รูป 28 กับ เจโตปริยญาณ 16.docx
เนื้อหาในไฟล์
รูป 28 กับ เจโตปริยญาณ 16 พ่อครูว่า… คําสอนพระพุทธเจ้า ลองมาแยกแยะดูตรง รูปกับนาม เขาไม่ค่อยพูดถึง พูดถึงนาม 5 รูป 28 ใครจำได้ครบไหม?... จำได้ครบเก่ง นาม 5 มี 1.เวทนา 2.สัญญา 3.เจตนา 4.ผัสสะ 5.มนสิการ รูปที่ 28 มหาภูตรูป 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม เหลืออุปาทายรูป 24 1. ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 รวมแล้วทำงานหักออกไป 1 เหลือ 9 ต่อมา ภาวะรูป 2 ต่อมา หทยรูป มี 1 ต่อมา ชีวิตรูป มี 1 ต่อมา อาหารรูป 1 ต่อมา ปริเฉทรูป 1 ต่อมา วิการรูป 5 คือ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา กายวิญญัติ วจีวิญญัติ
สู่แดนธรรม... พวกศึกษาอภิธรรม เขาอธิบาย อุปาทายรูป คือรูปที่เกิดจากมหาภูตรูป เช่น สีสันต่างๆ แต่พ่อท่านไม่ได้อธิบายอย่างเขา พ่อครูว่า... ไม่ใช่สีสัน แต่เป็นรายละเอียดอย่างสำคัญ เริ่มตั้งแต่ ปสาทรูป โคจรูป เขาเรียก วิสยรูป โดยธรรมชาติของคน ประสาททำงาน(โคจร คือ ทำงาน) เป็นวิสัย ถ้ามันไม่ทำงานก็ไม่อยู่ในวิสัย วิสัย ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสเสียดสี มันต้องออกไปทำงาน ถ้าประสาทไม่ออกไปทำงานก็ไม่ใช่วิสัยของคนที่จะพูดกันรู้เรื่อง คนปิดตาหูจมูกลิ้นกายใจ ปิดทวาร ก็ได้แต่ฝันเพ้อกับภพชาติที่นอนฝัน แต่ถ้าลืมตาออกมาก็จึงจะพูดกันรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้ามี ปสาทรูป ไม่เปิดตาหูจมูกลิ้นกายใจมาทำงานไม่มีการศึกษาของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นพวกหลับตาปฏิบัติ ปิดตาหูจมูกลิ้นกาย อยู่ในภพ เป็นพวกเดียรถีย์ 100% อาตมาก็พูดสัจจะความจริง นี่ไม่ได้ไปลงโทษ ไม่ได้ไปว่าไปข่มอะไรหรอก ให้สำนึกเสียเลิกได้ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาหลับตา มันเสื่อมสนิทไปจริงๆในยุคนี้ ไปเห็นว่าการหลับตาเป็นการปฏิบัติธรรม เป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธ 100% ที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้ใน อาณิสูตร กลองอานกะ ว่า โลกุตรธรรมจะ
อ่านต่อ
เสื่อมสูญไปสนิทเลย เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ ถ้าไม่ใช่โลกุตระธรรมก็ไม่ใช่ของพุทธ เป็นเดียรถีย์ ของพุทธต้องเป็นโลกุตระธรรม ไม่ใช่ไปหลงใหลได้ปลื้มยกย่องพระพุทธเจ้า แต่มันเป็นสัจจะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้โลกุตรธรรม โลกียธรรมศาสนาต่างๆก็รู้ ศาสนาเทวนิยมไหนๆก็รู้ แม้คุณจะบอกว่าคุณเป็นพุทธศาสนิกชน แต่คุณก็ยังไปยึดมั่นถือมั่นอยู่กับเทวนิยม แล้วมันจะได้มาเป็นโลกุตระ ได้มา เป็นอเทวนิยมหรือมาเรียนรู้เทวะสมบูรณ์แบบได้อย่างไร มันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณไม่สามารถรู้ โดยเฉพาะไม่สามารถเข้าใจในรายละเอียดของ หทยรูป คุณจะต้องรู้ว่าในจิตในคูหาสยัง หทย ไม่ใช่อยู่ในเครื่องสูบฉีดโลหิตคือหัวใจ ไม่ใช่ ถ้าจะบอกว่าอยู่ในสมองก็ใกล้เคียง แต่มันก็ไม่ได้อยู่ในสมองทีเดียว แต่สมองคืออวัยวะที่ทำให้วิญญาณมาใช้งานอาศัยทำงาน แต่หัวใจนี้ไกลเลย หทยรูป ไม่ใช่หัวใจ 4 ห้องที่สูบฉีดโลหิต หทยรูปคือฐานของสมอง ที่ใช้วิญญาณเข้าไปใช้อาศัยประสาทสัมผัส เพราะฉะนั้นคุณจะต้องไม่สับสนตรงนี้ มัวไปเข้าใจ หทยรป อยู่ที่หัวใจ แต่เราก็ไม่ต้องไปคำนึงถึงว่าอยู่ในสมอง จับอาการประสาทร่างกายที่กระทบสัมผัสทุกส่วนของโผฏฐัพพะของภายนอก และภายใน แล้วต้องคู่กัน ภายนอกภายในเรียกว่า กาย คำเดียวเท่านั้น ถ้าเข้าใจคำว่า กาย ผิด คือ สังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ เข้าใจคำว่า กาย คือสภาพภายนอกทางวัตถุธาตุอย่างเดียว ไม่มีจิตเข้าไปร่วม เจ๊งกระบุ๊งเลย เจ๊งกะท้อเลย เพราะฉะนั้นคำแรกคำนี้ศึกษาดีๆเถอะ ทุกวันนี้โลกุตระธรรมจะเสื่อมเพราะเข้าใจคำว่า กาย ผิดไป คำแรก กายต้องหมายถึง จิต มโน วิญญาณ เป็นหลัก ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 ที่บอก กาย นั้น ตถาคตเรียกว่าจิต หรือ มโน หรือ วิญญาณ แหม อันนี้ดีนะพระไตรปิฎกรองรับไว้ ไม่อย่างนั้นอาตมาถูกเหยียบแน่เลย ไปบอกว่า กายคือจิตได้อย่างไร คนไทย ภาษาคำว่า กาย ไปถามประชากรไทยโดยทั่วไปว่า กายคืออะไร เขาก็บอกว่าคือสรีระ ไม่ได้หมายถึงจิต กายคือสรีระคือ body คือร่างภายนอกทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับจิตเลย นี่แหละเป็นโมฆะ ผิดไปเลย สักกายทิฏฐิ คำแรกเลยถ้าไม่สัมมาทิฏฐิอย่างนี้ เสร็จเลยตั้งแต่ตัวแรกเลย เพราะฉะนั้นตัวอื่นๆ เมื่อกระดุมเม็ดแรกติดผิดแล้ว เม็ดอื่นๆก็ไปกันใหญ่เลย ไม่มีทางถูก นี่สำคัญ กาย คำเดียว ยุคนี้ โลกุตรธรรมเสื่อมสูญไปหมดแล้ว แม้แต่คำว่า กาย คำแรกของที่จะศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะไปปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 พิจารณากายในกาย มันจะมาอย่างไร กายมันข้างนอก ในกาย คุณก็ไม่เรียก กาย คุณก็ไปเรียกเวทนา ในกายมันมีเวทนาไม่ผิด แต่มันผิดตรงที่มันขาดจากกาย เพราะกายต้องมีจิต กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณจิตแจกเป็นเจตสิก็มีเวทนา เพราะฉะนั้นพิจารณากายในกายก็คือศึกษาจิต เมื่อศึกษาจิตก็จะลึกเข้าไปถึงเวทนา ในจิตมันมีเวทนา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นกาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ได้แยกกัน จิต เจโตปริยญาณ 16 ท่านก็บอกเอาไว้เลยว่า จิตนี่ มีหลัก 16 เมื่ออ่านเวทนาแล้วเป็นเจตสิก ก็ต้องรู้ว่า จิตหรือเจตสิกแยกออกเป็นเวทนา มีตัวร่วมปรุงแต่ง มีราคะ โทสะ โมหะ ปรุงแต่ง นี่คือ เจโตปริยญาณ 3 ข้อแรก มาทำให้เป็นไม่เป็น ราคะ โทสะ โมหะ เรียกว่า วีตะราคะ วีตะโทสะ วีตะโมหะ นี่จำง่ายๆ จำได้ง่ายๆ มันมีตัวสภาวะเรียงลำดับอยู่แล้ว อย่างน้อยตีกินเข้าไป 6 แล้ว และอีก 3 คู่ วิกขิตตังจิตตัง กับ สังขิตตังจิตตัง จิต ถีนมิทะ กับ อุทธัจจะ แต่มันละเอียดกว่า ถ้าวิกขิตตัง ก็กระจายจับไม่ติด หรือจิตมันเป็นก้อนแยกไม่ออกเลยเป็น สังขิตตัง ต่อมา อมหัคตะกับมหัคตะ ทำให้เจริญกว่านั้นอย่าไปจมที่ วิกขิตตังจิตตัง กับ สังขิตตังจิตตัง มหะคือมากใหญ่ อัคะคือยิ่งใหญ่ ให้ทั้งเจริญและยิ่งใหญ่ ถ้าไม่เจริญก็อมหัคตะ สรุปแล้วให้มันเจริญ มหัคตะ เจริญไปเรื่อยๆเรียกว่า สอุตรังจิตตัง เดินทางเจริญแต่มันยังเจริญไม่หมด จิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก สอุตรังจิตตัง แปลเป็นไทยว่าจิตมันเจริญไป แต่มันก็รู้ว่ายังไม่เจริญสุด สุดมันต้องอนุตตรังจิตตัง สุดท้ายจะปิดฉาก อนุตตรังจิตตัง เอาอะไรตัดสิน ก็มี สมาหิตะกับอสมาหิตะ เรียกว่า สมาธิของศาสนาพุทธ สมาหิตังคือสมาธิ ไม่ใช่สมาธิ สามัญ สมาธิของพระพุทธเจ้าไล่มาตั้งแต่เจโตปริยญาณ จนถึงวิมุติ อวิมุติ วิมุติ หลุดพ้นจากอวิชชา เข้าแก่นศาสนาพุทธ แน่นอนแล้วเป็นแก่นวิมุติ รู้จบนะ ถ้าอวิมุติอยู่ก็ยังไม่ชัด ตรวจสอบด้วย สมาหิตะกับวิมุติ ทีนี้ก็ขอแวะ สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่า สมาหิตัง ไม่ได้เรียกว่าเจโตสมาธิ ไม่ได้เรียกว่าสมาธิเฉยๆ เรียกว่าสมาหิตะ แล้ว เกิดอย่างไร เป็นจิตตั้งมั่นแปลเป็นไทย สมาธิก็แปลว่าจิตตั้งมั่น แต่เขาไม่เรียก สมาหิตะ ทั่วไป สมาหิตะ คือจิตที่จะเกิดจากเจโตปริยญาณ 16 อยู่ตรงนี้ แล้วจะปฏิบัติอย่างไร ก็คือการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 เกิดฌาน ฌานที่เกิดเกิดจากการปฏิบัติ ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 และ สัทธรรม 7 เกิดฌาน ฌาน ของพุทธไม่ได้เกิดจากการนั่งหลับตา ฌานฤาษี เกิดจากการนั่งหลับตา แต่ฌานของพระพุทธเจ้าลืมตาตลอดเวลา หลับตาไม่ได้ฌานของพระพุทธเจ้า โมฆะเลยหากไปนั่งหลับตาก็ได้ฌานแบบฤาษี ฌานเดียรถีย์นอกพุทธ แล้วจะไปนั่งทำทำไม เราศึกษาของพุทธมีศีลเป็นหลัก
ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวกับสัตว์ก็ไม่กระไร เอาอย่างชัดเจนเลย สัตว์คน พอสัมผัสแล้ว มันไม่รู้ตัวหรอก โกรธ ผีเข้า เดรัจฉานเข้าแล้ว โกรธ สัมผัสก็โกรธ นี่เกี่ยวกับสัตว์นะ สัตว์คนนี่แหละ สัตว์เดรัจฉานเขาก็อยู่กับเขา ตามยถากรรมเขาเราตั้งจิตปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งหลายก็พอแล้ว แต่มนุษย์นี้จะสัมผัสแล้วเกิดความโกรธ เขาจะด่า เขาจะว่า เขาจะมุ่งร้ายอะไรมาเราก็ฟังเขา เราอย่าไปโกรธ ไปโกรธทันทีทำไม แล้วไม่ต้องโกรธเลย เขาจะด่าจะว่าก็ให้รู้ว่าเขาด่าว่าเราว่าอะไร เพราะอะไร คุณหมายความอย่างนี้หรือ อันนั้นก็ไม่มีในเรา เราก็ไม่เป็นอย่างนั้น ไม่มีในเรา เราก็ตรวจให้ชัดเจน พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ชัดๆ เลย ไม่มีในเรา เราจะไปโกรธอะไร เขาว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างที่เขาว่าเราก็ต้องไม่ไปโกรธเขา ก็ขอบคุณเขา เขาบอกว่าเราช่างขี้โกรธ ขี้โลภ ราคะ สัมผัสปั๊บ เกิดราคะ โทสะ ก็ใช้ไม่ได้ เราก็อ่าน ราคะ โทสะโมหะ ในจิตเราให้มันเกิดหยาบ ยังไม่รู้เรื่องเลย เกิดมาตั้งหลายทีก็ไม่รู้ตัว อาตมาขออภัย พูดตัวเอง มันเกิดมาชาตินี้ นึกไม่ออก เคยโกรธใคร โกรธอะไร โกรธอย่างไร มาระลึกย้อนดู แม้แต่ก่อนนี้ไม่ได้ศึกษาธรรมะ เคยโกรธไหม ก็มีวูบวาบนิดๆหน่อยๆ แต่ไม่เคยถือสาว่าเขาทำอย่างนี้ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จะถือว่าโกรธไหม? ทำไมอย่างนี้่นะ ทำอย่างนี้กับเราหรือคนอื่น ทำอย่างนี้มันจะบอกว่า โกรธ มันก็ไม่ถึงกับ จะไปตอบโต้อะไร อาตมาไม่เคยไปเถียงอะไรกับใคร นอกจากมาวิจัยกัน วิจัยกับเถียงไม่เหมือนกันนะ วิเคราะห์วิจัยกันก็ว่าไป แต่ถ้าจะไปเถียงนั้นไม่เคยไปถกไปเถียงอะไรกับใคร เถียงเอาชนะคะคานด้วยอารมณ์ มานึกๆแล้วอย่างนั้น แต่ทางราคะยังมี ตั้งแต่เป็นฆราวาสยังมี ราคะ ยังไปมีความรักยังไปมีแฟน ราคะอย่างโลกๆ ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีเมียเลย มันเป็นเรื่องของรากเหง้าของมนุษยชาติ ของสัตว์โลก เพราะฉะนั้นเมื่อมันไม่มีแล้วก็รู้ว่าไม่มี แล้วก็ไม่ยาก โดยที่จะไม่มี ไม่มีโดยไม่ยากอะไร แต่ก็รู้ว่ามันเป็นสัญญา จิตต้องการอะไร ไม่เอาแล้ว ไร้สาระ เสียแรง พลังงานที่จะคิด พลังงานที่จะไปปรุงแต่งกับมัน ไม่ต้อง มันไม่ได้เกิดความลำบาก เกิดความยาก จะต้องไปมีอารมณ์อะไร งุ่นง่าน ไม่มี มันเฉยๆ ก็สบายๆ ไปมีขึ้นมา ก็ไม่สบายด้วยซ้ำ เรื่องอะไรจะโง่อย่างนี้เป็นต้น มันก็สบาย เพราะฉะนั้นมันเป็นจริงอย่างนี้ แล้วก็พูดจริงอย่างนี้ มันก็สบาย ก็ฟังตรวจสอบแต่ละคนเป็นเช่นนี้หรือยัง เป็นสนิทหรือยัง เป็นต้น ก็ดู มันยังยากอยู่ตรง มีอารมณ์นี้หรือมันไม่มีอารมณ์นี้หรอก หรือมันเป็นความจำเท่านั้น ตรงนี้ แยกให้ออก แล้วก็ เกิดจริงหรือไม่จริงในจิตของเรา ในความเป็นจริงของเจตสิกของเรามันเกิดหรือไม่เกิด สู่แดนธรรม... ผมอยากถามให้ลึกลงไปที่ว่า มันเป็นตัวจริงของกิเลสเราหรือว่ามันเป็นเพียงแค่สัญญา ผมก็เลยนึกถึงที่พ่อท่านเคยสอนว่า เราจงมีเพียงเจตนาแต่อย่าไปอยาก พ่อครูว่า... เรารู้ทิศทางของจิตเป็นเจตนา ถ้าทิศทางมันไปสู่ราคะ มันเป็นเจตนา เป็นความต้องการ ต้องการนี้มันมี 3 อย่าง มีกามร่วม มีปฏิฆะร่วม หรือไม่มีกาม ไม่มีปฏิฆะ ก็เป็นวิภวะ เจตนาตัวที่ 3 คือ วิภวตัณหา ตัณหาหรือราคะก็ได้ไม่ได้เกิดภพชาติ ปรุงแต่งสังขารอะไร มันเป็นตัวจิตที่ทำงาน จิตที่มุ่ง มีทิศทางเท่านั้น เจตนาแต่อย่าอยาก ใช้สํานวนอย่างนี้ รู้จิตเรามีทิศทาง ต้องการให้เขาดี ต้องการว่าเขา ต้องการว่าแรงๆ เจตนา สู่แดนธรรม... ใช้คำว่าเจตนาจะดีกว่า คำว่าต้องการไหมครับ พ่อครูว่า... ก็โก้กว่า คือ ภาษาไทยไม่ได้แปลถูกสภาวะธรรมของบาลีธรรมะแท้ๆที่เดียวทุกตัวหรอก พยัญชนะบาลีของพระพุทธเจ้า ระบุตัวตั้งพยัญชนะเป็นของพุทธโดยตรงมันบอกสภาวะธรรมแท้ๆ อย่างคำว่า ปัญญาเป็นต้น เรื่องศาสนาเทวนิยมอื่นไม่มีปัญญาหรอก ความรู้คำว่าปัญญาเป็นโลกุตรธรรม เขาไม่มีแต่มันฝั้นเฝือไปแล้ว เอาปัญญาไปใช้เป็นความฉลาดทางโลกไปพูดเสียหายหมด 641004 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 12