สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37_สติปัฏฐาน 4) ตอน เรียนรู้เวทนาในเวทนา_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37_สติปัฏฐาน 4) ตอน เรียนรู้เวทนาในเวทนา มาอ่าน sms 0893867xxx พ่อครูเคยสอนเคหสิตเวทนา18เนกขัมภสิตเวทนาถ้ารู้แจ้งเวทนา36ในกาลทั้ง3ก็จักรู้แจ้งรู้จริงเวทนา36อดีตปัจจุบันอนาคตเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา! การปฏิบัติธรรมขั้นอนัตตาธรรมที่เห็นความเป็นจริงของอนาคต36ซึ่งความเป็นอนาคตนั้นไม่เคยมีในโลก!มี แต่อดีต36กับปัจจุบัน36ซึ่งความเป็นอนาคตที่เที่ยงแท้แน่นอน!พ่อครูเคยบอกไว้ พ่อครูว่า...เราต้องวิจัยเวทนา ๓ นี้เป็นหลัก ที่จะตกนรก ขึ้นสวรรค์ก็อยู่ตรงนี้ คือ ทุกขเวทนา สุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ที่จมหลงว่ามันมีจริงเป็นอัตตา หลงว่ามันเที่ยง หลงว่าเป็นสุข แทนที่จะเห็นเป็นทุกขอริยสัจ กลับกลายเป็นเห็นทุกข์โลกีย์ การอยากได้เมื่อไหร่ก็ทุกข์ แต่ไม่ได้หาว่าเป็นทุกข์แท้นะ มันทุกข์จริงมากกว่าสุขที่เป็นปัจจุบันเดี๋ยวเดียว แต่ทุกข์นี้ฝังในอนุสัย มันอยู่กับเราเที่ยงกว่า แต่สุขไม่อยู่กับเราเที่ยงเท่าไหร่ เดี๋ยวก็วนไปเวียนมา ส่วนอทุกขมสุขก็เป็นบ้างในบ้างครั้งเรียกว่าไม่ทุกข์ไม่สุขแบบพักยก เต็มอิ่มแล้วก็ขอพัก ว่างไป ไม่สุขไม่ทุกข์เฉยๆ ไม่ได้เป็นเนกขัมมะที่ชัดเจน นอกจากเวทนา ๓ ก็มีเวทนา ๕ อันนี้เป็นดีกรี หรืออินทรีย์ของสุขทุกข์ อินทรีย์ที่ทั้งอ่อน หยาบ ละเอียด ถ้าหยาบก็ภายนอก เรียกสุข ทุกข์ แต่ถ้าเป็นภายในเรียกว่าโสมนัสหรือโทมนัส ถ้าละเอียดลึกเข้าไป แล้วมีอุเบกขาอีกอย่าง เป็น ๕ เวทนา ๖ เกิดทางทวาร ๖ กระทบสัมผัสแล้วเกิดธรรมะสองขึ้นมา มันเกิดอาการจริง เราก็สัมผัสแล้วอ่านอาการออกให้ได้จริง เห็นอาการแล้วสามารถบัญญัติเข้าใจตรงภาษาที่ท่านบัญญัติไว้ นี่คือการเรียนรู้ปรมัตถธรรมของพระพุทธเจ้า คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน เวทนา ๖ เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตากระทบรูปเป็นสุขก็ได้
อ่านต่อ
ทุกข์ก็ได้หรือเฉยๆก็ได้ หูกระทบเสียงก็เช่นกัน จมูกลิ้นกายสัมผัส หรือในใจปรุงแต่งขึ้นมาเอง ๖ ทวาร อายตนะ ๖ เมื่อสัมผัสก็เกิดอายตนะเชื่อมต่อมีภาวะอาการ เป็นสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ พยัญชนะเหล่านี้บอกให้อ่านอาการให้ออก ถ้าเข้าใจได้ตรงคือการเรียนรู้ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตให้เป็นหนึ่ง แล้วคิดว่านี่คือเอกัคคตา ไปหลงแบบเดียรถีย์ที่เขาติดยึดกันนานแล้ว เป็นธรรมะตื้นๆที่ครองโลกอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าอุบัติ ก่อนนั้นก็หลงไปติดกับเขา แล้วท่านก็พบว่าไม่ใช่ทาง สุดท้ายก็พบพระพุทธศาสนา ทวนกระแสกับเขาเลย ๑๘๐ องศา ประเด็น เวทนา ๓ กับเวทนา ๖ นี่แหละ เมื่อสัมผัสแล้วเกิดเวทนา สุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ แจกเป็นทวาร ๖ รวมเป็น ๑๘ เวทนา รากฐานของสุข คือ สุ=ดี ข=ว่าง ที่จริง ว่างนี่แหละดี แต่นี่มันไม่ว่าง ต้องว่างจากสุขทุกข์นี่คือสุขโลกุตระ สมบูรณ์แบบเป็นปรมังสุขัง ถ้าคนเรียนรู้แล้วลดละได้ สงบสุขจากโลกีย์ได้ ก็ค่อยๆลดลงไป การแยกอาการของเนกขัมมสิตเวทนา ออกจากรสโลกีย์ได้ จากเคหสิตะ ออกมาก็เป็นเนกขัมมะ ทำให้กิเลสจางคลายได้อ่านอาการกิเลสออกว่า จางคลายหรือหมดได้
มีผู้ถามมาจากแฟนเพจ ผมปฎิบัติธรรมตามคำสอนของพ่อท่านมาได้ระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่ผมเจออยู่ตอนนี้คือ ผมจับความคิดทัน จับอาการเวลาเกิดกิเลสทัน กำหนดอุเทศ แต่ผมเห็นไม่ชัดในอนุปัสสี 4 ได้ ผมอยากทราบว่ายังขาด ตก บกพร่อง ธรรมส่วนไหน ครับ? พ่อครูว่า…อนุปัสสี 4 ปฏิบัติแล้วต้องตามเห็น 4 อย่างนี้ คือ ตามเห็นความไม่เที่ยงของอาการกิเลสเรียกว่าอนิจจานุปัสสี ตามเห็นความจางคลายได้คือวิราคานุปัสสี ตามเห็นความดับได้ของกิเลสก็นิโรธานุปัสสี ตามเห็นที่ทำซ้ำทำทวนให้นิโรธอีกเรียกปฏินิสสัคคานุปัสสี คนที่ปฏิบัติธรรมต้องตามเห็นความจริงอันนี้ จะเห็นถึงความไม่เที่ยง แยกเป็นสองอย่าง หนึ่ง ไม่เที่ยงแบบโลกีย์ คืออาการจิตเราไม่เที่ยงแบบมากขึ้นหนาขึ้นใหญ่ขึ้นปุถุขึ้นนั้นเอง เห็นความเป็นปุถุชนของตน นี่ก็เห็นอนิจจัง สอง แต่เมื่อเราทำแบบทฤษฎีพระพุทธเจ้าถูกต้อง ก็จะเห็นว่ากิเลสมันลดลง สมมุติว่ามันมีร้อย อาการมันลดลงสิบ ก็คือวิราคานุปัสสี กิเลสตัวเล็กลง ดีกรีน้อยลงแรงมันน้อยลง รสชาติมันเบาบางลง รู้กิเลสได้ด้วยอาการลิงค นิมิต อุเทศ มันมีอาการที่ให้เรารู้ได้ ทำให้กิเลสลดได้เป็นอุบัติเทพ จนมันดับได้ก็เป็นวิสุทธิเทพ เป็นนิโรธานุปัสสี เห็นความเกิดดับของกิเลส ที่เป็นอกุศลจิต ไม่ใช่เดาหรือตรรกะคิดเอา ไม่ใช่ แต่เห็นอาการจริงๆเลย อาการกิเลสจางคลาย อกุศลจิตดับ รู้จักความเกิดดับ ไม่ใช่ตรรกะ ขบคิดเอาตามเหตุผล ซาโตริเองไม่ใช่ แต่เห็นความจริงตามความเป็นจริง จนทำได้ นิโรธานุปัสสี ทำซ้ำทำทวนให้ชำนาญมั่นคงแข็งแรงปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำให้หมดสวรรค์โลกีย์นี่แหละ จนเป็นนิสสรณะ จนมันไม่มีเป็นที่พึ่งเลย ไม่มีสิ่งนี้สมบูรณ์แบบ หรือสลัดออกอย่างสำเร็จเลย แตะปั๊ปก็หลุดเลยๆ รู้เวทนาในเวทนา ปฏิบัติทุกปัจจุบัน ๓๖ สั่งสมเป็นอดีต ๓๖ ส่วนอนาคตก็ไม่มาถึงสักทีหรอก ในวิชชา ๘ ต้องรู้ อาริยสัจ ๔ เป็น ๔ ข้อแรกของอวิชชา ๘ ส่วน ๕ คือส่วนอดีต ๖ ก็ส่วนอนาคต ๗ ก็ส่วนอดีตส่วนอนาคต เราทำปัจจุบันให้หมดกิเลส สั่งสมเป็นอดีตที่ ๐ ไปตลอดเวลา ทั้งอดีต อนาคตก็ย่อม ๐ ตลอดแน่นอน ให้เป็นนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง(ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อนาคตคือ ปัจจุบัน+อดีต มันไม่เที่ยงหรอก อดีตกับอนาคต ทั้งปุถุชนและอรหันต์ แต่ส่วนที่มัน ๐ นี่และเที่ยง ๐+๐ = ๐ จะบวกลบคูณหารอย่างไรกับ ๐ ก็ ๐ เสมอ ถ้าเข้าใจสภาวะจะไม่งง
590201_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อัมพัฏฐสูตร ตอน๑