สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาสวักขยญาณ รู้ว่าสิ้นอาสวะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาสวักขยญาณ รู้ว่าสิ้นอาสวะ อาสวักขยญาณ [๑๓๘] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ คำว่าโน้มน้อมคือ อธิมุตโต อธิโมกโข คือจิตมีกระแสเจริญไปสู่ที่สูงไปหานิพพาน ระลึกตรวจสอบจะค่อยเห็นค่อยเข้าใจจุตูปปาตะ จิตเจริญสูงขึ้น แล้วจะโน้มน้อมเข้าไป ความเป็นจิตนี้เจริญ มีทิศทางสัมโพธิปรายนะ จนถึงจุดสุดท้ายคือ อาสวักขยญาณ ตรวจสอบมาเรื่อยๆว่าอันนี้ทำได้ดับไปได้เรื่อยๆ ก็ เจริญขึ้นๆ โน้มไปสู่จุดสูงสุด คือถึงขั้นจิตเหลืออาสวะ คือหน่วยสุดท้ายของกิเลสตัวบางเบาตัวสุดท้ายตัวปลาย เพื่อจะเกิดความรู้ว่าอาสวะนี้สิ้นแล้ว อาสวะขยะคืออาสวะจะหมดแล้ว จิตเจริญสู่ทิศทางนี้ ย่อมรู้ชัดตามจริง ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี คุณจ ะชื่ออะไร โคตรอะไรก็โคตรกิเลส ชื่อกิเลสก็ชื่อ ราคะ โทสะ โมหะ แล้วโคตรกิเลสไง ระลึกในบุพเพนิวาสานุสติญาณ ว่ามีชื่ออย่างนั้น โคตรเช่นนั้น ผิวพรรณอย่างนั้น ผิวพรรณของราคะโทสะเป็นอย่างไร หรือชั้นวรรณะ วรรณะคือชั้นเชิงลีลามันอยู่ในระดับไหน เช่น เราเป็นราคะชั้นเอก โทสะชั้นเอก มีฤทธิ์มาก มีอาหารอย่างไร อาหารมีอาหาร ๔ ในคำข้าวนี้ก็มีกิเลสประกอบ แต่นี่อาหารสดๆ เป็นอาหารราคะ อาหารโทสะ อาหารอย่า

อ่านต่อ

งไร ของคาวของหวานเป็นอย่างไร คนเขาพูดภาษาธรรมะแต่จีบกันในภาษาธรรมะก็มี แต่อาตมาพูดนี้ภาษาโลกๆแต่เป็นธรรมะ สื่ออะไรต้องมีสัจจะที่เป็นธรรมะ ผู้มีทิพยโสตก็อ่านเสียงทิพย์ที่ปนมาได้ เรานี่ซ่อนเชิงไว้อย่างไรก็รู้ได้ เราอยากได้เสพสุขเท็จ แท้จริงมีแต่ทุกขสมุทัย สุขก็โลกีย์ ทุกข์ก็โลกีย์ เราดับเหตุได้ก็หมดสุขหมดทุกข์ มีอายุเพียงเท่านั้นก็หลงเป็นเทวดาเก๊ นรกกับสรรค์มันคู่กัน คุณได้เสพสุข แล้วก็เป็นสวรรค์ แล้วก็อยากใหม่ ในอันเก่าที่คุณติดยึดไม่คลาย นั้นคืออายุ คุณติดในสวรรค์นั้น ติดอันนี้แล้วต้องมาสัมผัสใหม่ได้ใหม่ ได้แล้วก็พักยก มาเสพสัมผัสใหม่ วนเวียนเช่นนี้นานเท่าใดก็คืออายุ กำหนดอายุเท่านั้น กำหนดให้สั้นลงๆ จนหมดอายุ กลายเป็นคน นิยตายุโก เป็นคน อมโม อรปิคโห นิยตายุโก เป็นคนหมดตัวตน ไม่มีตัวตน อมโม เป็นคนอปริคโห หมดติดยึดแล้ว เป็นคนมีอายุที่เที่ยง นิยตายุโก ความเที่ยงมีอยู่ที่ไหนเอ่ย ทุกอย่าง สัพเพธัมมาอนิจจัง แต่มีเที่ยงอยู่ที่อภยกฤติ อันนั้นพิเศษเที่ยงแท้ อยู่ที่นิพพาน คือนิยตายุโก นิยตะคืออายุที่เที่ยงแล้ว แต่นี่เดี๋ยวก็เกิดก็ดับ ก็พักยกวนเวียน นึกว่าชาตินี้หมดแล้ว แต่เกิดอีกไม่หยุดอีก เหมือนผู้นึกว่าตนเป็นอรหันต์แล้วแต่ไม่ได้จริง พอตายไปเกิดมาก็อย่างเก่าเพราะไม่สัมมานิโรธแท้ อันนี้จบ นิยตายุโก มีอายุ ๐ แน่นอน อาตมากล้าพูดว่าไม่มีใครหยิบมาอธิบายหรอกในเรื่อง มนุษย์ชมพูทวีป อุตรกุรุทวีป ดาวดึงส์เหล่านี้ อาตมาเอามาขยายความให้ฟังแล้ว ดาวดึงส์ท่านไม่เรียกมนุษย์แต่เรียกเทวดา ไปติดสุขทิพย์วรรณะทิพย์เป็นสุขเก๊ อยากให้สุขนานๆ เป็นอายุยาวยืน เราจะรู้จักในแง่ของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รู้นิโรธอย่างสัจฉิกรณะ สัจฉิกตา จนชัดเจนในนิโรธ แจ้งด้วยญาณตน สัจฉิกตา สำเร็จหลุดพ้นไปได้ มาถึงอาสวะตัวปลาย อย่างนี้อาสวสมุทัย อย่างนี้อาสวนิโรธ มันดับได้อย่างนี้ ปฏิบัติไปจะมีอัตถิ เกิดผลในการปฏิบัติ อย่างที่ท่านตรัสในพระไตรปิฎก ล. ๑๖ ข.(๔๓) [๔๓] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑ ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี (โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) มีสำนักที่หลอกชาวบ้านชาวเมือง สอนให้ทานอย่างมีจิตขี้โลภเพิ่มขึ้น ไม่รู้จักโลภะคืออะไร มีแต่กดข่มเรื่องโทสะ แต่ไม่รู้โลภะ สอนจนจิตมีแต่กิเลสโลภ แล้วฝากไว้กับอนาคต ถูกหลอก ไม่รู้จักอดีตอนาคต แล้วนึกว่าจะได้สวรรค์นิพพาน เอานิพพานไปแปะใส่สวรรค์ภพชาติอีก เลอะเทอะปนเปไปหมด กว่าจะได้ญาณสุดท้ายว่าอาสวะสิ้น ต้องแน่ชัดในอวิชชาข้อที่ ๗ คืออดีตกับอนาคต อดีตที่สะสม ๐ ในเวทนา ๑๐๘ มี ๓๖ อดีต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ อนาคต ดับทุกปัจจุบัน จนตั้งมั่นแข็งแรงอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จะมาอย่างทีเผลอหรือตอนไหนก็แล้วแต่ แบบไหนก็แล้วแต่ ทุกลีลาก็ ๐ คือทำทุกปัจจุบันสั่งสมเป็นอดีตที่ ๐ จนพยากรณ์ได้ว่าอนาคตก็ ๐ แน่ อนาคตไม่เคยมี อนาคตมาไม่ถึงทุกที แต่คุณต้องรู้ว่าอนาคตคุณต้อง ๐ ทุกที โดยปฏิบัติให้กิเลส ๐ ทุก เวทนาใน ๓๖ อดีต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖ อนาคต จิตหลุดพ้นแล้ว อวิชชาสิ้นแล้ว ก็เพราะว่ารู้ว่า จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ ไล่มาตามลำดับ อาสวะของกาม อาสวะของภพ (รูปภพ อรูปภพ) แล้วก็ละเอียดถึงอรูปภพ อาสวะสุดท้ายอยู่ที่อรูปภพ ตรวจด้วยอรูปฌาน ๔ เมื่อได้ฌานข้อ ๔ ก็ฐานอุเบกขาว่างกลางเฉยแล้ว ก็เป็นลักษณะปุงลิงค์ เอกัคคตา แล้วก็ทำซ้ำทำทวน เพื่อจะได้เกิดความว่างยิ่งขึ้น เรียกว่าอากาสานัญจายตนะ ก็ตรวจอ่านความว่างจากอุเบกขา สะอาดว่างจากกิเลส เหมือนคุณขัดเพชรไป ยิ่งขัดยิ่งใส ทำให้มากทำให้บ่อย อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง คนจะจบได้ต้องพิสูจน์ กตญาณ กิจญาณ สอุตรังจิตตังกว่าจะครบอนุตตรังจิตตัง ก็ทำซ้ำไป จนกามาสวะหมดแล้ว ภวาสวะในรูปภพหมดไป ก็ทำในอรูปภพต่อ อากาสาฯเป็นสิ่งอาศัย แล้วมีธาตุรู้คือวิญญานัญจายตนะ ก็จะสะอาดขึ้นเรื่อยๆ ก็ตรวจอากิญจัญญายตนะว่ารูปก็หมด อรูปก็หมดไปเรื่อยๆ จนไม่มีสิ่งที่เป็นเศษเลย อากิญจัญคือคล้ายกับอากาสาฯคือให้หมด แต่เนวสัญญาคือต้องกำหนดรู้ว่ามีธุลีละอองอะไรต้องรู้ให้หมดครบ จนรู้หมด ไม่มีไม่รู้ ไม่รู้ไม่มี จึงเรียกว่าพ้นอวิชชา สิ้นอาสวะสิ้นตัวสุดท้าย พ้นความไม่รู้ตัวสุดท้าย กำหนดรู้เคล้าเคลียเวทนา เห็นเวทนาหมด ตั้งแต่เวทนาโลกีย์กับโลกุตระ ๑๘ ก็รู้ ทั้ง ๓๖ นี้ ทำทุกปัจจุบันให้ ๐ ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่ ๐ อนาคตก็๐ จนไม่มีไม่รู้ ไม่รู้ไม่มี ของพระพุทธเจ้านี้ ไม่มีไม่รู้ ไม่รู้ไม่มี พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ มีอายตนะให้อ่านตรวจรู้ มีรูปนามรองรับ รู้จบด้วยธรรมะสองว่ามันไม่มีโลกีย์แล้ว มันเห็นโทนโท่ว่าอาสวะไม่มี มันก็จะเป็นสองในหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) จะเห็นว่าเวทนาโลกีย์ไม่เหลือแล้ว สัญญาก็จำได้ โดยส่วนสอง สัมผัสเมื่อไหร่คุณก็มีของจริงอยู่ ไม่ใช่แบบพวกเซน ซาโตริ มีแต่ตรรกะ น่าสงสารมหายานที่เพ้อไปถึงเซน ขออภัยท่านพุทธทาสก็ไปหลงเซน ซึ่งมันค่อยๆแยกออกไปจากสัจจะพระพุทธเจ้า มหายานไม่เหลือเลย หนักเข้ามีกิจการเป็นพระแต่มีลูกเมียสืบทอดกิจการ รวยจนถ้าถอนเงินในธนาคารออก ธนาคารนั้นล้มเลย เขาสืบทอดเป็นตระกูลเลย ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำ เขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่าสระน้ำนี้ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้างฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น ดังนี้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้ อาสวะ นี้อาสวสมุทัยนี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ ดูกรมหาบพิตร ก็สามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้ออื่น ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อนี้ ย่อมไม่มี ไม่มีผลสามัญผลที่จะบรรลุที่สูงกว่านี้แล้ว นี่คือข้อที่สูงสุดแล้ว ไม่ต้องปฏิบัติอีก ทำเสร็จแล้วกิจอื่นที่จะทำให้กิเลสลดไม่มีแล้ว มีแต่อนุโลมปฏิโลมช่วยคนอื่นไ ป

590129_พุทธศาสนาตามภูมิ อาสวักขยญาณในสามัญผลสูตร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน