สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ผ่าอุปกิเลส 16.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ผ่าอุปกิเลส 16 อาตมานำเอาทฤษฎีของพุทธเจ้ามาทำให้เกิดเป็นสังคมแบบนี้เศรษฐกิจแบบนี้ เป็นหน้าที่ที่ได้ทำสำเร็จ ที่ได้ช่วยสังคมประเทศไทย ช่วยให้คนได้เกิดแบบนี้ได้จำนวนหนึ่ง ชีวิตนี้ไม่เสียหลายประสบความสำเร็จ ไม่มีใครจ้าง ทำเอง แล้วก็พวกเราเข้าใจ มาเป็นคนที่นี่อย่างนี้ ซึ่งคนที่อื่นๆ เขาไม่เข้าใจว่ามาอย่างนี้มันดีอย่างไร เขาไม่เข้าใจ มันสูงเกินเกณฑ์ที่เขาจะเข้าใจได้ สังคมแบบนี้ มันเป็นโลกุตระ มันเป็นสังคมอีกโลกหนึ่ง ไม่ใช่โลกที่แย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่เป็นโลกที่ไม่แย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เป็นโลกที่สร้างลาภยศสรรเสริญโลกียสุขออก มาเผื่อแผ่เกื้อกูลกัน แล้วอาศัยใช้กินกัน เหลือก็เผื่อแผ่ไปข้างนอก เป็นอย่างนั้นอย่างแท้จริง เป็นความสำเร็จของกิจมนุษย์ ใครอยากจะมาเป็นพลเมือง มาเป็นสมาชิกชาวอโศกก็มา การทดลองมาอยู่ก็อยู่อย่างนี้ไป หลายครอบครัว หอบครอบครัวมาอยู่ จนกระทั่งพ่อแม่มาแก่ตายก็ทิ้งไว้ตรงนี้ มีลูกมีหลานเกิดมาอยู่ในนี้ เด็กเล็กๆวิ่งเล่นอยู่ในนี้ก็เป็นคนในนี้ เห็นแล้วพวกนี้มีกุศลมีบารมี ได้เกิดในสังคมแวดล้อมแบบนี้ พวกเราไม่ต้องหวาดระแวงว่าลูกจะไปไหนรีบวิ่งเข้าบ้าน ไม่ต้องเลย เย็นๆควรจะกลับบ้านก็เรียก กลับบ้านได้แล้ว ไม่เช่นนั้นเด็กก็กลับเอง อยู่กันอย่างปลอดภัยสงบ มีที่เล่นที่กินอยู่ในห้องสมุด อยู่ในห้องสมุดเล่น อ่านหนังสือ น่าเอ็นดู และปลอดภัย เป็นสิ่งที่สบายใจ ถ้าสังคมประเทศไทยมีแบบนี้ๆ ได้อาตมาว่าเยี่ยมยอดเลย อาตมาขอพูดใหญ่ๆหน่อย นักบริหารต่างๆ น่าจะไม่ไปแคร์คำประกาศของเถรสมาคม เพราะอโศกนี่ไม่ใช่สังคมน่ารังเกียจ พฤติกรรมทฤษฎีก็ไม่ใช่เรื่องนอกรีตพระพุทธเจ้า แต่นี่แหละคือตัวเนื้อแท้ของพระพุทธเจ้า รู้เองได้บ้างไหม ผู้บริหาร เพราะถูกม
อ่านต่อ
หาเถรสมาคมครอบงำความคิด จนเชื่อว่าเป็นพวกนอกรีต แต่นี่แหละคือตัวเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ ขออภัยที่พูดใหญ่อวดดี ต้องขออภัยไป เพราะเบ่งยกตนข่มท่าน ไปดูถูกผู้อื่น ยกตัวเองขึ้นสูง เป็นสัจจะที่เลี่ยงไม่ได้ จะต้องพูดตรงความเป็นจริง เป็นความจริงใจเป็นความเข้าใจเห็นจริง และจิตจะเบ่งข่มในอุปกิเลส16 นั้นไม่มีจริงๆ ไม่มีแม้ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นรายละเอียดของกิเลสที่เป็นคนประมาทอวดดี อาตมาไม่มี ตั้งแต่ 1. อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) 2. พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) 3. โกธะ (โกรธ) ใครจะมาทำร้ายเรา เราก็ดีกับเขาทั้งนั้นเราไม่เคยคิดร้ายกับเขาเลย เราไม่โกรธไม่ผูกโกรธ ไม่จำไว้เลย ใครจะมาอะไรทำร้ายก็ไม่จำ ไม่ไปลบหลู่ใคร ไม่ยกตนเทียบเท่า ไม่ริสยา ไม่ใช่อิจฉา คนไทยพูดไม่ถูกแต่คนอีสานพูดถูกว่าอิสสา 4. อุปนาหะ (ผูกโกรธ) 5. มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 6. ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) 7. อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) 8. มัจฉริยะ (ตระหนี่) ตรวจสอบจิตใจของแต่ละคนว่ามันตระหนี่ถี่เหนียวหวงแหนมากไป อย่างนี้ไม่ไหว เราไม่มีแม้อิสสาริษยา ตระหนี่ถี่เหนียว 9. มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) อยากได้ แต่ทำทีไม่อยากได้ จ้องจะเอาของคน แต่ก็บอกว่าไม่อยากได้นะ โกรธแต่ก็บอกว่าฉันไม่ได้โกรธคุณ แต่ก็ไม่ควรแสดงออกที่น่าเกลียดไป 10. สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) ท่าทีลีลาอาตมาเหมือนสาเฐย เหมือนชอบโชว์ เป็นผู้รู้อยู่คนเดียว คนหมั่นไส้ได้ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะความจริงมันก็เป็นอย่างนี้ อาตมา ดันเป็นผู้รู้ก็เลยแสดงความรู้ก็เลยเป็นอย่างนี้ ตถตา มันเป็นอย่างนั้นเองของมันมันก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรเลี่ยงไม่ออก 11. ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) อาตมามีความหมาย 2 คำ ว่าดึงดันดื้อด้านหรือ ยืนยันสัจจะความจริง อาตมาไม่ได้ดึงดันดื้อด้าน แต่อาตมายืนยันสัจธรรมความจริง อาตมาไม่ได้เป็นคนถัมภะ ดึงดันดื้อด้าน เป็นคนที่เข้าใจว่าทำงานเพื่ออะไร ก็ยัดเยียดอยู่นี่ ดึงดันดันทุรัง เขาไม่เอาเอง อย่างไรก็ไม่เอา ก็ไม่เป็นไรคุณไม่เอาก็ไม่เป็นไร 12. สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) ไม่ได้แข่งดีแข่งเด่นกันใคร มันไม่ดีก็แสดงความดี แล้วยกอ้างว่าอันนี้ถูกหรือไม่ถูก อวดเบ่งอยากเห็นอยากโชว์ มีความรู้มากกว่าเขาฟังแล้วเหมือนใกล้เคียง เลี่ยงไม่ออก 13. มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) แล้วก็ไม่ยอมปล่อยวางยุติ ถือดี และก็ว่ายึดอีก แต่อาตมาไม่ได้มีจิตใจยึดมั่นถือมั่น ใครว่าไม่ได้ แต่อาตมาเขาก็ว่าอยู่ อาตมาก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรเขา ไม่ได้ถือสาเขาเข้าใจไม่ได้ก็ว่าผิดๆ ใครว่าอาตมาผิดก็กรรมของเขาเอง ใครท้วงอาตมาผิด ถ้าเป็นความไม่ถูกต้องของเขา เป็นกรรมวิบากบาปอกุศลเขา อาตมาเข้าใจสัจจะด้วยกรรมวิบาก 14. อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) นอกจากถือดีแล้วหมิ่นคนอื่นต่อ 15. มทะ (มัวเมา) เลอะเทอะเลย มัวเมา อาตมาไม่มี 16. ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) อันนี้ก็ไม่มี ระมัดระวังอยู่ (พตปฎ.เล่ม 12 ข้อ 93) 601204_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตลาดประชารัฐแบบคนจนตลาดแห่งการให้