หมดนิวรณ์ 5 ได้ทั้งตอนตื่นตอนหลับก็คืออรหันต์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.97 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

หมดนิวรณ์ 5 ได้ทั้งตอนตื่นตอนหลับก็คืออรหันต์ _มีญาติธรรมท่านหนึ่ง ได้เขียนเล่าสภาวธรรมที่เกิด ในขณะทั้งนั่งหลับตาและลืมตาทำการงานอยู่ จิตก็ไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 ได้ พ่อครูว่า…อันไหนทำง่ายกว่ากัน นั่งหลับตาไม่มีนิวรณ์กับลืมตาทำงานทำการอยู่ อันไหนทำง่ายกว่ากัน ... หลับตาทำง่ายกว่า นั่นก็คือความคิดของคน ถ้าคนที่ฝึกมาตามจรณะ 15 วิชชา 8 ลืมตาทำงานนี่แล้วไม่มีนิวรณ์ ง๊ายง่าย ไปหลับตาให้ไม่มีนิวรณ์นั้นยาก เพราะสัญญามันเล่นงาน สัญญามันขึ้นมาเล่นงาน สัญญานี้มันฟุ้งไปในอดีตในอนาคตโดยเฉพาะอดีตมันเล่นงาน เคยมีอย่างนู้นอย่างนี้ก็เผลอเพลินไปเลย ถ้าทำงานก็เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน มันไม่มีนิวรณ์ง่ายนิวรณ์ไม่เกิดง่าย นี่มันสลับกัน คนที่ยังไม่ได้ขั้นนี้ก็จะต้องนั่งก่อน นั่งแล้วก็ค่อยมาทำงานตื่น ตื่นได้เก่งแล้วไม่ได้นั่ง ถ้าเรื้อ อาตมาเคยนั่งได้ง่าย เดี๋ยวนี้มาทำงานอย่างนี้มันเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นไปนั่งอยู่ในภพอยู่ในภวังค์ให้มันอยู่นิ่ง มันนิ่งยากกว่า ถ้าเผื่อว่าไปเป็นอย่างนั้นแล้ว ฟุ้งคิดไป ถ้าไม่กำราบให้หยุดให้หลับ มันไม่หลับมันจะคิดไป ปรุงไปเพราะมันเบา ไปได้นาน บางทีไปทั้งคืนแล้วไม่ต้องหลับต้องนอน ก็ยุ่ง

1. ขณะนั่งสมาธิหลับตา แล้วก็ยังรับรู้ลมหายใจ รับรู้เสียงที่กระทบหู รับรู้ร่างกายตนเองว่ามีความปวดเมื่อยหรือไม่อย่างไร และเมื่อรู้สึกเมื่อยอยากขยับขา แต่ก็วางใจมันไป สักพักอาการเมื่อยก็หายไปเอง ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วเมื่อเอาจิตไปคิดปรุงเรื่องธรรมะข้อนิวรณ์ทั้ง 5 อันประกอบด้วย กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา..พบว่าจิตตนเองไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 ข้อเลย

2. และเมื่อลองสังเกตตัวเองตอนทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ตอนขับรถ ก็พบว่าขณะที่ขับรถ เราก็ถือพวงมาลัยรถ เหยีย

อ่านต่อ

บคันเร่ง เหยียบเบรก ใส่เกียร์ ตามปกติ แล้วเราก็สังเกตว่านิวรณ์ 5 เราก็ไม่มีเช่นกันในขณะลืมตาขับรถอยู่ รู้สึกว่าสังเกตเช่นนี้จิตเราก็ตื่นรู้ดี มีปีติ มีสุข จิตเป็นหนึ่งอยู่ตลอดการทำงานนั้น

ทั้งสองแบบ มีทั้งหลับตาและลืมตาปฏิบัติจิต ก็ไม่มีนิวรณ์ 5 อย่างนี้ถือว่าเป็นการทำฌานแบบพุทธใช่หรือไม่ กราบนิมนต์พ่อครูช่วยให้สัมมาทิฏฐิด้วย... พ่อครูว่า…ใช่ คุณทำเป็นทั้งสองแล้ว คุณก็ใช้ทั้งสองอย่าง จบ ทำให้ไม่มีนิวรณ์ทั้งสองขณะ ขณะหลับตากับขณะลืมตา ก็ไม่มีนิวรณ์ทั้งคู่ ได้อย่างเด็ดขาด คุณเป็นอรหันต์นะ ชักง่ายแล้วนะนี่ _สู่แดนธรรม... ผมว่ามันต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีเหตุปัจจัยรบกวนให้เกิดกิเลสกาม อย่างนั้นจึงจะแน่ใจได้ พ่อครูว่า... ถูกต้อง อย่างที่แป้งพูด คือจะต้องมามีการสัมผัสนี่แหละ ไอ้การที่จะไปหลับตาอยู่มันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครหรอก คุณหลับตา คุณก็ไม่กระดุกกระดิกกายวาจา กายวาจาคุณก็สงบแล้วมีแต่ใจของคุณบ้าอยู่อย่างเดียว ถ้าคุณสงบได้คุณก็ไม่บ้าของคุณ แต่กายวาจามันไม่ได้ไปทำอะไรเลย แต่ขณะที่มันตื่นมีกายวาจานั่นแหละมันเป็นพิษเป็นภัยต่อคนอื่นได้ หรือเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้ คุณก็มาทำอันนี้ให้มันเรียบร้อย ถ้าคุณทำได้ทั้งกาย วาจา ใจ คล่องแคล่วทุกอย่าง ไม่มีนิวรณ์ทั้งในตอนตื่นทั้งในตอนหลับ OK _สู่แดนธรรม... มีรายละเอียดอีกครับ แม้จะลืมตาอยู่ แต่ว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันไม่ได้อยู่ต่อหน้าเหตุปัจจัยของกิเลสให้มันเกิด จริงๆแล้วมันต้องอยู่ในสถานการณ์ที่กิเลสควรจะเกิดแล้วเราสู้สังวรไว้จึงจะเรียกว่าได้ทำฌาน อย่างการขับรถ มันก็ไม่ได้เจอกับอาหาร ไม่ได้เจอ กาม ไม่ได้สิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส พ่อครูว่า... ก็ถูก มันไม่ได้เป็นของจริง มันไม่ได้ครบทุกอย่าง โดยเฉพาะกามทั้ง 5 ทวารภายนอก คุณจะต้องได้ปฏิบัติ ได้กระทำว่าคุณจะต้องมีการฝึกฝน มีการรู้จริงๆ จึงจะเกิดพลังปัญญา ปัญญิณทรีย์ ปัญญาพละ น่าจะมีอิทธิฤทธิ์ ธรรมฤทธิ์ ของพลังปัญญาจัดการกับกิเลสมันจะฉลาด แล้วมันก็จะไล่ความโง่ออกไปหมด อย่างที่สรุปออกไปเมื่อกี้ ฉลาดมาโง่หาย โง่มาฉลาดหาย ฉลาดก็คือ ฉฬายตนะ ตาหูจมูกลิ้นกายทำงาน6คู่ ใจอีก ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน 660920 ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 1 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน