ปัญญาข้อ 2 ในปัญญา 8 ประการ สำคัญไฉน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญาข้อ 2 ในปัญญา 8 ประการ สำคัญไฉน พ่อครูว่า...ปัญญา 8 ประการ คำว่า จิตสงบ หรือ กายสงบ คำว่า สงบ ในปัญญาของพระพุทธเจ้า ปัญญาข้อที่ 1 นี่คือความรู้ ความฉลาด ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เป็นของศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาเทวนิยมไม่มีความฉลาดชนิดนี้ ซึ่งไม่ได้ดูถูกเขา เทวนิยมไม่รู้ “1.ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 2.เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ” พ่อครูว่า... ครูในศาสนาต้องสัมมาทิฏฐิ หากว่าครูในศาสนาไม่สัมมาทิฏฐิก็เจ๊ง ถ้าไม่ได้ปัญญา 8 โมฆะบุรุษในชีวิตชาตินึงๆ 1.ไม่ได้ฟังจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า 2.ไม่ได้ฟังจากสัตบุรุษ 3.ไม่ได้ฟังจากผู้ที่อยู่ในฐานะครูหรือคนที่มีสัมมาทิฏฐิ หรือ ตอนนี้พระพุทธเจ้าไม่อยู่ก็ต้องไปฟังจากสัตบุรุษ ถ้าหากไม่มีสัตบุรุษ ก็ต้องได้ฟังจากผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิ เริ่มที่คำว่า สัมมาทิฏฐิ
อ่านต่อ
สัมมาทิฏฐิ ก็ต้องไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ ตอบแบบกำปั้นทุบดินเลย แล้วจะรู้แยกแยะออกได้อย่างไรว่า อะไรสัมมาทิฏฐิ อะไรมิจฉาทิฏฐิ ผู้ที่รู้สัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐินั้น คือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่รู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐินั้นคือ ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ คือแยกสัมมาเป็นสัมมาออก แยกมิจฉาเป็นมิจฉาออก แยกได้ เมื่อแยกได้แล้ว ถึงปฏิบัติอะไรต่ออะไรอีกได้หมด แต่ถ้าปฏิบัติสัมมาทิฏฐิไม่ได้แล้วก็ไม่ต้องไปปฏิบัติธรรม ทีนี้ พระพุทธเจ้าตีกรอบชัดเข้าไปได้ ว่า ไม่ต้องไปคิดกว้างไกลเกิน คิดอยู่ในภาคที่จะปฏิบัติ ซึ่งแนวปฏิบัติของพระพุทธเจ้าคือ ไตรสิกขา หรือ วิชชาจรณะสัมปันโน นี่คือธรรมะพุทธคุณของพระพุทธเจ้านอกจากนี้ไม่ใช่ สรุปแล้วก็เริ่มต้นที่ศีล แล้วก็ อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ฌาน 4 วิชชา 8 ถ้าเริ่มต้นด้วยทาน มีหลัก ทาน ศีล ภาวนา ภาวนาแปลว่า ปฏิบัติให้เกิดผล ปฏิบัติทานให้เกิดผล ปฏิบัติศีลให้เกิดผล สัมมาทิฏฐิ 10 ใน 3 ข้อแรก คือ ทาน ทานที่มีผลเรียกว่า อัตถิทินนัง แล้วก็มา อัตถิยิฏฐัง อัตถิหุตัง หรือ(นัตถิ แปลว่า ไม่ถูกต้อง อัตถิ แปลว่าถูกต้อง) ที่จริงแล้วเวทนาเป็นตัวแท้ของการศึกษา แต่ไม่ค่อยฝึกฝนกัน ไปเอาที่ความคิดโครงสร้าง ปั้น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย อาตมาเห็นแล้วน่าสงสาร ประเด็นสำคัญต้องได้ฟังจากพระพุทธเจ้าจากสัตบุรุษจากผู้อยู่ในฐานะครู ผู้สัมมาทิฏฐิอย่างอาตมานี่อย่างน้อยเป็นผู้อยู่ในฐานะครู แล้วทีนี้พวกคุณจะต้องตัดสินเองว่า แล้วอาตมาอยู่ในฐานะครู อาตมาสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ ตรงนี้อาตมาก็ต้องบอกว่าอาตมาสัมมาทิฏฐิ ส่วนคนฟังสัมผัสแล้วจะรู้ว่า โอ้ ใช่ อย่างนี้ใช่ หรือจะว่าไม่ใช่ เขาบอกว่าต้องไปนั่งหลับตาออกป่าเขาถ้ำ ยิ่งอาตมาไปตีพวกนั่งหลับตาอีก เขาก็บอกว่าไม่ใช่พระอรหันต์ หรือบางคนก็ฟังไปฟังมา ยิ่งอ้างพระไตรปิฎกก็จำนนๆอยู่ อันนี้ยังพอมีหวัง แต่ประเภทตีทิ้งไปเลยไม่มีหวัง พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงปัญญา 8 ก็น่าจะสะดุดใจว่า ทำไมไปฟังแล้ว อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าไปตั้งความละอาย ทำไมจะต้องตรัสอย่างนี้ ต้องเข้าไปตั้งความละอาย หมายความว่าต้องถ่อมตนมาก ว่าตนแสนโง่แสนไม่รู้ แสนจะต้องขอรับฟัง อย่างไรก็ขอรับฟังด้วยคนเถอะ ผู้ที่มีความละอาย คือ ผู้สำนึก ผู้ที่ไม่รู้จักสัตบุรุษ ไม่รู้จักผู้อยู่ในฐานะครู หรือแม้แต่ไม่รู้จักผู้ที่อยู่ในฐานะของพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีความละอาย ฟังอย่างผยอง ฟังอย่างถือดี ฟังอย่างมีจิตลบหลู่ ฟังอย่างยกตนเสมอ ข่มท่าน ไม่ได้ถ่อมตจนไม่ได้ละอาย ไม่ได้รู้สึกว่าควรจะต้องฟังท่านนะ พวกนี้ก็ไม่มีความหวังอะไรได้ ต้องปล่อยเขาไป พระพุทธเจ้าถึงเตือนว่าจะต้องมี ปรโตโฆษะนะ ต้องฟังหูไว้หูต้องสำเหนียกอย่าตีทิ้ง หากว่าฟังแล้วเข้าใจ มันตรงกันข้ามกับที่เรายึดถือเลย ระวังให้ดีเชียวคนคนนี้ ทำไมมันตรงกันข้ามกับเรา ระวังเลย ถ้าคนนี้สัมมาทิฏฐิ คุณก็ตีลังกา จะมีนรกหรือสวรรค์ คนละทิศ ยิ่งโอ้โห น่ากลัว เพราะฉะนั้นคำว่าละอายก็ดี คำว่าเกรงกลัวก็ดี คำว่า ความรัก ความเคารพ ในปัญญาข้อที่ 1 อย่างแรงกล้า ถ้าใครคิดให้ดีๆ จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านยกความรู้ที่เรียกว่าปัญญาของท่านไว้สูงมาก เพราะฉะนั้นใครจะมาฟัง ต้องมาฟังอย่างละอายเกรงกลัว รักเคารพอย่างแรงกล้า อย่าทำเป็นเล่นไป ถ้าพระพุทธเจ้ามาทุกคนก็ยอม แต่ถ้าไม่รู้ก็จะเหมือนกับกามนิต หรือพระภิกษุในพระไตรปิฎก ปุกกุสาติ ไปฟังคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน แสวงหานะ แต่เขาก็ไม่มีที่ยึดมีที่เข้าใจ เขาไม่สะดุดใจว่าที่ฟังทั้งคืนคืออะไร หรือ ขออภัยไม่ได้ยกตนเท่าพระพุทธเจ้า ที่อาตมาพูดสอนตลอด ยกตำราพระไตรปิฎกอ้างอิงขยายความ ว่า มันใกล้เคียงไหมที่อาตมาพูดและขยายความอธิบายกันมาตั้ง 50 ปี จะสะดุดฉุกคิดบ้างไหม หากเขาสะดุดฉุกคิดทันทีว่า เราเคยลบหลู่เคยเพ่งมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็นึกว่าเป็นมิจฉาด้วย แต่เมื่อมาสำนึกก็จะรู้ว่าตัวเองโง่ คนยุคนี้ที่เป็นปราชญ์ผู้รู้ เขาจะเกิดอาการอย่างนี้ขึ้นสักคนจะมีไหมหนอ สู่แดนธรรม... เชื่อว่ามีครับ แต่ยากที่จะแสดงออก พ่อครูว่า... คงไม่กล้าแสดงออก ก็ยังดี แต่ที่ไม่สำนึกเลยทั้งชาติ ต้องขออภัยว่า คุณเป็นปทปรมบุคคลเสียแล้ว คือ ผู้ท่องพุทธพจน์ได้ก็มาก ทรงจำได้ก็มาก สอนคนอื่นก็มาก แต่ตนเองไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลยในชาตินี้ คนบรรลุธรรมนี่ จะบอกตนเองว่าตนเองบรรลุอย่างไม่เก้อเขิน ไม่มังกุ ไม่ยาก ไม่ลำบากจริงๆเลย พูดง่ายๆสบายๆผู้บรรลุธรรมจริงๆ ไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในจิต ไม่มีอาการเก้อเขินอายอะไรเลย ไม่เกรงกลัวเขาจะซักไซ้ไล่เลียง ไม่เกรงกลัวเขาจะเพ่งโทษหรืออะไรก็ตาม มันไม่มีเลย มันจริงๆ คุณเป็นใคร ...เป็นคน คุณจะกล้าตอบไหม? ... คุณจะสะดุดใจไหม? ก็ไม่ หากถามว่า คุณเป็นคนหรือส้ตว์ เราก็บอกว่าเป็นคนสิ คุณเป็นอาริยะหรือไม่เป็นอาริยะ...ใช่เราเป็นอาริยะ เราจะไม่สะดุดหรอก สู่แดนธรรม... คำพูดเหล่านี้เหมือนเป็นคำสามัญปกติ พ่อครูว่า... เป็นเรื่องสบายๆ เขาก็ว่าประกาศตนเอง ก็ขนาดประกาศตัวเองนี้คุณยังไม่สะดุดเลย ธรรมดาคนไม่จริงจะสะดุด มังกุ เก้อเขินติดๆ มันไม่คล่อง มันไม่เฉย มันไม่ปกติหรอก ใช่ไหม มันละอายอย่างมังกุ ละอายอย่างไม่กล้าเต็มร้อย มันไม่ขาวรอบหรอก นี่ก็พูดความจริงจากสภาวะทั้งหมดให้ฟัง อาตมาพูดที่ตัวเองเป็น อาตมาไม่เคยเก้อเขิน ไม่เคยลำบาก ไม่เคยยาก เขาถามมาก็ตอบ แต่ก็ดูกาลเทศะที่จะบอกตัวเองว่าเป็นอรหันต์ มีคนถามมาบ้าง คนที่กล้าถามจริงๆมีอยู่ 2 คนที่เคยพูดไปแล้ว มี ขวัญดีกับ อ.แสง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) เขาก็ถามตรงๆว่าเป็นอรหันต์หรือเปล่า (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... การที่เราจะบอกว่าเราเป็นคนจน จะเป็นการอวดตัวตรงไหน เขาขี้สงสัยว่า การบอกว่าเราเป็นคนจนมันเป็นการอวดตรงไหน แค่รับรองว่าเราจน ไม่มีอะไรจนไปกว่านี้อีกแล้ว ใช่มั้ยครับ? พ่อครูว่า... ก็บอกว่าจนจริงๆ กลับว่าเราไม่จนจริงๆ กับการบอกว่าเราเป็นคนจน คุณจะไปเหนียมอายอะไร แต่รวยสิ มันก็ไม่กล้าพูดว่าเรารวยจริงๆ มันจะผยองเกิน มันจะสำนึกว่า จริงๆแล้วเรายังอยากรวยกว่านี้อีกนะ แต่จนนี่มันจนจริงได้ มัน 0 ไม่สะสมแล้ว อปจยะ อาตมานี่ ภูมิใจตรงนี้เหมือนกันตรงที่ว่า มาสอนให้คนมากล้าจน เฉยเลย ไม่ต้องไปร่ำรวยอีกแล้วก็ได้บ้าง ก็มีบ้างในมือ ขาดมือก็ไม่เป็นไร มันก็มีที่อยู่ที่กิน มันไม่ว่างเว้น ไม่สิ้นไร้ไม้ตอก ยังไงยังไงก็มีที่อยู่ที่กิน พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ อยู่ในสาธารณโภคี อันนี้แหละยิ่งใหญ่มากในสังคมมนุษยชาติที่มีสาธารณโภคี มีสังคมแบบนี้ คือ มัน นอกจากคนที่ ติดใจตรงที่ว่า มาจนนี้ต้องตัดกิเลส เราจะมาเป็นภาระให้แก่เขา มันก็เป็นอุปกิเลสเป็นตัวตนคือถือดีมีมานะ แต่ถ้าไม่มีมานะ เราอยู่กับหมู่ก็ปล่อยสบายไปลยเ เราก็ไว้ใจตัวเองว่าเราไม่ใช่คนขี้เกียจขี้คร้าน จนกระทั่งเป็นปลิงเป็นทากเกาะหมู่อยู่ ไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่าไม่ได้ทำงาน ไม่ได้มีอะไรเลย มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นทีเดียว ก็ยังมั่นใจว่าเราก็อยู่ได้ เพื่อนฝูงเรารู้ฐานะหมด คนนี้เขาพอสมตัวขยันพอไปได้ไหมขี้เกียจ หรือคนนี้ก็พิการแล้วเขาก็ได้แค่นี้แหละ ช่วยตัวเองก็ไม่รอด หรือคนนี้แก่แล้วช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ซึ่งควรจะรู้เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร ข้อสำคัญคนที่มีปัญญาปฏิภาณรู้ความเป็นจริงตามความจริง มีสาราณียธรรม อยู่กันยังมี สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 โอ้โหสุดยอดมนุษย์เลย สุดยอดคุณธรรม สุดยอดวิเศษ อาตมาเองภาคภูมิใจในยุคนี้แท้ๆ ซึ่งมันได้เพี้ยนได้เสื่อมโลกุตรธรรมพระพุทธเจ้าไป ก็ยังเอาคุณธรรมระดับสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เอามาสอนในศีลสมาธิปัญญานั่นแหละ สอนแล้วพวกเราเกิดคุณธรรมมีจิตใจสาราณียธรรม ขึ้นมาได้จนกระทั่งมีพุทธพจน์ 7 โอ้โห แสดงว่าธรรมะของพระพุทธเจ้ายังอยู่ในประเทศไทย ยังอยู่ในคนไทย โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้ายังไม่เสื่อมสูญไป ยังมีมรรคมีผลได้ มันน่ายินดี มันก็อบอุ่น 641004 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 12