สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน ไม่เข้าใจกาย หมดทางบรรลุธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน ไม่เข้าใจกาย หมดทางบรรลุธรรม มาต่อในอัมพัฏฐสูตร ถึงตอนที่พระพุทธเจ้าไล่เรียงต้นตระกูลของ อัมพัฏฐะ พระพุทธเจ้ารู้ได้ครบยิ่งกว่า อัมพัฏฐะก็เลยพูดไม่ออก เถียงไม่ได้ก็ยอมพระพุทธเจ้าสุดท้ายก็บอกว่า พระพุทธเจ้าสรุปชัดๆในความหมายของกษัตริย์กับพราหมณ์ ซึ่งกษัตริย์กับพราหมณ์จะผลัดกันฉลาด เช่น ยุคนี้เป็นต้น พราหมณ์หรือสมณะนักบวชไม่ฉลาดไม่มีภูมิธรรมอาริยะ แต่กษัตริย์มีภูมิธรรมอาริยะ เช่น ของไทยนี่แหละ สมณะภิกษุในศาสนาไม่มี ยกเว้นอาตมาไว้นะ ในกระแสหลักไม่มี สู้กษัตริย์พระองค์นี้ไม่ได้ ที่ท่านมีพุทธธรรมอาริยะ ไม่ได้พูดข่มแต่พูดสัจจะวิชาการ "กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์" พระพุทธเจ้าท่านว่า ถ้าจะพูดถึงเรื่องวิชชาจรณะ จะไม่พูดถึงเปลือก แต่เอาเนื้อแท้ของวิชชาจรณะ คำว่าเทวดากับมนุษย์ หมายถึง จิต เจตสิก รูป นิพพาน คือ จิต มโน วิญญาณ พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องมนุษย์ชมพูทวีป มนุษย์อุตรกุรุทวีป เทวดาดาวดึงส์ คนที่ไม่เข้าใจคำว่ากาย ความหมายถึง จิตมโนวิญญาณ เขาก็จะไปเห็นกายของเทวดาเป็นรูปร่าง เป็นตัวตนลอยไปลอยมา เหมือนอย่างอาจารย์มั่นบอกว่ามีฌานสูง แล้วเข้าฌานไปสอนเทวดา เทวดาก็ลอยมาจากต่างประเทศ ไม่เห็นกายอย่างที่พระพุทธเจ้าบอกว่า กายคือมโนคือวิญญาณคือจิต เป็นความเสื่อมของความรู้ของศาสนาพุทธเรื่องของคำว่ากาย กลายเป็นวัตถุดินน้ำไฟลม เทวดาคือจิต มนุษย์คือจิตสูงจิตเจริญ ชมพูทวีปก็ไปหมายถึงตัวตนเราเขา อยู่ในแคว้นอินเดีย อาตมาบอกว่าชมพูทวีปตอนนี้อยู่ในไทย คนก็หาว่าอวดดีพูดเกินพระพุทธเจ้า คนเข้าใจไม่ได้ ก็ตอนนี้มีชาวอโศกที่เข้าใจเรื่องกาย แล้วเป็นมนุษย์อุตรกุ
อ่านต่อ
รุทวีปได้ มี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส สุรภาโย คือองคาพยพทั้งหมดอาการ ๓๒ แข็งแรง พร้อมสัญญาและใจ มีสติที่เป็นสัมโพชฌงค์ รู้จักอาการจิตเจตสิกที่ทำให้เป็นมนุษย์อเวจี มนุสเปโต ก็แก้ไขให้เป็นมนุสโส เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปได้ ก็แก้เพราะเข้าใจกายเป็นสัมมาทิฏฐิ ขณะนี้ คำว่ากายคำเดียวขวางทางนิพพานในการปฏิบัติธรรมทั้งหมด อาจารย์ที่เก่งในประเทศไทยที่หลงกันว่าเป็นอรหันต์ก็เข้าใจคำว่ากายนี้ไม่ได้ ว่ากายนี้คืออาการของเวทนาสัญญาสังขาร เป็นอาการของกลุ่มของจิต ของสังขารทั้งหลาย แม้แต่กายสังขารคือการปรุงแต่งทั้งนอกและใน กายสังขารก็เน้นที่จิต เวลาปฏิบัติอานาปานสติ ทำกายสังขารนี้ให้สงบ ปัสสัมภยังกายสังขารัง ก็ไปเข้าใจว่า กายเป็นภายนอก ก็ไปนั่งสมาธิอย่าให้กระดุกกระดิกเป็นกายสังขารสงบ ก็ผิดถนัด จะปฏิบัติสติปัฏฐาน รู้กายวิญญัติก็เอาแค่เป็นรูปร่างภายนอกเท่านั้น อย่างอาตมาแสดงออกนี้เป็นท่าที ลีลา นัจจะ คีตะ วาทิตะ เพื่อสื่อให้เห็นจิตไม่ใช่ให้รู้แค่ร่างนอก อาตมาจึงไม่สนใจว่าจะเป็นอย่างไรภายนอกนัก แต่ให้คุณเข้าใจได้ก็แล้วกัน ทั้งสามสภาพภายนอกให้สื่อถึงภายใน ผู้เข้าใจกายวิญญัติแล้วใช้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเข้าใจว่ากายวิญญัติเป็นแค่ภายนอกเท่านั้นไม่มีนามมาเกี่ยวก็ผิดเลย ทั้งหมดภายนอกคือมีใจเป็นประธาน มโนเป็นประธานทั้งนั้น ยิ่งคำว่ากายกลิ แปลว่าองค์ประชุมที่ก่อโทษภัยในจิต ก็คือตัวกิเลสแท้ แต่ไม่รู้จักเพราะไม่เข้าใจคำว่ากาย จะมีมือไม้ขาแข้งเป็นกิเลสได้อย่างไร ก็ไม่ไปอ่านอาการของกายกลิ คือองค์ประชุมที่เป็นโทษในจิตมโนวิญญาณ ทั้งที่ในพจนานุกรมบาลีบอกว่า กายคือกองของเวทนาสัญญาสังขาร แต่เวลาปฏิบัติกายในกายก็ไม่เกี่ยวกับจิตเลย ตัดจิตเลย ก็หมดสิ้นทางเลยที่จะบรรลุธรรม แค่นี้น่ะ เพราะเข้าใจรูปนามผิด กำหนดผิด กำหนดรู้กายที่ควรเข้าถึงจิตแต่ว่าไปกำหนดแค่ภายนอกก็หมด จะทำกายอภิสังขาร เป็นกายสังขารก็ไปพิจารณาให้ร่างอยู่นิ่งเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เท่านั้น จริงว่าข้างนอกต้องสุจริตก่อน แต่เนื้อแท้ต้องหาข้างใน แม้ที่สุด จิตท่านบริสุทธิ์แล้วแต่อาการข้างนอกมันดูหยาบ แต่จิตอาตมาบริสุทธิ์ แต่ให้จิตเป็นจริงให้ได้ก็แล้วกัน อรหันต์ทุกองค์หยุดจิตไม่ปรุงได้ไม่สังขารต่อ หยุดเฉยวางได้ อรหันต์ทุกองค์ต้องทำได้ ทำไม่ได้ไม่ใช่อรหันต์ แต่ถ้าหยุดอย่างสมถะกดข่มได้ไม่ใช่อรหันต์ เขาอาจทำเก่งได้ ทั้งเร็วและนานด้วยแต่ไม่ใช่การบรรลุธรรม อย่างฤาษีนี้เก่งทำได้แต่ไม่ใช่อรหันต์ ไม่ใช่พลังปัญญาที่ทำให้หยุดระงับทำให้เกิดเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เขาทำได้แต่เข้าไปหยุดสะกดจิตหยุด แต่ของพระพุทธเจ้าออกมาเห็นแจ้งทุกอย่าง แล้วกิเลสหลุดด้วยไฟฌาน มีพลังปัญญาสลายได้ นี่คือแนวลึก เพราะฉะนั้นพอบอกว่ามนุษย์เทวดาดาวดึงส์ ก็ไปคิดถึงเทวดาลอยฟ่อง จะไม่เห็นอาการ ลิงค นิมิต อุเทศเลย เพราะเข้าใจกายไม่ได้ เห็นเทวดาเป็นรูปร่าง ไม่ใช่เห็นอาการของนามธรรม อาการของจิตที่เจริญ อาการของจิตที่ไม่มีกิเลส ก็ไม่ได้อ่านศึกษาตรงนี้ แต่ศึกษาตื้นๆ เพราะเข้าใจไม่หมดไม่ครบ จึงอ่านผิด อ่านกายเข้าไปถึงจิตเจตสิกแท้ๆไม่ได้ เพราะค้างที่กาย ไม่ทะลุคำว่ากาย ไม่เข้าถึงจิต เพราะเข้าใจผิด กายนี่ลึก มีแต่จิตไม่คำนึงถึงร่างภายนอกได้เลย แต่คำว่ากายนี้ จะต้องเรียนจากข้างนอกไปก่อน ข้างนอกต้องบรรลุก่อนแล้วจะเข้าถึงจิตภายใน เช่น บรรลุกามภพ ก็ไม่ต้องทำอีกในภายนอก มีแต่เข้าหารูป หาอรูป ไม่ใช่รูปร่างแต่เป็นอาการ เข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก็สิ้นทางบรรลุสูงสุด อาจได้ผิวเผินเล็กน้อย ราคะโทสะโมหะบางอย่างระงับได้ ถึงอาสวะบ้างอย่างแต่ไม่ถึงวิโมกข์ วิโมกข์ ๘ เขาอธิบายกันหมายถึงนั่งสมาธิไปหมด แต่ที่จริงไม่ได้นั่งหลับตานะ ถ้าเข้าใจว่ากายคือภายนอก ก็สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ถ้าไปเข้าใจว่ากายที่พระพุทธเจ้าว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วคุณเข้าใจว่ากายคือภายนอก ดังนั้น ฌาน สมาธิคุณต้องสัมผัสภายนอกด้วยสิ แต่เขาก็ไปนั่งสมาธิทำวิโมกข์ เราจะรู้ว่าเราเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้ ก็ต้องอ่านอาการลิงค นิมิต อุเทศได้ ปฏิบัติไปตามลำดับ อ่านพฤติของกาย คือองค์ประชุมออก ถ้าองค์ประชุมภายนอก มีนัจจะ คีตะ วาทิตะครบ แต่ไม่ทิ้งใจเลย มีใจประกอบเป็นประธานด้วย กำหนดท่าทางลีลาองค์ประกอบดินน้ำไฟลมทั้งหมด มีสุ้มเสียงสำเนียงภาษาครบ เรียกว่ากายวิญญัติ แต่ถ้าเป็นพระบางองค์ขยับแต่ปากก็ได้แต่ว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่ จะเรียกว่าสื่อให้รู้แต่เสียงกับคำพูดภาษา นั่นคือ วจีวิญญัติ คือสื่อจากใจถึงใจ ใจสั่งให้ร่างพูด เพื่อให้เข้าไปรู้ถึงใจ ไม่ใช่รู้แค่ภาษาสำเนียงมีนัจจะ คีตะด้วย เป็นปฏิฆสัมผัสโสให้ไปรู้นาม องค์ประชุมของนาม ไม่ใช่แค่รูป ใครฟังธรรมอาตมาแล้วเข้าถึงนามธรรมของตนเองได้ก็เจริญ พูดถึงกายทีไร ถึงจิตมโนวิญญาณทุกที นั่นถูกตามพระพุทธเจ้าว่าแล้ว ต้องปฏิบัติได้จริงด้วยไม่ใช่ได้แค่ภาษา จะรู้จักเทวดา มาร พรหม ว่าคือเรื่องจิต มโน วิญญาณ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เป็นนามกายได้ นามนั้นถือว่าเป็นรูปได้
590203_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน ๓