กิเลสที่ชื่อว่า “ความปรารถนา” และ “ความอยาก”.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข5 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

กิเลสที่ชื่อว่า “ความปรารถนา” และ “ความอยาก” _สู่แดนธรรม... วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก เร็วๆนี้พ่อครูเคยพูดไว้ว่า ชีวิตควรจะอยู่อย่างไรต่อไป เมื่อชีวิตนั้นอิสระแล้ว พ่อครูว่า... ชีวิตควรจะอยู่อย่างไรต่อไป เมื่อชีวิตนั้นอิสระแล้ว ชีวิตอิสระแล้วนั้นยิ่งใหญ่ จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าตรัสรู้ค้นพบความอิสระ ความอิสระจึงยิ่งใหญ่ที่สุด คำว่าอิสระที่อาตมาใช้ขึ้นมาตรงนี้ มันหมายถึงอย่างไรบ้าง ก็ขอแบ่งอธิบายไปพอสมควร อิสระ หมายความว่ามันหลุดพ้น หลุดพ้นจากที่ใช้บัญญัติโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า อวิชชา หลุดพ้นจากความโง่ เป็นฉลาด ฉลาด คำว่าฉลาดของพระพุทธเจ้า อาตมาเคยเฉลยไว้ว่า มันมาจากภาษาบาลีว่า “ฉฬายตนะ” ซึ่งไม่ใช่เป็นการเดา แต่เป็นเรื่องจริง ฉฬายตนะ ตัว ฉ คือ 6 ฉฬายตนะคือ ทวารทั้ง 6 ที่มีการกระทบสัมผัส ทาง ตาหูจมูกลิ้นกายกับในใจอีก 1 คู่ เมื่อกระทบกันแล้วก็เกิด ภาวะรู้ ความรู้ที่เกิดวิปัสสะ ก็คือเวทนา เพราะฉะนั้นการศึกษาของพระพุทธเจ้าจึงให้ศึกษาตรงนี้ ที่รูป นามกระทบกัน รูป คือสิ่งที่ถูกรู้เป็น object คือสิ่งที่ถูกกระทบทั้งภายนอกภายใน แล้วเกิดรูป ตัวรู้คือนาม ตัวนี้ล่ะตัวสำคัญที่เราจะศึกษา ศึกษาอย่างสำคัญเลย ศึกษาจากพยัญชนะที่พูดกัน แล้วก็มาอ่านจากจิตใจเรา อ่านจากประสาท ตาหูจมูกลิ้นกาย มีประสาทกระทบ แล้วก็ทำงานต่างๆนานา ตากระทบรูป ตากระทบตัวหนังสือ อาตมาเขียนมาก็ เดี๋ยวอ่านจากตัวที่เขียนมาแล้วค่อยไล่ไปเรื่อยๆ ความอยาก ความปรารถนา ไม่ใช่ ปัญญา แต่คือ กิเลส นี่คือพื้นฐานของธาตุจิตนิยามที่เป็นสัตว์โลก ต้องการ ปรารถนา สิ่งนี้พาให้ดำเนินไปตามอารมณ์ปรารถนาอารมณ์ต้องการอารมณ์อย่างคือกิเลส มันจะไม่ฉลาด ทั้งๆที่มันใช้ตาหูจมูกลิ้นกายเป็นตัวกระทบ เมื่อตากร

อ่านต่อ

ะทบรูป มันก็ปรุงแต่ง เมื่อหูกระทบเสียงก็ปรุงแต่งไปกับเสียง มีกิเลสเป็นตัวบงการสั่งการจัดการ ถ้าชอบใจก็ชื่นใจรื่นเริงบันเทิง ถ้าไม่ชอบใจก็ขัดเคืองขึ้นมา โดยอัตโนมัติเลย อวิชชามันจะเป็นเช่นนั้น ทุกคนเคยเป็นกัน เป็นธรรมดา ยิ่งเรียนรู้มาก็ยิ่งชัดเจน บางทีไม่ได้ผ่านการศึกษามาก็ไม่รู้ว่ากิเลสคืออย่างไร เรามีกิเลสอย่างไร เดี๋ยวนี้ได้มาศึกษาหรือลองคิดไตร่ตรองตรวจตราตัวเอง เราศึกษามาจนป่านนี้แล้ว จิตใจของเรานี่ มันง่าย เหมือนแต่ก่อนนี้หรือว่ามันไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อนนี้แล้ว....(โยมว่า.. ง่าย) ง่ายอย่างไร เมื่อก่อนนี้มันไปง่ายๆกับกิเลส เดี๋ยวนี้มันไม่ไปง่ายๆ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ไปกับกิเลสง่ายๆ คนที่ตั้งชื่อว่า ดีง่าย มาพอดี(โยมว่า.. ชื่องามดีมาก ส่วนดีง่ายตายแล้ว) เราใช้ภาษาพยัญชนะต่างๆสื่อไปสู่สภาวะ ซึ่งพวกเราศึกษา พอได้ยินพยัญชนะก็อ่านถึงอารมณ์ ว่าอารมณ์เราไม่เข้าท่าก็สำนึก หลายคนสำนึกตัวเองแล้วก็พยายามสำทับตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง บางคนพอพูดก็รู้เหมือนกันแต่ไม่สำนึกไม่พยายามสำทับตัวเอง ก็เลยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทีหลังรู้ว่ามันไม่เข้าท่าก็สำนึกทันที รู้ว่ามีอาการอย่างนี้อย่าไปปล่อย อย่าไปง่ายกับมัน จนกระทั่งมันไม่ค่อยเกิด ก็รู้ขึ้นง่ายมันไม่ค่อยเกิด แต่ก่อนนี้ก็รู้ยาก มันเกิดแล้วก็ไม่รู้เลยรู้ได้ยาก มันเกิดมาจนกระทั่งทำให้เราเป็นไปตามที่มันต้องการปรารถนา ตามที่มันอยากจะให้เป็น เราเป็นลูกกะโล่ให้มันมาหนักหนา ทีนี้ทางเทวนิยมเขามีความคิด เขามีความรู้ เรียนกันสอนกัน ว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของความคิดเจ้าของความรู้ของมนุษย์ เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงเป็นเจ้าของกิเลส หรือ ให้ชัดๆก็คือ “พระเจ้านั่นแหละคือตัวกิเลส” ขออภัยอย่าหาว่าไปว่าพระเจ้าเป็นกิเลส จริงๆแล้วเป็นอย่างนั้น พระเจ้าเป็นกิเลส แต่ว่าศาสนาเทวนิยมนับถือพระเจ้าเขาไม่ได้ศึกษา เขาไม่ได้ฉุกคิดให้ละเอียดละออ เขาไม่ไหวทัน ก็หลงผิดถนัดว่า พระเจ้าเป็นเจ้าของความอยาก เป็นเจ้าของความปรารถนา เป็นเจ้าของความต้องการ แล้วเขาไม่เคยหมดความอยาก ความปรารถนา ความต้องการ ก็ยังมีกิเลส มีความต้องการ ปรารถนา ความอยาก แม้ความอยากความปรารถนานั้นจะเป็นความปรารถนาสิ่งที่ดี แล้วก็ได้ดีแล้วก็มายึดเป็นตัวเราของเรา มันก็ไม่นิพพาน ไม่มีหมด ไม่มีจบ ไม่มีสิ้น มันก็ยาวไป แล้วทีนี้ความดีก็ตาม มีความดีแล้วมันไม่เที่ยง มันก็เพี้ยนไปเปลี่ยนไป เหลิงไประเริงไป ตกต่ำเป็นชั่วได้ เป็นอย่างนั้นหมุนเวียนไม่เคยเที่ยงแท้ พอเป็นเจ้าของสิ่งที่ดีมากๆเข้า เจ้าของก็ลืมตัวตน มีอำนาจบาตรใหญ่ พอมีอำนาจบาตรใหญ่มากเข้าก็จะเสื่อม เป็นไปได้อย่างรุนแรง ต้องการอย่างไร ปรารถนาอย่างไร ก็ได้ดั่งใจทั้งนั้น หยาบคายต่ำทรามอย่างไร หนักเข้าก็ไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าอยู่ในกรรมกิริยาขนาดไหน คนจะรู้จักบทบาทลีลาของความอยาก ความปรารถนา ถ้าไม่รู้ก็ปล่อยให้มันเป็นตัวระเริงไปเรื่อยๆ จึงต้องยอมให้มันเป็นไปตาม อวิชชา เป็นตัวบงการหรือ พระเจ้าเป็นตัวบงการจะให้มันเป็น จะประสงค์อะไรให้เป็นอะไรก็แล้วแต่ประสงค์ จะทำชั่วทำต่ำ ก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า จะทำไม่ดีงาม ทำแล้วก็ต้องทุกข์ทรมานตัวเอง ก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า จะเป็นสุข สมใจ ระเริงยิ่งใหญ่สมใจ เผด็จการข่มผู้อื่นได้ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ไม่รู้ตัว บอกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งนั้น สู่แดนธรรม... สาวกของเทวนิยมเคยแย้งว่า ถ้าเป็นประสงค์ของพระเจ้าทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ดี อะไรที่ไม่ดีไม่ใช่พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เป็นประสงค์ของมาร พ่อครูว่า......แล้วเคยศึกษา มาร ว่า อย่าให้มีอำนาจในใจได้หรือไม่ สู่แดนธรรม... หมายถึงว่า พระเจ้า ไม่สามารถข่มขี่มารจนราบคาบได้เลย พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าว่า มาร เราหักเรือนยอดของเธอได้แล้วนะ แต่ไม่ได้ศึกษา มารก็เป็นตัวบงการหมด มันเหมือนไม่มีอะไรมาก แต่เป็นความละเอียดลึกซึ้ง ยิ่งเป็นสภาวะจริงที่เกิดในจิตมนุษย์ อวิชชามันไม่เคยศึกษา แต่มันฝึกฝน มันเกิดอาการ เกิดความประพฤติ ตามอำนาจอวิชชา ความช่ำชองชำนาญของคน มันชำนาญอวิชชาหรือชำนาญวิชชามากกว่ากัน...(โยมตอบว่า อวิชชา) จนกว่าจะมาพยายาม หยุดเชี่ยวชาญแคล่วคล่อง เพราะมันชำนาญอย่างไม่ทันรู้ตัวเลยทำไปเสียแล้ว ดีไม่ดีมีประสิทธิภาพสูงเสียด้วย การทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามก็ทำอย่างชำนาญเร็ว มีประสิทธิภาพสูงสุด ค่าสูงเลย เป็นเรื่องต่ำๆทรามๆเลอะเทอะ ทำไมมันเร็วไว เพราะบางทีโลกีย์สำคัญเข้าก็เป็นอย่างนั้น เรียกว่าดำฤษณา มืด ไม่รู้ตัวก็พูดอย่างนั้นไปทันที ประเด็นของเทวนิยมลัทธิพระเจ้า แยกกันตรงนี้ที่ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้คนรู้จักประเด็นจิตของตนเอง จะปรารถนาอะไร จะต้องการอะไร จับตัวนี้ แล้วอ่านให้เร็ว มันต้องการสิ่งที่ควร สิ่งที่ดี เหมาะจะทำในกาละองค์ประกอบนั้นๆ ก็จึงทำ แต่ถ้าไม่เหมาะกับกาละ ไม่เหมาะกับองค์ประกอบนั้นๆ ขณะนั้น ก็อย่าทำ แม้ม้นจะดีก็อย่าทำไม่เหมาะกับกาละองค์ประกอบ ทำไปก็เสียของ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) พระพุทธเจ้าสอนประเด็นนี้สำคัญที่สุดแล้ว ให้มีสติสัมปชัญญะ ไหวพริบ ปฏิภาณ เร็วไว จิตเป็น มุทุภูตธาตุ จิตมีปฏิภาณไหวพริบอยู่ในตัวเร็วไว เป็นกายปาคุญญตา มีจิตปาคุญญตา คล่องแคล่วเร็วไว กระทบภายนอกก็เร็ว การศึกษาเรียนรู้ของพุทธเจ้าคือเรียนรู้สิ่งที่มากระทบสัมผัส แล้วอ่าน แก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่มีภายนอก 641004 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 12

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน