สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน อุปธิวิเวกเป็นไฉน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข23 มกราคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน อุปธิวิเวกเป็นไฉน _คุณหายโง่...กราบขอบพระคุณที่อธิบายอุปาทายรูป 24 โดยพิสดาร ทำให้ดิฉันได้อานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ตามพระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ข้อ 202 ครบพร้อม เกิดแรงบันดาลใจอันยิ่งที่จะปฏิบัติศีล 5 ให้เป็น อธิ เพื่อความเจริญก้าวหน้าทางจิตวิญญาณซึ่งเป็นประโยชน์มหาศาลในการดำเนินชีวิตปัจจุบัน ตั้งในหน่วยครอบครัวชุมชนและสังคมประเทศชาติ อนึ่ง ในเรื่องวิเวก 3 นั้นหากพ่อครูกรุณาอธิบายอุปธิวิเวก ก็จะครบพร้อมในการอธิบายโดยรบกวนเวลาแสดงธรรมหรือช่วงอื่นๆให้น้อยที่สุดกราบขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วย อุปธิวิเวก ไม่ยากจะเข้าใจ แต่ยากที่สุด อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพานเรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก. ก็กายวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร.

คำว่า อุปธิ เฉยๆนี่นะ ท่านก็ว่าไว้ชัด กิเลส ขันธ์ 5 อภิสังขาร คุณจะต้องรู้ 3 อย่างนี้ คืออุปธิ แล้วทำให้มันวิเวก เป็นอุปธิวิเวก คือต้องทำให้เกิดนิพพานตามลำดับเป็นอมตะ ท่านตรัสไว้แค่นี้ อุปธิวิเวกถึงขั้นนิพพาน ถึงขั้นอมตะ นิพพานหรือวิมุติเป็นไวยพจน์ในมูลสูตร 10 มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . .

อ่านต่อ

มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)

อมตะคือผู้อยู่เหนือความเกิดความตายแล้วจะเกิดก็ได้จะตายก็ได้ คือจะไม่ตายก็ได้นิรันดร อย่างพระอวโลกิเตศวร ป่านนี้ยังไม่ตายจะรื้อขนสัตว์จนหมดตัวสุดท้ายปรินิพพานก่อนตัวเองถึงปรินิพพานเป็นปริโยสาน ถือว่าอมตะนิรันดรก็ได้ แล้วบอกว่าจะรื้อขนสัตว์ต่อไป มันเป็นอุดมการณ์อย่างหนึ่งของทางศาสนา ไม่ได้นิรันดรเหมือนเทวนิยมที่จิตวิญญาณนิรันดร แต่ของพุทธสูญได้แต่จะไม่สูญก็ได้นิรันดรก็ได้ แต่เป็นผู้ที่มีนิพพานแล้วเป็นอมตะบุคคลแล้ว คำว่าอมตะ คำว่านิพพานที่อุปธิวิเวก คุณจะต้องศึกษาอุปธิแล้วทำอุปธิให้สูญสมบูรณ์แบบเป็นวิมุติอมตะ เป็นนิพพานให้ได้ กิเลส ขันธ์ 5 อภิสังขาร อภิสังขารคือตัวสำคัญ คนที่เกิดมามีอวิชชาไม่รู้จักสังขาร สังขารมี 3 อย่าง กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร คนไม่รู้จักสังขาร เมื่อศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าก็จะรู้จักสังขาร กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร จิตสังขารก็ชัดเจน สังขารทั้งหลายก็มีวิญญาณมีนามรูปปรุงแต่ง มีวิญญาณ นามรูป จะศึกษาวิญญาณได้ต้องมีนามรูป หากผู้ใดไม่รู้นามรูปก็ศึกษาวิญญาณไม่ได้ มีวิญญาณจึงแยกกาย แยก มโนได้ แล้วต้องมีผัสสะจึงมีอายตนะ หากไม่มีก็ไม่มีสะพานให้ศึกษา รูปนามที่ปรุงกันเป็นสังขาร ในสังขารทั้งหลายคือเวทนา กายสังขารก็มีเวทนา วจีสังขารก็มีเวทนา จิตสังขารก็มีเวทนา เวทนาจึงเป็นฐานเรียนรู้ เป็นฐานปฏิบัติ จึงเรียกเวทนาเป็นกรรมฐาน พระพุทธเจ้าจึงได้เอาเวทนามาเป็นฐานแห่งกรรมหรือเรียกว่ากรรมฐาน ถ้าไม่มีเวทนาแล้วไม่มีฐานะแห่งกรรมที่จะปฏิบัติได้ ก็มีแต่กิเลสเท่านั้นดิ้นรนไป เป็นตัวแส่หา อะไรต่ออะไรไปตลอด ใน พระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตร จากข้อที่ 51 ไปเรื่อยๆ [51] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใด มีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น. [52] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการแม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเป็นความแส่หาเป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน ไม่มีผัสสะไม่รู้เวทนาก็มีแต่ตัณหาแส่หาดิ้นรนไปตลอดกาล [64] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย [65] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ ๔ ประการแม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย [66] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้มิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้น ก็เพราะผัสสะเป็นปัจจัย พ่อครูว่า... ถ้ามีผัสสะก็จะมีเวทนามีรูปนามให้เรียนรู้ ศึกษารูป 28 นาม 5 จะได้ความรู้ไปตามลำดับ จะรู้จักกิเลส รู้จักธรรมะที่จะทำให้เหตุคือกิเลสดับไปตามขั้นตอนของศีล ตั้งแต่ศีลข้อ 1สัมผัสกับสัตว์ ศีลข้อ 2 สัมผัสกับพืช กับของ ศีลข้อ 3 สัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะได้เรียนได้ศึกษาเมื่อมีผัสสะจึงเกิดเวทนา เวทนา จึงเกิดตัณหา 3 เวทนาเกิดแล้วมีปัจจัยให้เกิดคือตัณหา 3 ตัณหามันอยู่ในมโนสัญเจตนา ในนาม 5 มีเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ในนาม 5 หากปฏิบัติธรรมไม่มีผัสสะก็มนสิการไม่ได้ ทำใจในใจไม่ได้ ไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนาไม่มีสัญญา หากมีผัสสะก็มีเวทนาก็ทำใจในใจได้ เวทนาเป็นฐาน สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ แล้วหาตัวมโนสัญเจตนาในเวทนาให้ได้ ก็จะมีมโนสัญเจตนาคือ 1. กามตัณหา 2. ภวตัณหา 3. วิภวตัณหา ตัณหา 3 นี้ เรียนรู้ไปตามลำดับตั้งแต่กามตัณหา เป็นต้น แต่เมื่อเรียนผิดไปนั่งหลับตาปฏิบัติแล้ว กามตัณหาไม่ได้เริ่มต้นเลย ไม่หลับตาปฏิบัติแล้ว รีบลัดไปหาจิตสงบ ดับ ออกนอกรีตพระพุทธเจ้าไปเลย ไม่มีการศึกษา 3 ไม่มีจรณะ 15 ไม่มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา ไม่มีชาคริยานุโยคะ ซึ่งผิดไปจากธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าปฏิบัติไม่ผิดก็ต้องมี 3 อันนี้ แต่ถ้าไม่มี 3 อันนี้ คือปฏิบัติผิด ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ต้องมีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิด ต้องมีโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคต้องตื่นไม่ใช่ไปหาที่หลับ ตื่นมีสติทั้งภายนอกและภายใน ไม่เคยให้มีสติแต่ภายในเท่านั้นไม่มี คุณจะมีสติแข็งแรงตั้งแต่ภายนอกไปแล้วก็ล้างกิเลสกามได้ กิเลสของคุณหมด จิตคุณจะแข็งแรงยิ่งขึ้นเป็นสมาธิ แล้วก็เรียนรู้มีทั้งปัญญาทั้งเจโต ศึกษา รูปราคะ อรูปราคะต่อ ลึกซึ้งเป็นมานะ อุทธัจจะ ล้างละเอียด หมดอวิชชา หมดสังโยชน์เบื้องสูงเลย มีลำดับ อันน่าอัศจรรย์ แต่นี่เบื้องต้นก็ทิ้งไปหมดแล้ว ในจิตวิเวก เริ่มต้นปฏิบัติผิด เป็นผู้ไกลจากวิเวก เข้าใจกายวิเวกก็ตื้นๆเอาร่างออกป่า บิณฑบาตแต่เพียงผู้เดียวกินผู้เดียวอยู่แต่เพียงผู้เดียว มิหนำซ้ำก็ไปนั่งหลับตาเข้าไปอีกแล้วหลงเป็น รูปฌาน อรูปฌาน โดยไม่มีภายนอก แต่จิตวิเวกนี้ต้องมีภายนอก พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้มันซับซ้อน ถ้ามีภายนอก หากคุณเอาร่างออกป่า สองนั่งหลับตาปฏิบัติก็ไม่มีภายนอก ก็ไกลแสนไกลจากวิเวก คุณหมดสิทธิ์ที่จะรู้จักกิเลสหมดสิทธิ์ที่จะรู้จักขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อทิ้งรูปไปแล้วไม่มีกายภายนอก ไม่ต้องพูดถึงอภิสังขาร อภิสังขารมี ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เข้าใจบุญว่าเป็นกุศลก็ผิดไปหมดเลย บุญเป็นตัวทำลายบาป อกุศล แล้วมีหน้าที่นี้เท่านั้นแล้วไม่เคยมีอยู่ที่ไหนเลย บุญสะสมไม่ได้ บุญเกิดแต่ในปัจจุบันเท่านั้น ทิฏฐธรรมนิพพาน เกิดในผู้ทำฌานได้ เป็นไฟเผาไฟราคะโทสะโมหะ มันเป็นพลังงานอุณหธาตุ แต่พลังงานฌานเป็นอุตระเหนือกว่าไฟราคะโทสะโมหะ ต้องลืมตาปฏิบัติฌาน ไปหลับตาปฏิบัติไม่มีทางเกิดฌานของศาสนาพุทธ ฌานของพุทธเกิดจากจรณะ 11 กับวิชชา 8 ในจรณะ 11 คือ ศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค (พ่อครูจาม ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูอธิบายวิเวก 3 พ่อครูว่า...หากกายวิเวก ก็ออกป่า จิตวิเวกนั่งหลับตาสมาธิอีก ไม่มีทางจะรู้จัก อุปธิวิเวก ไม่รู้จักอภิสังขาร 3 จะต้องรู้จักคำว่าบุญ ที่เป็นเหมือนกิโยตินตัดคอกิเลส ฌาน มีอาวุธเริ่มต้นฟาดฟันกิเลส เมื่อตัดคอด้วยกิโยตินคือบุญก็กิเลสขาดตายสนิท เป็นบุญคือปุญญาภิสังขาร ต้องรู้จักกิเลสสักกายะอย่างพ้นวิจิกิจฉา มีศีลพรตที่ฆ่ากิเลสตายด้วย คือสังโยชน์ 3 ของพระโสดาบัน ผู้ที่สามารถใช้บุญเป็น หรือทำฌานของพระพุทธเจ้าที่เกิดจากจรณะ 11 และวิชชา 8 ต้องมีปัญญาจึงมีฌาน มีอธิจิตก็เกิดฌาน 4 จะเกิดฌาน 4 ได้ต้องทำจรณะ 11 สังวรศีล ต้องมี สังวรณ์อินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค กับศีลข้อที่ 1 คือเกี่ยวกับสัตว์ เกิด หิริโอตตัปปะ ในสัทธรรม 7 แต่ก่อนเราสัมผัสกับสัตว์ คุณก็ปฏิบัติกับสัตว์ด้วยความทุจริต สัมผัสกับสัตว์ปฏิบัติกับสัตว์ด้วยความไม่มีเมตตา ไม่รู้จักว่าสัตว์ก็คือเพื่อนแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ควรจะต้องหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ไม่ควรจะไปทำร้ายไปฆ่ากันเลย สัตว์ทั้งปวงเขาก็อยู่ของเขาไปตามวิบาก เราไม่มีหน้าที่จะไปทำร้ายสัตว์ใดเลยที่เกี่ยวข้อง เขาก็เกิดมาเป็นชีวะของเขา อาตมาอธิบายถึงขั้นแม้แต่สัตว์เซลล์เดียว เซลล์นี้อาจจะกลายเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต อย่าไปละลาบละล้วงชีวิตเขา มันเกิดมาเป็นสัตว์เป็นจิตนิยามแล้วแม้แต่เสี้ยวเดียวเราก็อย่าไปทำให้เกิดวิบาก ต้องช่วยไม่ใช่ไปทำร้ายเบียดเบียน คุณปฏิบัติศีลข้อนี้ให้ดี แต่ก่อนไม่ได้มีความคิดเช่นนี้ ดีไม่ดีก็จะไปทำให้เกิดการฆ่าเอามันมาเล่น เราก็ละอาย เมื่อก่อนทำไมไม่มีความคิดเช่นนี้ เมื่อมีความคิดเช่นนี้เข้าใจขึ้นมามีอัญญธาตุ มีปัญญา ว่าเราแต่ก่อนไม่เคยปฏิบัติกับสัตว์อย่างนี้เลยก็จะเกิดความ ละอาย หิริ มีสำนึกตัวเอง ไม่ใช่พูดเล่น เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งสิ้น หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ช่วยเหลือกันอะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยอะไรช่วย ไม่ได้ก็ปล่อยไปวางพรหมทัณฑ์ปล่อยไปตามวิบากกรรม สัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่ ยิ่งคนนี่อย่าไปทำร้ายใครเลย ช่วยกันอย่าให้ตกต่ำ ช่วยกันให้เจริญช่วยไม่ได้ก็ปล่อยกันไป ในความหมายของธรรมะพระพุทธเจ้าจึงลึกซึ้ง ผู้ที่สามารถมีหิริโอตตัปปะ เกี่ยวกับสัตว์ คุณก็จะพลิกพฤติกรรมของคนกับสัตว์ทั้งหลาย เห็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยเห็นแมลงตกโถส้วมก็ช่วยขึ้นมา มันจะมีน้ำใจอย่างนั้นจริงๆ เกิดอาการอย่างนั้นจริงๆ ปฏิบัติแล้วจะเกิดจากนั้นจริงๆเลยนี่คือคุณวิเศษของธรรมะพระพุทธเจ้า ปฏิบัติไปก็จะเกิดพหูสูตเป็นผู้รู้ความจริงมากขึ้นมีความจริงมากขึ้นเป็นพหูสูต ก็เลยมีวิริยะสติปัญญา ให้เกิดอิทธิบาท หรือเกิดอินทรีย์พละ 5 มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา ไม่มีคำว่าสมาธิคำเดียว สมาธิคือตัวที่จะเกิดผลจากจรณะ 15 วิชชา 8 นี่คือสมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่มีใครอธิบายสมาธิของพระพุทธเจ้าว่าเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 คือจิตสะสมตกผลึก เป็นจิตสะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา สั่งสมความบริสุทธิ์สะอาดไม่หวั่นไหวต่อโลกทั้งปวง โลกจะหยาบจะหนักจะเป็นนรกลึกและหยาบมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีปัญหา อาวุธของสัตว์นรก อาตมาเกิดมาในชาตินี้มีเยอะที่จะมาทำร้ายอาตมา มาจากกลุ่มศาสนาพุทธนี่แหละ ทุกวันนี้อาวุธนรกทำอะไรอาตมาไม่ได้ อาตมาเป็นคนที่ไม่ใช่ว่า เอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่ม เช้า เที่ยงเย็นแล้วไม่ตายไม่ใช่ อาตมาเป็นคนที่ตายแล้วเพราะรู้จักนามรูปรู้จักวิญญาณ ทำให้เกิดการตายของจิตวิญญาณได้แล้ว ไม่ใช่คนที่ฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มก็ไม่ตายตอนเช้ากลางวันเย็น ไม่ใช่อมตะแบบฆ่าไม่ตายแบบนั้น เป็นสิริมหามายา อมตะโลกุตระกับอมตะโลกียะ นี่คือความละเอียดลึกซึ้งในธรรมะของพระพุทธเจ้า คำว่า วิเวก 3 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน คุหัฏฐกสุตตนิทเทส กายวิเวกไม่ใช่เอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำบิณฑบาตอยู่แต่ผู้เดียว อยู่แต่ผู้เดียวไม่มีภายนอกไม่ใช่ จิตวิเวกก็ไม่ใช่ปฏิบัติโดยไม่มีภายนอก หากเอาตัวเองออกป่า กายวิเวกก็โมฆะแล้ว จิตวิเวกก็โมฆะอีกไปนั่งหลับตาปฏิบัติ อุปธิวิเวกก็โมฆะ ยกกำลังเลย ไกลแสนไกลจากวิเวก อาตมาเกิดมาในชาตินี้อธิบายธรรมะแล้วเปิดเผยตัวตนอย่างหมดจด อธิบายศีลสมาธิปัญญา อธิบายไปแล้วคนรู้เรื่องไหมรับได้ไหม เอาไปปฏิบัติได้ไหม อาตมาว่าได้นะ มีการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ด้วยในหมู่พวกเรา พวกที่เขาบอกว่าเป็นอรหันต์เป็นอรหันต์เก๊ ที่เขาเคารพกันทั่วบ้านทั่วเมืองก็เป็นอรหันต์เก๊ พูดไปเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยากให้สะดุ้ง ว่าคุณเคารพอรหันต์เก๊ก็บรรลัยสิศาสนาพุทธ เอาของเก๊มายกเป็นของจริง ว่านี่ทองคำแท้ แต่คือทองเก๊ อาตมาก็แจกแจงว่าเก๊อย่างไร สมาธิก็ไม่ใช่ ศีลก็ไม่ใช่ปัญญาก็ไปไกลไม่ใช่ทางโลกุตระเลยไม่ใช่ด้วยวิชชา 8

อุปธิวิเวกมี 3 หากคุณไม่สัมมาทิฏฐิที่จะรู้จักกิเลส อุปธิ มี กิเลส ขันธ์ 5 อภิสังขาร หากไม่รู้จักการทำใจให้เกิดอธิ ทำฌาน ตามจรณะ 15 ฌานต้องปฏิบัติจรณะ 11 กับวิชชา 8 จึงเกิดฌาน 1 2 3 4 ฌานศีลนั่งหลับตาไม่มีศีลไม่มีสำรวมอินทรีย์โภชเนมัตตัญญุตาไม่มีชาคริยานุโยคะ เป็นฌานไม่ตื่น เป็นชานหมาก ไม่ใช่ฌานที่เป็นพลังงานไฟหรือพลังงานอุณหธาตุเผากิเลส สรุปอีกทีนั่งหลับตาเลิกได้แล้ว ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ไปนั่งหลับตา สร้างฌานสร้างวิมุติต้องลืมตา (มีคนร้องไห้ เป็นคนไม่สบายทางจิต) สร้างฌานตอนลืมตาตื่นๆ สร้างด้วยการมีผัสสะ พยายามศึกษาให้เข้าใจให้ดีๆ ตั้งใจฟังอาตมามารื้อ รื้อทำลายเรื่องที่ผิดเพี้ยนไปจากของพระพุทธเจ้า เรื่องไปหลับตาปฏิบัติ นี่คือจรณะวิชชาเป็นพุทธคุณของพระพุทธเจ้า ฌานก็ไปนั่งหลับตาแบบเดียรถีย์ ฌานต้องลืมตาปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 จึงเกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติของพระพุทธเจ้า หากปฏิบัติผิดก็วิปลาส คือมีกิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง มีดังนี้ : ก. วิปลาสด้วยอำนาจจิต และเจตสิก 3 ประการ คือ วิปลาสด้วยอำนาจสำคัญผิด เรียกว่า สัญญาวิปลาส วิปลาสด้วยอำนาจคิดผิด เรียกว่า จิตตวิปลาส วิปลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส ข. วิปลาสด้วยยึดเอาวัตถุเป็นที่ตั้ง 4 ประการ คือ วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน วิปลาสในของที่ไม่งาม ว่างาม (เขียนว่า พิปลาส ก็มี) พ่อครูว่า...หากว่าไม่มีการคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ก็ การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ.. การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ

อาตมาเองบอกว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญาเป็นสัตบุรุษ อาตมาพูดอย่างสยังอภิญญาใครกล้าพูดอย่างอาตมาบ้าง สมณะฟ้าไท...สรุปจบ630110_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จรณะ 15 พาให้เกิดสมาธิและอุปธิวิเวก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน