สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สุริเปยยาล 7) ตอน แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สุริเปยยาล 7) ตอน แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี ชุมชนชาวอโศกทุกแห่งเรามุ่งมั่นปฏิบัติธรรม ชุมชนพูดได้ว่าเป็นชุมชนนักปฏิบัติธรรม โดยมี "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น" (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ)คือมรรคองค์ ๘ ไม่มีทางอื่น คนเขาบอกว่าทางไปนิพพานมีหลายทาง อันนั้นนอกคำสอนพระพุทธเจ้า แต่เคยได้ยินบรรดาอาจารย์หลายคนบอกว่าทางไปนิพพานมีหลายทาง ซึ่งไม่เคยได้ยินพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในที่ไหน พูดเช่นนั้นเป็นการพูดนอกคำสอนพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าว่ามีทางเดียว แล้วท่านกำกับด้วยว่า ไม่มีทางอื่น นัตถัญโญ มีทางเดียวคือ มรรคมีองค์ ๘ ต้องเรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ทุกวันนี้ไม่สัมมาทิฏฐิกัน พูดแล้วพูดอีก ไปเปิดดูได้ พระไตรปิฎก ล.๒๕ ข.๓๐ [๓๐] ทางมีองค์แปดประเสริฐกว่าทาง (หรือมรรค)ทั้งหลาย ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึง ๔ ประการ ประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลาย วิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย ฯลฯ ทางนี้เท่านั้น เพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) เพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ (พตปฎ. ล.๒๕ ข.๓๐) ทางนี้มีมารและเสนามารมาก ผู้ใดหลงทางก็ออกไปสู่มารไปกับเสนามาร ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่มีทางบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า มรรคองค์ ๘ นี้ มันมีอะไรที่ต้องศึกษา อย่างน้อยสำหรับพวกเราที่พูดกันบ่อย แต่สำนักอื่นไม่ค่อยเห็นพูด คือจะเห็นพระอาทิตย์ต้องเห็นแสงอรุณก่อน ต้องศึกษาว่าแสงอรุณคืออะไร ถ้าไม่ได้ตรวจสอบตามลักษณะแสงอรุณ ๗ ตามที่พระพุทธเจ้าบอก ถ้าไม่มีแสงอรุณ ๗ นี้ไม่มีทางได้พบพระอาทิตย์ คือไม่มีทางไปเข้ามรรคองค์ ๘ ของพระพุทธเจ้าเลย เบื้องต้นแสงอรุณก็ไม่พบ แล้วจะ

อ่านต่อ

ไปพบพระอาทิตย์ได้อย่างไร ไม่มีทางพบมรรคองค์ ๘ คุณอาจท่องได้ นำมาปฏิบัติด้วยซ้ำแต่ก็เป็นเพียงเรื่องลอยลมเปล่า ไม่มีทางเข้าไปถึงมรรคองค์๘ เจ็ดหลักที่ต้องทำความเข้าใจก่อนปฏิบัติมรรค์มีองค์ ๘ คือ [๑๒๙] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๑] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๒] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๓] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๔] ทิฏฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๕] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๖] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค มิตรดีคือใครต้องชัด ไม่เช่นนั้นไปนับถือครูบาอาจารย์คนไหนๆ ก็ไม่ตรง ครูบาอาจารย์ที่ตั้งหน้าตั้งตาสอนพุทธธรรม ไม่ได้หมายถึงมิตรดีทั้งหมด แต่มิตรดีคือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นอาริยบุคคล แม้ไม่เป็นก็ต้องรู้คำสอนอย่างสัมมาทิฏฐิ ต้องพบคนนี้ก่อน เพราะอะไร เพราะว่าศาสนาพระพุทธเจ้านั้นเป็นสัมมาสัมพุทโธ หมายความว่า ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่ตรัสรู้เองโดยชอบแต่ผู้เดียว คือสายของพระพุทธเจ้าตรงเท่านั้น หากไม่ใช่สายพระพุทธเจ้าโดยตรงคนอื่นไม่มีสิทธิ์รู้ คิดเอาเองไม่ได้ คนที่ไม่ได้ยินได้ฟังมาจากปากของผู้มี dna ของพระพุทธเจ้า ของศาสนาพุทธเป็นเชื้อพุทธที่แท้ ถ้าไม่ได้ฟังจากปากจากคนมีเชื้อแท้ของพระพุทธเจ้า ไม่รับรองว่าจะถูก เพราะเป็นเองไม่ได้ คนนอก dna รู้เองไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์เลย นอกจากได้รับถ่ายทอดจากปากผู้เป็นอาริยะจริง ไม่ก็ต้องรู้ปริยัติจริงอย่างสัมมาทิฏฐิ ซึ่งไม่เป็นหลักประกันง่ายๆ เพราะจะเพี้ยนง่าย ขยายความไม่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอาริยะที่ปฏิสัมภิทาญาณ หรือว่าไม่ปฏิสัมภิทาญาณเป็นสายศรัทธาจริตก็อธิบายไม่ได้มาก แต่ก็มีคำที่ตรงที่แม่นที่ชัด คำที่ตรงก็จะตรงกับของพระพุทธเจ้า จะไม่ออกนอก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่จำเพาะ หรือเฉพาะจริงๆ จึงจำเป็นต้องพบมิตรดีก่อน พบสัตบุรุษก่อนจึงได้ฟังสัทธรรม จึงเกิดศรัทธาที่เป็นสัมมา ที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน ทุกวันนี้ ผู้ที่สอนธรรมะทั่วไปส่วนใหญ่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ยังไม่ใช่สัตบุรุษ ยังไม่ใช่ สัมมัคคตา สัมมา ปฏิปัณนา ที่แท้จริง เข้าใจยากเพราะศาสนาพุทธมักน้อยสันโดษ เป็นแกนของผู้ลดละโลกธรรมผู้บรรลุ ศาสนาที่เขาปฏิบัติโดยทั่วไปสามัญสากลเลย คือผู้ปฏิบัติธรรมที่บรรลุต้องมักน้อยสันโดษ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ยาก ท่านมักน้อยแต่ก็อยู่กับโลก ดีไม่ดีมีสิ่งแวดล้อมเหมือนท่านไม่ได้หลุดพ้น มีองค์ประกอบความเป็นอยู่ต้องทำงานกับสังคม ยิ่งยุคนี้ด้วย สังคมเหมือนแดนนรก ก็ต้องคลุกคลีกับแดนนรก ก็มีแดนนรกห้อมล้อม แต่จิตบรรลุแล้วอยู่เหนือมัน ศาสนาพุทธมีโลกุตรจิต เป็นจิตเหนือโลกียะ ถ้าหนีไปจากลาภยศก็ดูง่าย ไม่เกี่ยวข้องเลย ไม่เข้าใกล้เลยก็ดูง่าย แต่ของพุทธอยู่กับลาภ ยศสรรเสริญสุข แต่มีโลกุตรจิตจริง จิตเหนือโดย ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเหล่านั้นไม่ทำให้จิตท่านอยากได้อยากมีอยากเป็นเลย เป็นลักษณะที่ดูยากในผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า ยิ่งยุคนี้มีโลกธรรมมาก มีวัตถุมากไม่เหมือนสมัยพระพุทธเจ้าเลย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาคนเจริญคนเมือง ไม่ใช่ศาสนาคนป่าคนดอย เป็นเรื่องเข้าใจยาก ในยุคพระพุทธเจ้าสองพันห้าร้อยกว่าปี ยุคนั้นบ้านเมืองยังเป็นป่าเขามากมาย แล้วผู้ปฏิบัติธรรมออกป่าก็ไม่ได้ไปไกลมาก ยกตัวอย่าง ในสามัญผลสูตร พระเจ้าอชาตศัตรู ปรารภกับข้าราชบริพาร พระองค์มีทุกข์ ไปหาอาจารย์ที่ว่าแน่ๆในยุคนั้น ๖ อาจารย์ ไม่ได้ผล ช่วยท่านไม่ได้เลย ท่านก็ทุกข์ เพราะท่านสร้างอนันตริยกรรม ฆ่าพ่อ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่ทุกข์ อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอชาตศัตรูก็เป็นคนดี แต่เป็นไปตามโลกต้องประหารพ่อเพื่อชิงราชบัลลังก์ หมอชีวกโกมารภัจจ์ก็เลยเสนอว่าไปพบพระสมณโคดมสิ ตอนนั้นท่านยังไม่แพร่หลายทั่วไป ในวังนั้น ท่านก็ยกพลไปไม่นานก็ถึง แปลว่าเขาคิชฌกูฏก็ไม่ไกลจากวังของท่านเลย ป่าสมัยนั้นกับเมืองก็ไม่ได้ห่างไกลอะไรกัน เล่าย้อนเรื่องอาตมาตอนเป็นฆราวาสเริ่มปฏิบัติธรรม ก็เปิดคอลัมน์ธรรมะในหนังสือดาราภาพ ก็ตั้งใจจะเผยแพร่ธรรม ตอนนั้นทำงานทางโทรทัศน์อยู่ ก็บรรยายตามประสาอาตมา ใช้นามปากกาว่า โพธิรักษ์ ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าคือโพธิสัตว์ แต่อย่างไรก็ไม่รู้ใช้นามปากกาว่าโพธิรักษ์ ก็อาตมาชื่อรัก แล้วเอาคำว่าโพธิมาต่อ พอเอามาต่อแล้ว โพธิรัก ก็จะดูอย่างไรไปทางโลกีย์ ก็เลยใช้นามปากกาว่า โพธิรักษ์ ตั้งนามปากกามา พอไปบวชก็ชอบชื่อนี้ อุปัชฌาย์ก็จะตั้งชื่อให้ ก็บอกว่าขอใช้ชื่อโพธิรักษ์ได้ไหม มีบาลีคือโพธิรักขิโต ท่านก็ตรวจบาลีดูบอกว่าเป็นตัวกาลกิณีนะ อาตมาก็บอกว่า ผมไม่แคร์หรอก กาลกิณี ไม่ได้ติดใจไม่ถือเลย เรื่องนั้น ท่านก็บอกว่าเอาสิหากไม่ติดใจ ที่เปิดประเด็นว่าพระพุทธเจ้าอยู่ป่าใกล้วัง แต่ก็ออกมาจากป่าไปเข้าเมืองหมด พอได้สาวกที่เป็นอรหันต์ ๖๐ องค์แรก ท่านก็ว่าให้เข้าสู่นิคม แม้เราก็จะเข้าสู่อุรุเวฬาเสนานิคม พวกเธอจงไป อย่าได้ไปร่วมทางเดียวกันสองรูป ให้แยกกันไป จงแสดงธรรมให้งามในเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย จงประกาศธรรมให้งามโดยพยัญชนะอัตถะ ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ แต่ทุกวันนี้เข้าใจผิดเพี้ยนว่า พระปฏิบัติต้องเข้าป่า เป็นพระป่า ไปนั่งสมาธิ แต่ในพระไตรปิฎกว่า อยู่ในป่าในที่แจ้งลอมฟาง ป่าช้าก็ต้องปฏิบัติเช่นนี้ ท่านประนีประนอมมากนะ ท่านประกาศศาสนาท่ามกลางสิ่งที่เขาไม่รู้เรื่อง เขารู้กันว่าปฏิบัติต้องเข้าป่า ต้องสงบต้องนิ่ง หนีโลกีย์ ไปอยู่กับโลกีย์ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งยิ่งใหญ่มาก ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องปฏิโสตัง ทวนกระแสโลกีย์ ศาสนาพุทธประกาศมาแล้ว 2600 ปี ศาสนาพุทธตอนที่พระพุทธเจ้าจะประกาศไม่มี ท่านประกาศแล้วต้องประนีประนอมอย่างมากพอจะหักโค่นกับความคิดของเขา ที่รู้กันว่าจะปฏิบัติธรรมต้องเข้าป่า hypnotize แต่ของพระพุทธเจ้า analyze ต้องมีการคิดวิจัยวิจาร แต่อันโน้นกลับให้หยุดคิด ได้อ่านของอ.บูรพาว่าต้องให้มาหยุดความคิด มันตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้าว่าต้องวิเคราะห์วิจัยให้ละเอียดลึกซึ้ง สติปัญญาต้องแตกแยกแยะให้ละเอียดจากความจริงที่สัมผัส คนละเรื่องกับที่เขาต้องหนีต้องหยุด ทุกวันนี้ปฏิบัติตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้าเลย ยุคพระพุทธเจ้ายากกว่ายุคนี้อีก เพราะใหม่มาก ต้องปฏิบัติทวนกระแส ต้องไปทางอลมริยา ไม่ใช่ นาลมริยา ต้องข้ามเขตคนละทิศ ทวนกระแสเลย พระพุทธเจ้าประกาศมาสองพันหกร้อยกว่าปี อาตมาต้องมาดึงกลับโดยใช้หลักฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ ทำมา 45 ปีแล้วก็จะพากเพียรต่อไปอีก จะกระเสือกกระสนต่อไปอีก เพื่อเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามายืนยันพิสูจน์ตราลงไปอีก เพื่อช่วยมนุษยชาติด้วยมุ่งมั่นจริงใจ ยิ่งทุกวันนี้เห็นว่าต้องมาเอาหลักจากพระไตรปิฎกไล่ไปตามหลักเลย ก็ยิ่งมั่นใจชัดขึ้น

590129_พุทธศาสนาตามภูมิ อาสวักขยญาณในสามัญผลสูตร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน