สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานคือมรรค สมาธิคือผล.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานคือมรรค สมาธิคือผล เราบรรยายมาตั้งแต่ศีล ศีลกับปัญญาต้องอยู่ด้วยกัน เหมือนล้างมือด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า เป็นสัตตาโอปปาติกา เป็นอธิจิตเกิด โดยการปฏิบัติตามทางในสามัญญผลสูตร มีศีล สำรวมอินทรีย์ ยังไม่ได้ไล่ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ไล่เป็น ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา ฌาน๑-๔ ไปถึงจรณะ ๑๕ ท่านยังไม่ได้ตรัสเช่นนั้น แต่เนื้อเดียวกัน ศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็เข้าสู่สันโดษ สี่คำนี้แล้วมาสรุปว่า ศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ สติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ ดูเหมือนว่าสำนักไหนๆก็ไม่เน้นว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องเป็นอาริยะต้องเป็นโลกุตระจริงๆ แล้วขยายความโลกุตระต่างกับโลกียะอย่างไร ไม่ได้ทำความแตกแยกนะ ว่าชั้นนั้นต่ำหรือสูง ไม่ใช่ แต่มันเป็นสัจจะของมัน มันเป็นโลกียะก็แน่นอนว่าต้องมีโลกุตระที่สูงกว่า เป็นเนื้อแท้ที่พระพุทธเจ้าประกาศให้คนปฏิบัติให้เป็นอาริยบุคคล พูดเป็นเนื้อแท้ ไม่ใช่พูดยกตนข่มท่าน ซึ่งจะหาเรื่องก็หาได้ เมื่อเป็นวิชชา คือต่อจากศีล สมาธิ ก็เป็นวิชชาหรือปัญญา สมาธิคือจิต เมื่อสำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ ก็เกิดผลลดละจางคลาย เป็นผู้สันโดษ เหมือนในหลวงของเรา ท่านตรัสว่า พอเพียง พยัญชนะคำนี้คือ สันโดษ คือรู้จักพอ เพียงใดเพียงหนึ่งที่คุณจะรู้จักพอ ไม่ใช่ตะลุยรวยไปไม่รู้พอ เพียงคือแค่นี้ มีเขตพอ แต่เขาไปแปลคำ ขยายความแปลงสารของในหลวงของพระพุทธเจ้า ที่ในหลวงตรัสนี้เป็นเนื้อแท้ของพุทธ อาตมาก็บอกแล้วว่าในหลวงคือพระโพธิสัตว์ แต่คนเข้าถึงได้ยาก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องนี้ ก็ค่อยเรียบเรียงกันมา คำว่าจรณะ ๑๕ ในเล่มนี้ก็มี เป็นวิชชาจรณะ แต่ในสูตรต้นๆยังไม่ได้กล่
อ่านต่อ
าว ปัญญาจะประกอบในศีลในจิต มีสันโดษมีปัญญามีจิตหลุดพ้นไป จากมากลดไปน้อย จนถึง๐ จน๐ก็พอ หมดตัวหมดตน หมดสิ่งโลกีย์ออกจากจิต เนกขัมมะออกหมด ๐ แล้วอยู่อย่างสบาย อยู่อย่าง ๐ ก็ขอพูด อาตมานี่หัวเดียวกระเทียมลีบ มาทำแบบคนจนอย่างในหลวงตรัส ไม่ได้กอบโกยสะสม พูดตรงไม่ปะเหลาะ คนที่ฐานะดีติดยึดพอสมควรจะไม่เข้าใกล้อาตมา เพราะอาตมาไม่เอาใจ ไม่ปะเหลาะ อาตมาก็จะอยู่กับคนจนจริงๆ อยู่ได้ ตั้งแต่คนเดียวเป็นหลายคนได้ พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ จนทุกวันนี้เป็นกองทัพธรรม เป็นเหตุปัจจัยที่เราต้องใช้ชื่อกองทัพธรรมมูลนิธิ จดทะเบียนนิตินัยเลย ให้คุณจำลองเป็นประธานกองทัพธรรมตั้งแต่เริ่มจนบัดนี้ จนคุณทมยันตีจะทำเป็นละครกองทัพธรรมเอาคุณจำลองเป็นพระเอก แต่บัดนี้ก็ไม่ได้ทำ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวปฏิบัติ ได้ผลเป็นวิมุติ แล้วมีวิมุติญาณทัสนะเป็นตัวปัญญา มีเจโตได้จริงสมบูรณ์ อุภโตภาควิมุติ เราได้สาธยายศีล สำรวมอินทรีย์ มีสันโดษ มีฌานเป็นตัวปฏิบัติ ฌานคือมรรค สมาธิคือผล มีผลจากฌานเพ่งเผากิเลส วิจัยวิเคราะห์จนทำให้กิเลสลดลงไป จนขึ้นฐานนิพพานคืออุเบกขา อุเบกขาเป็นฐานนิพพานคือฌานที่ ๔ ก็ตกผลึก อุเบกขาจึงเป็นอธิจิตสมาธิ แปลว่าจิตตั้งมั่น แข็งแรงกองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ท่านก็แปลสมาธิว่าคือความตั้งมั่นของจิตก็ใช่ แต่คือการสั่งสมผลจากฌานไม่ใช่สั่งสมนั่งสมาธิแล้วเข้าฌาน นั่นเป็น general meditation ไม่ใช่แบบของพระพุทธเจ้า ที่เกิดจากปฏิบัติมรรค ๗ องค์ สั่งสมผลเป็นสัมมาสมาธิ เมื่อเกิดปัญญาเกิดวิมุติ ก็มีปัญญารู้จักวิมุติ เรียกวิมุตติญาณทัสสนะ รวบรวมเป็นปัญญา ก็มีปัญญา ๘ ที่เรียกว่า วิชชา ๘ ๑. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) ๒. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถเนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) ๓. อิทธิวิธญาณ (ความเก่งหลายอย่างในการที่จิตมีอานุภาพ เพราะปราศจากกิเลสแล้ว) ๔. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) ๕. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆของตนได้รอบถ้วน) ๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อาริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) ๗. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรือสัตว์อาริยะ) ๘. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๑๒๗ - ๑๓๘) สามอันสุดท้ายเป็นตัวที่ประมวลผล เป็นการทบทวนผล ลงบัญชีการปฏิบัติ สิ่งที่ได้คือที่เกิดที่ดับ กิเลสเกิดแล้วทำให้กิเลสดับได้คือ จุตูปปาตญาณ จุติเลื่อนชั้นเจริญขึ้นเรื่อยๆ อุบัติเป็นสมมุติเทพ เลื่อนเป็นอุบัติเทพ เป็นอาริยบุคคล 590129_พุทธศาสนาตามภูมิ อาสวักขยญาณในสามัญผลสูตร