สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน อัมพัฏฐสูตร วิชชาและจรณะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน อัมพัฏฐสูตร วิชชาและจรณะ มาสู่อัมพัฏฐสูตร สูตรที่ ๓ ในพระไตรปิฎก ล.๙ เป็นสูตรที่ท่านสอนศีลสมาธิปัญญา ธรรมะของพุทธเอาศีลเป็นหลัก และปฏิบัติไปตามเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย มีศีล 5 เป็นเบื้องต้น และปฏิบัติให้เกิดฌานให้มีมรรคผลตามกิมัตถิยสูตร ๑. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ๒. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ๓. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ๔. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) ๕. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) ๖. สมาธิ (จิตมั่นคง) ๗. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) ๘. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) ๙. วิราคะ (คลายกิเลส) ๑๐.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๑ , ๒๐๘) พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นเจ้าของวิชชาจรณสัมปัณโณ จรณะคือความประพฤติ ก็พัฒนาให้ตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าค้นพบ จะบรรลุเป็นจิตสูงจนเป็นอรหันต์ แล้วท่านก็บอกความเสื่อมของชาวพุทธ ๔ ประการ ศาสนาพุทธคือวิชชาจรณะ แต่วิชชาจรณะไม่เสื่อมหรอก แต่คนต่างหากที่เสื่อมจากวิชชาจรณะ
เรื่องวงศ์ของอัมพัฏฐมาณพ พวกมาณพกราบทูลว่า ขอพระองค์อย่าทรงเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยพระวาทะว่าเป็นลูกทาสีให้หนักนักเลย อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี เป็นบุตรผู้มีสกุล เป็นพหูสูต เจรจาไพเราะ เป็นบัณฑิตและเธอสามารถจะโต้ตอบกับพระองค์ได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถ้าพวกเธอคิดว่า อัมพัฏฐมาณพมีชาติทราม มิใช่บุตรผู้มีสกุล มีสุตะน้อย เจรจาไม่ไพเราะ มีปัญญาทรามและไม่สามารถจะโต้ตอบกับพระสมณโคดมได้ อัมพัฏฐมาณพจงหยุดเสียเถิด พวกเธอจงโต้ตอบกับเราแทน ถ้าพวกเธอคิดว่า อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี เป็นบุตรผู้มีสกุล เป็นพหูสูตร เจรจาไพเราะ เป็นบัณฑิตและสามารถจะโต้ตอบกับพระสมณโคดมได้ พวกเธอจงหยุดเสี
อ่านต่อ
ยเถิดอัมพัฏฐมาณพจงโต้ตอบกับเรา มาณพเหล่านั้นกราบทูลว่า อัมพัฏฐมาณพจงโต้ตอบกับพระองค์เถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ปัญหาประกอบด้วยเหตุนี้มาถึงเธอเข้าแล้ว ถึงเธอจะไม่ปรารถนา เธอก็ต้องแก้ ถ้าเธอจักไม่แก้ก็ดี จักกลบเกลื่อนด้วยคำอื่นเสียก็ดี จักนิ่งเสียก็ดี หรือจักหลีกไปเสียก็ดี ศีรษะของเธอจักแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ณ ที่นี้ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ยินพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน และใครเป็นบรรพบุรุษของพวกกันหายนะ อัมพัฏฐมาณพได้นิ่งเสีย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามเป็นครั้งที่สอง อัมพัฏฐมาณพก็ได้นิ่งเสีย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจงแก้เดี๋ยวนี้ บัดนี้ไม่ใช่เวลาที่เธอจะนิ่ง เพราะผู้ใดถูกตถาคตถามปัญหาอันประกอบด้วยเหตุถึงสามครั้งแล้วไม่แก้ ศีรษะของผู้นั้นจะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ณ ที่นี่ (พระไตรปิฎก ล. ๙/อัมพัฏฐสูตร/๑๕๐-๑๕๑/๘๖-๘๗)
ยักษ์วชิรปาณี สมัยนั้น ยักษ์วชิรปาณีถือค้อนเหล็กใหญ่ลุกโพลงโชติช่วงยืนอยู่ในอากาศเบื้องบนอัมพัฏฐมาณพ คิดว่า ถ้าอัมพัฏฐมาณพนี้ถูกพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาที่ประกอบด้วยเหตุถึงสามครั้งแล้ว แต่ไม่แก้ เราจักต่อยศีรษะของเขาให้แตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ณ ที่นี้ พระผู้มีพระภาคและอัมพัฏฐมาณพเท่านั้นเห็นยักษ์วชิรปาณีนั้น อัมพัฏฐมาณพตกใจกลัวขนพองสยองเกล้า ทูลขอให้พระผู้มีพระ ภาคนั่นเองเป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง กระเถิบเข้าไปนั่งใกล้ ๆ แล้วกราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ได้ตรัสคำอะไรนั่น ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดตรัสอีกครั้งเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ยินพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน และใครเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่า ข้าพเจ้าได้ยินมาเหมือนอย่างที่พระโคดมผู้เจริญตรัสนั่นแหละ พวกกัณหายนะเกิดมาจากกัณหะนั้นก่อน และกัณหะนั้นเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ(เล่ม ๙/อัมพัฏฐสูตร/๑๕๒/๘๗-๘๘)
ลูกทาสี เมื่ออัมพัฏฐมาณพกล่าวเช่นนี้ มาณพเหล่านั้นส่งเสียงอื้ออึงเกรียวกราวว่า อัมพัฏฐมาณพมีชาติทราม ๆ มิใช่บุตรผู้มีสกุล เป็นลูกทาสีของพวกศากยะ เป็นโอรสของเจ้านายอัมพัฏฐมาณพ พวกเราไพล่ไปสำคัญเสียว่าพระสมณโคดมผู้ธรรมวาทีพระองค์เดียว ควรจะถูกรุกรานเสียได้ พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า มาณพเหล่านี้พากันเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยวาทะว่า เป็นลูกทาสีหนักนัก ถ้ากระไรเราพึงช่วยปลดเปลื้องให้ จึงตรัสว่า พวกเธออย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยวาทะว่า เป็นลูกทาสีให้หนักนัก เพราะกัณหะนั้นได้เป็นฤาษีคนสำคัญ เธอไปยังทักษิณาชนบทเรียนมนต์อันประเสริฐ แล้วเข้าไปเฝ้าพระอุกกากราช ทูลขอพระราชธิดาพระนามว่ามัททรูปี พระเจ้าอุกกากราชทรงพระพิโรธขัดพระทัยแก่พระฤาษีนั้นว่าบังอาจอย่างนี้เจียวหนอ ฤาษีเป็นลูกทาสีของเราแท้ ๆ ยังมาขอธิดาชื่อว่ามัททรูปี แล้วทรงขึ้นพระแสงศร ท้าวเธอไม่อาจจะทรงแผลง และไม่อาจจะทรงลดลง หมู่อำมาตย์ราชบริษัทพากันเข้าไปหากัณหฤาษีแล้วกล่าวว่า ขอความสุขสวัสดีจงมีแต่พระราชา ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา ฤาษีตอบว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา แต่ว่าท้าวเธอจักทรงแผลงพระแสงศรลงไปเบื้องต่ำ แผ่นดินจักทรุดตลอดพระราชอาณาเขต อำมาตย์กล่าวว่า ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา ขอความสวัสดีจงมีแก่ชนบท ฤาษีตอบว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา ความสวัสดีจักมีแก่ชนบท แต่ถ้าท้าวเธอจักทรงแผลงพระแสงศรขึ้นไปเบื้องบนฝนจักไม่ตกทั่วพระราชอาณาเขตถึงเจ็ดปี อำมาตย์กล่าวว่า ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา ขอความสวัสดีจงมีแก่ชนบท ขอฝนจงตกเถิด ฤาษีตอบว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา ความสวัสดีจักมีแก่ชนบท ฝนจักตก แต่พระราชาต้องทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ด้วยทรงพระดำริว่า พระราชกุมารจักเป็นผู้มีความสวัสดี หายสยดสยอง พระเจ้าอุกกากราชทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ พระราชกุมารก็เป็นผู้มีความสวัสดี หายสยดสยอง พระเจ้าอุกกากราชทรงกลัวถูกขู่ด้วยพรหมทัณฑ์จึงได้พระราชทานพระนางมัททรูปีราชธิดาแก่ฤาษีนั้น พวกเธออย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยวาทะว่า เป็นลูกทาสีให้หนักนักเลย กัณหะนั้นได้เป็นฤาษีสำคัญแล้ว (ที.สี. ๙/อัมพัฏฐสูตร/๑๕๓-๑๕๔/๘๘-๘๙)
ทรงเปรียบเทียบวรรณะ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ขัตติยกุมารในโลกนี้พึงสำเร็จการอยู่ร่วมกับนางพราหมณกัญญา เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกันของคนทั้งสองนั้น พึงเกิดบุตรขึ้น บุตรผู้เกิดแต่นางพราหมณกัญญากับขัตติยกุมารนั้น จะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่ ? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่า ควรได้ ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย การเลี้ยงเพื่อการมงคล การเลี้ยงเพื่อยัญพิธีหรือการเลี้ยงเพื่อแขกบ้างหรือไม่? กราบทูลว่า ควรเชิญเขาให้บริโภคได้ ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์จะควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? กราบทูลว่า ว่าควรบอกให้ ตรัสถามว่า เขาควรจะถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? กราบทูลว่า เขาไม่ควรถูกห้ามเลย ตรัสถามว่า เขาควรจะได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ได้บ้างหรือไม่? กราบทูลว่า ข้อนี้ไม่ควรเลย ตรัสถามว่า เพราะเหตุอะไร? กราบทูลว่าเพราะเขาไม่บริสุทธิ์ข้างฝ่ายมารดา ตรัสถามว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณกุมารในโลกนี้พึงสำเร็จการอยู่ร่วมกับนางขัตติยกัญญา เพราะอาศัยการอยู่ร่วมของคนทั้งสองนั้น พึงเกิดบุตรขึ้นบุตรผู้เกิดแต่ขัตติยกัญญากับพราหมณกุมาร จะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? กราบทูลว่า ควรได้ ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์จะควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย การเลี้ยงเพื่อการมงคล การเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? กราบทูลว่า ควรเชิญเขาให้บริโภคได้ ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? กราบทูลว่า ควรบอกให้ ตรัสถามว่า เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? กราบทูลว่า เขาไม่ควรถูกห้ามเลย ตรัสถามว่า เขาควรจะได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ได้บ้างหรือไม่? กราบทูลว่า ว่าข้อนี้ไม่ควรเลย ตรัสถามว่า เพราะเหตุอะไร? กราบทูลว่า เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ฝ่ายบิดา ตรัสถามว่า เมื่อเทียบหญิงกับหญิงก็ดี เมื่อเทียบชายกับชายก็ดี กษัตริย์พวกเดียวประเสริฐ พวกพราหมณ์เลว เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณ์ทั้งหลายในโลกนี้พึงโกนศีรษะพราหมณ์คนหนึ่ง มอมด้วยเถ้า เนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง เขาจะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? กราบทูลว่าไม่ควรได้เลย ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย การเลี้ยงเพื่อการมงคล การเลี้ยงเพื่อยัญพิธีหรือการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? กราบทูลว่า ไม่ควรเชิญเขาให้บริโภคเลย ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? กราบทูลว่าไม่ควรบอกให้เลย ตรัสถามว่า เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? กราบทูลว่าเขาควรถูกห้ามทีเดียว ตรัสถามว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กษัตริย์ทั้งหลาย ในโลกนี้พึงปลงเกศากษัตริย์องค์หนึ่ง มอมด้วยเถ้า แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง เขาจะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? กราบทูลว่า ควรได้ ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย การเลี้ยงเพื่อการมงคล การเลี้ยงเพื่อยัญพิธีหรือการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? กราบทูลว่าควรเชิญให้เขาบริโภคได้ ตรัสถามว่า พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? กราบทูลว่า ควรบอกให้ ตรัสถามว่า เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? กราบทูลว่า เขาไม่ควรถูกห้ามเลย ตรัสว่า กษัตริย์ย่อมถึงความเป็นผู้เลวอย่างยิ่ง เพราะเหตุที่ถูกกษัตริย์ด้วยกันปลงพระเกศา มอมด้วยเถ้า แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้นหรือจากเมือง เมื่อกษัตริย์ถึงความเป็นคนเลวอย่างยิ่งเช่นนี้ พวกกษัตริย์ก็ยังประเสริฐ พวกพราหมณ์เลว (ที.สี. ๙/อัมพัฏฐสูตร/๑๕๕-๑๕๘/๘๙-๙๑)
คาถาสินังกุมารพรหม สมจริงดังคาถาที่สนังกุมารพรหมได้ภาษิตไว้ว่า "กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์" พระผู้มีพระภาคตรัสว่า คาถาที่สนังกุมารพรหมขับถูกไม่ผิด ภาษิตไว้ถูก ไม่ผิด ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราเห็นด้วย ถึงเราก็กล่าวเช่นนี้ว่า "กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์" (ที.สี. ๙/อัมพัฏฐสูตร/๑๕๙-๑๖๑/๙๑-๙๒)
วิชชาจรณสัมปทา อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า จรณะเป็นไฉน วิชชาเป็นไฉน? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม เขาไม่พูดอ้างชาติอ้างโคตรหรืออ้างมานะว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา อาวาหมงคล วิวาหมงคล หรืออาวาหวิวาหมงคล มีในที่ใด ในที่นั้นเขาจึงจะพูดอ้างชาติบ้างอ้างโคตรบ้าง หรืออ้างมานะบ้างว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา ชนเหล่าใดยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม การทำให้แจ้งซึ่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมย่อมมีได้เพราะละการเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ และความเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล พ่อครูว่า...วิชชาจรณะคือประชาธิปไตยที่แท้ อัมพัฏฐมาณพทูลถามซ้ำว่า จรณะเป็นไฉน วิชชาเป็นไฉนเล่า? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบย้ำว่า พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมาเขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีลคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ (ที.สี. ๙/อัมพัฏฐสูตร/๑๖๒-๑๖๓/๙๒-๙๓) พ่อครูว่า...นักบวชในอโศกต้องมีโภคขันธาปหายะ ทิ้งทรัพย์ศฤงคารมาโดยไม่อนุโลมเลย ส่วนญาติปริวัตตังปหายะนั้นก็ให้ทิ้งมาเช่นกัน แต่ก็มีอนุโลมอยู่บ้างตามหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า อาตมาภูมิใจว่าสมณะอโศกละทิ้งทรัพย์ศฤงคารมาแล้ว แต่ก็มีบางผู้บางคนก็เก็บสะสมวัตถุบ้าง แต่ไม่ใช่วัตถุใหญ่โตอะไรนักหนา ก็ให้ไปเอาไว้ที่สขจ.ดีกว่า ระวังงูเห่ากัดตายนะ อาตมาสามารถทำได้แม้แต่สิกขมาตุให้มาบวชถือศีล ๑๐ ก็พยายามสละทรัพย์สินศฤงคาร ก็ทำได้อย่างน่าภูมิใจ ก็อยู่กันตายเผาไปหลายรูปแล้วก็ทำได้ ทางโน้นเขาอ้างว่าทำได้อย่างไรไม่ใช้เงินใช้ทอง ออกจากกุฏิก็ต้องใช้เงินแล้ว แต่พวกเราทำได้ เดินเอาอย่างเดียว ใครนิมนต์ให้ขึ้นรถไม่ขึ้น จนมีคราวหนึ่งตำรวจจับไปที่โรงพักเอาใส่รถไป สอบสวนมาก็พบว่าท่านไม่ผิด ท่านก็บอกว่าให้เอาท่านไปไว้ที่เดิมตอนจับมา อาตมาตั้งชื่อว่า สมณะหม่อน มุทุกันโต คำพูดใดที่ไม่เป็นไปเพื่อการละหน่ายคลาย คำพูดนั้นคือเดรัจฉานกถา คำพูดที่ควรพูดคือ กถาวัตถุ ๑๐ ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไรไม่ทำการงานมีแต่นั่งสมาธิหลับตาปฏิบัติธรรม อย่างนั้นไม่ใช่แต่ของพุทธทำงานอย่างไม่มีมิจฉาอาชีวะ ๕ ปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์จนไม่มอบตนในทางที่ผิด มาอยู่กับหมู่มิตรดีสหายดี ที่นี่ ถ้าไปอยู่กับทางโน้นก็จะไม่ง่ายในการบริสุทธิ์ในศีล ๑๐ เป็นไปได้ยากมากเลย ควรมาอยู่กับหมู่ที่ควรอยู่ ทำจนพ้นมิจฉาชีพข้อที่ ๕ อาตมาภูมิใจที่พวกคุณทำกันได้แล้ว แม้จะมีจิตที่เหลืออยู่ก็พากเพียรไปทำให้หมดไป
590202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อัมพัฏฐสูตร ตอน ๒