สื่อธรรมะพ่อครู(อุเบกขา) ตอน อุเบกขากับการบรรลุธรรม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข23 มกราคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อุเบกขา) ตอน อุเบกขากับการบรรลุธรรม _รักบุญ...มีความสงสัยไม่ชัดเจนในคำว่า “บรรลุธรรม” ยกตัวอย่างเช่น พระอริยะทั้งหลายในชาดก ฟังธรรม 4 ประโยคก็บรรลุธรรม บางองค์บรรลุธรรมขณะเอนกายลงนอน แม้แต่พ่อท่านเองก็บรรลุธรรมขณะเข้าห้องน้ำปัสสาวะ ดิฉันขอยกตัวอย่างสภาวะจิตตัวเอง เรื่องที่ 1 เวลาผ่านร้ายขายเพชรทอง คนก็เลือกซื้อกันอย่างชอบอกชอบใจ ก็หันมาตรวจตัวเองว่าทำไมเรา ไม่นึกจะอยากได้ ไม่เห็นคุณค่า แต่ก่อนก็หลงใหลได้ปลื้ม ชอบใจมาก ตอนนี้เห็นแล้วก็เฉยๆ จริงๆ เรื่องที่ 2 น้ำท่วมบ้านราชฯ เห็นความทุกข์ในการย้ายสิ่งของมากมาย ก็เราเกิดสภาวะลดบ้างก็ดี อันดับแรกลดผมเผ้าลง มันหมดภาระเรื่องยาสระผม เรื่องเสื้อผ้า เรื่องที่ 3 งานเพื่อฟ้าดิน ได้ฟังเพลงวงฆราวาส ได้ยินเสียงร้องเพลงทั้งวัน เมื่อก่อนจะรู้สึกคึกคักอยากจะไปเต้น แต่เที่ยวนี้รู้สึกเฉยๆเหมือนกับการเห็นทอง ในสามตัวอย่าง จะเรียกว่าบรรลุธรรมก็ไม่กล้าพูด พ่อครูว่า...ตามที่พูดมาอธิบายสภาวะจิตของตัวเอง เป็นการพัฒนาจิตเป็นการปฏิบัติธรรมมีมรรคผลของจิต ก้าวหน้าจริง เป็นจริง แล้วมันถาวร ยืนยาวต่อไปเรื่อยๆ หรือเป็นชั่วคราว ขณะที่เรามีสติรู้ตัวสัมผัสสิ่งต่างๆ เราก็มีสติเต็ม รู้ตัว ปรับทันที ตามที่เราเรียนมาก็ปรับได้ ชั่วคราว แต่คราวหลังมันก็กลับไปมีอาการอย่างนั้นอีก มันไม่แน่นอนไม่เหมือนอย่างที่มันเคยเป็นแล้วก็เป็นได้ แต่ถ้าเป็นแล้วเป็นเลยได้ เจออีกทีมันก็ได้อย่างนั้นมันวางเฉยอย่างที่อธิบายเล่ามา นั่นคือมรรคผล ปฏิบัติตามมรรคมาแล้วได้ผลๆ (ตรวจสอบหลายครั้งแล้ว) จุดสำคัญของศาสนาพุทธนั่นคือ ความเฉย อุเบกขา ความวาง ความปล่อย คือจิตมันบริสุทธิ์จากกิเลสกวน จิตมันสะอาดจากกิเลส เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา ปริสุทธา คือ ลักษณะของความสะอาด

อ่านต่อ

บริสุทธิ์ จิตเรากระทบสัมผัส การจะบริสุทธิ์ไม่ใช่หมายความว่าไปนั่งหลับตาแล้วสะอาด อันนั้นเป็นของโลกโลก เดียรถีย์เขาทำกัน มันก็เป็นความบริสุทธิ์แต่เป็นแบบสะกดจิต ไม่ให้มันไปดิ้นไม่ให้ออกไปสัมผัสอะไร มันก็อยู่กลางและเฉย แต่ของพระพุทธเจ้าที่เป็นปกติในขณะสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสสิ่งต่างๆที่เราเคยกิเลสเกิด เกิดอาการชอบ อาการชัง แต่ที่มัน เฉย วาง ว่าง อุเบกขา บริสุทธิ์อยู่ทั้งที่มันสัมผัสอยู่ มันจึงต่างกับไปนั่งหลับตา ของพุทธนั้นสัมผัสอยู่จิตก็บริสุทธิ์สะอาด ตอนนี้ทำได้ เวลาอื่นขณะอื่น กาละอื่น สัมผัสอันนี้อีกแบบนี้อีก มันก็บริสุทธิ์ได้อีก ถ้ายิ่งมีจิตละเอียดอ่านได้ บริสุทธิ์ได้แล้วขึ้นสะอาดขึ้นคงทนมากขึ้นเรียกว่า ก้าวหน้าขึ้น ปริโยทาตา จนความบริสุทธิ์นั้นเชี่ยวชาญ ยิ่งขึ้นๆ เรียกว่า มุทุ มุทุ แปลว่า อ่อน คือจิต จะดัด ปรับได้ง่ายขึ้นธาตุจิตตัวนี้ เราเป็นประธานจัดการจิตของเราได้ง่ายขึ้น เนียนขึ้น ไวขึ้น สูงขึ้น ลึกซึ้งมากขึ้น จากอันเดิมมันก้าวหน้ามากขึ้น มุทุ เป็นตัวสุดท้าย ของมุทุธาตุ ธาตุมุทุ เป็นจิตที่ดีที่สุดในวิการรูป 5 จากมุทุตา ก็เป็น กัมมัญญา เมื่อจิตดีก็ไปทำกรรมอะไรก็ดีมีภูมิปัญญา อัญญธาตุควบคุมกรรมได้ดี การงานการกระทำ จึงเป็นการงานที่ดีและควรได้สัดส่วนที่พอเหมาะพอดี เขาแปล กัมมัญญตา ว่าการงานอันเหมาะควรได้สัดส่วนดีแล้วจิตจะผ่านโลกโลกีย์อย่างไร จิตก็คงความบริสุทธิ์ผุดผ่องประภัสสรอยู่ตลอดกาล นี่คือคุณสมบัติ 5 ของอุเบกขา _ถ้าจะมีใครถามว่าคำว่า บรรลุธรรม ความหมายชัดๆ พ่อครูว่า...ทำจิตให้อุเบกขาให้ได้ มีคุณสมบัติอันนี้ ฐานของศาสนาพุทธอยู่ตรงนี้อรหันต์อยู่ตรงนี้ จิตที่เป็นอุเบกขานี่แหละ แล้วไม่ใช่ไปหลับตาอุเบกขา อุเบกขาแบบนั้นเรียกว่า เคหสิตอุเบกขาเวทนา ยังเป็นโลกีย์ ทำให้กิเลสออกได้ ล้างกิเลสหมด ถึงจะเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา ในมโนปวิจาร 18 ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร กระทบสัมผัสแล้วเกิดความสุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ 3 ประการ ถ้าเป็นโลกีย์ก็เกิด สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ แบบโลกีย์ แต่ถ้ามาโลกุตระแล้ว เอากิเลสออกเป็นเนกขัมมะ กิเลสหมดก็เป็นมโนปวิจารโลกุตระ อาริยะต้องรู้เวทนาในเวทนาแยกสองอันนี้ออกให้ได้ พิจารณาเวทนาในเวทนา แยกได้แล้วทำเนกขัมมะให้ได้เรื่อยๆ จึงเป็นพระอรหันต์ ไปนั่งหลับตาไม่ได้พิจารณาอย่างนี้ก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ต้องทำอย่างที่พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ ไม่อย่างนั้นก็แค่มานั่งหลับตาก็จบแล้ว ความจริงมันไม่ใช่นั่งหลับตา มันไม่ได้ เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ แต่ต้องมาศึกษาอ่านความจริงที่กระทบสัมผัสด้วยนะ ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ถ้าไม่มีผัสสะเวทนาก็ไม่เกิด แยกเวทนาไม่ออก เวทนาอันหนึ่งมีกิเลสอันหนึ่งไม่มีกิเลส ต้องทำกิเลสให้ออกไปจึงเหลือเวทนาที่แท้ เจริญ กระทบอันนี้ตากระทบ สีแดง แดงก็คือสัจจะ กระทบแดงแล้วเกิดผลักดูด ชอบไม่ชอบอันนี้มันคือกิเลส เมื่อกำจัดเวทนาเก๊นี้แล้ว ชอบก็ไม่มี ไม่ชอบก็ไม่มี เฉยกลาง รู้ความจริงตามความเป็นจริงอย่างเดียว _ทองแก้ว...เมื่อกี้นี้ที่พี่รักบุญพูดคือการสะสมหน่วยกิต พ่อครูว่า...ใช่แล้ว ถ้าคุณมีสภาวะทุกอย่างที่พูดมา มันเป็นการก้าวหน้าเป็นการมีมาก่อนก็เป็นการเจริญเป็นพระอริยะจริงๆไม่สูญเปล่า _ทองแก้ว...ดิฉันเป็นคนติดเส้นหมี่มาก สม.กล้าข้ามฝันก็จะบอกว่าคุณไปติดอะไรกับเศษแป้ง ก็ลองเลิก ใจก็คลายลง มันเฉยมาก เมื่อลองกินอีก ความอร่อยที่มันเคยมีมันไม่มีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขนมแปรรูปอื่นๆก็เป็นเช่นเดียวกัน พ่อครูว่า….ประสาทเราไม่ได้เสียก็รู้รสจริงของมัน เรื่องรสก็ตามสัจจะของความเป็นจริงจะเป็นไทยเป็นแขกเป็นฝรั่งก็มีรสเดียวกัน จะมีชื่อเรียกตามภาษาของแต่ละประเทศก็แล้วแต่ว่ากันไป มันคือของจริง ส่วนความชอบหรือไม่ชอบก็อยู่ที่แต่ละคน สภาวะธรรมพวกนี้ปฏิบัติเรียนรู้ทำใจในใจ ให้ออกจริงๆให้ลดและจริงๆแล้วเกิดปัญญาญาณ จนมีพลังปัญญาล้างสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ไป กดข่มไว้ จนเกิดความชินและชำนาญ ไม่เกิดอาการชอบไม่ชอบได้เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า มันเป็นอัตโนมัติ แต่ก่อนพวกคุณก็เป็นคนข้างนอกไม่ได้เข้ามาปฏิบัติธรรม คนมีกิเลสโลภโกรธหลง แล้วคุณจะปล่อยออกไปเรี่ยราดไหม ก็ไม่ คุณก็กดข่มเป็นธรรมดาธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ต้องฝึกหรอก กดข่ม รู้แล้วว่ากดข่มเป็นอย่างนี้ คุณก็ทำเพิ่มขึ้นฝึกเอาไม่ได้ยากอะไร แต่มันต้องมีพลังงานด้วยความจริงด้วยปัญญา มันเป็นตัวแฝง อาคันตุกะมันเป็นตัวกิเลส รู้มันจนมันยอมแพ้มันสลายไป ล้างมันด้วยปัญญา รับประทานอาหารให้ได้ธาตุอาหารอันนี้ เอาอันนี้ไปอย่างที่พระท่านปัจเวกขณ์ ก่อนฉัน ฉันเพื่อเลี้ยงขันธ์630106_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 85

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน