัติของพุทธไม่ได้หลับตา จะไปเข้าใจเอาเองว่าการเข้าสมาบัติคือ เข้าหลับตา สมาบัติก็คือเข้าถึงผล ไม่ได้หมายความว่าไปหลับตา พุทธปฏิบัติลืมตา ไปเข้าสมาบัติก็คือไปลืมตา เช่น ฌานวิสัยของพุทธเป็นฌานลืมตา อาตมาก็ยังหนักใจที่จะอธิบาย ฌานวิสัยเป็นอจินไตย ไม่ใช่แบบฌานที่เขาเข้าใจในโลก ของพุทธนั้นไกลลิบเลย ไม่ใช่ทำจิตให้เป็นก้อนเป็นความแข็งเป็นความเชื่อ แต่ฌานของพุทธนั้นเป็นไฟ แม้แต่ในพจนานุกรมบาลีไทยก็แปล ฌานว่าคือไฟ คือกองเพลิง แต่เขาเอาไว้ท้ายๆแล้ว ตอนต้นเขาว่าฌานคือการเพ่ง เอาแบบที่เขาเชื่อว่าเป็นจริง ฌาน คือพลังงานทางจิตให้มีอุณหธาตุ ที่มีพลังงานแรงที่สามารถจะสลายพลังงานจิตที่เป็นพลังงานไฟราคะ โทสะ โมหะได้ อาตมาก็พูดบรรยายไปมากแล้ว แต่มันยากที่เขาจะเข้าใจ เพราะเขาไม่เชื่อ เพราะว่าเขาคิดว่าจิตวิญญาณจะเป็นพลังงานที่เหมือนสสารได้อย่างไร จิตวิญญาณเป็นนามธรรมไม่ใช่วัตถุเข้าว่าอย่างนั้น ก็พยายามทำความเข้าใจ ซึ่งมันก็ยากที่จะขยายความ มันเป็นพลังงานทางธรรม แล้วก็มีอุณหธาตุที่มันร้อน มันสลายมันทำร้ายมันมีฤทธิ์แรง จนทำร้ายอะไรต่อมิอะไรได้ เผาผลาญได้จริงๆ เพราะฉะนั้น ฌาน จึงไม่ใช่เรื่องปกติแต่เป็นพลังงานที่แรง เป็นพลังงานที่พิเศษ วิเศษ อธิบายด้วยภาษาพื้นๆก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ที่นี้บอกว่า “เข้าสมาบัติ ถูกยักษ์ ตีด้วยกระบอง" พ่อครูว่า... เป็นอุทาหรณ์ เปรียบประดุจเหมือนว่าถูกยักษ์ตีด้วยกระบอง มีความหมายว่า ถ้าเป็นคนที่สมมุติว่าเป็นคนธรรมดานั่งเข้าสมาบัติกับตา ถูกยักษ์เอากระบองตีหัว แตกไหม?.. แตก แต่พระสารีบุตรว่า ถูกยักษ์ตีด้วยกระบองก็ไม่รู้สึก ไม่ได้รู้สึกว่าถูกยักษ์ตีแล้วก็มีความรู้สึกสุขทุกข์ รู้สึกโกรธรู้สึกชังรู้สึกรักรู้สึกชอบก็ไม่มี มีแต่เฉยๆ ไม่ใช่คนที่ทนได้ ตีแล้วไม่แตกไม่เจ็บนะ แต่มันเหมือนกับตีไปในที่ว่าง ถูกยักษ์ตีเข้ามาใส่กบาลก็ไม่ถูกกบาล เหมือนตีไปในที่ว่างอย่างนั้น รูป 640623_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สังคมวรรณะ 9 สัปปายะ 4 ที่สมบูรณ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน