สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สงัดกับปัสสัทธิต่างกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.53 KB
วันที่แก้ไข23 มกราคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สงัดกับปัสสัทธิต่างกันอย่างไร _สงัดต่างจากปัสสัทธิอย่างไรคะ รูปราคะ อรูปราคะ กิเลสระริกระรี้ในจิตเกี่ยวกับภายนอกด้วยอธิบายด้วยค่ะ พ่อครูว่า...สงัด ตรงกับภาษาบาลีว่า วิเวก ปัสสัทธิ จะแปลเป็นภาษาไทยว่า สงบ ภาษาไทย สงัด คือ ห่างพราก จากสิ่งที่มันวุ่นวาย มันกวน กายวิเวกเขาเลยเอากายออกไป จิตวิเวกเขาก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีภายนอก ก็เลยไม่มีทางรู้กิเลสไม่รู้ขันธ์ 5 ทำอภิสังขารปุญญาภิสังขาร รู้กิเลสกำจัดกิเลสก็ไม่ได้ อุปธิวิเวกไม่มีเลย นิพพานไม่มี เพราะงั้นพวกนี้จึงไกลจากวิเวก แม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ไกลจากวิเวก เพราะเอากาย ร่างทั้งร่างออกไปป่า ก็เป็นความหลงผิดเหมือนกับพวก เดียรถีย์สมัยก่อน ศาสนาพุทธไม่ต้องเอาร่างออกจากหมู่บ้าน ไม่ต้อง แต่แปลกายวิเวก ว่าจิตสงัดจากกาม หากพรากออกจากการสัมผัสไม่ได้ปฏิบัติลดกิเลส สงัดจากกาม เอากายตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสสามัญในปกติชีวิตประจำวัน ไปอยู่ในป่าก็มีการปรุงแต่งน้อย ก็ไม่ได้มีการปฏิบัติจริงตามธรรมชาติ ผิดแล้วยังไม่พอไปนั่งหลับตาไม่มีภายนอกอีก จิตวิเวกก็แล้วยิ่งไปกันใหญ่ สงัดจากกามตัวแรกเริ่มต้น เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย คุณก็ยังไม่มีเลย เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรถึงความที่เขาหลงผิดไปไกลแสนไกล ท่านจึงบอกว่าอันนี้คือความข้องอยู่ในถ้ำ ติดอยู่ในอันนี้ พูดอย่างไรก็ไม่กลับกันเลย ในอาหารข้อที่ 4 วิญญาณาหาร ปฏิบัติให้รู้จักรูปนาม แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติให้รู้รูปนามซึ่งเหมือนกับคุณ ที่พระราชาบอกคนเอาฆ่าให้ประหารด้วยหอกร้อยเล่มในตอนเช้ามันก็ยังไม่ตาย ตอนกลางวัน ก็ยังไม่ตาย เอาไปฆ่าอีกตอนเย็นก็ไม่ตายอีก เพราะฉะนั้นคุณจะมาลดกิเลสให้จิตมันสูญ มันดับ มันตาย ดับกิเลส ไม่มีทางเลย คุณไม่รู้จักนามรูป ไม

อ่านต่อ

่รู้จักวิญญาณ เพราะฉะนั้นไม่มีสิทธิ์จะตายแม้จะฆ่าด้วย หอก100 เล่มอีกกี่ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น หรือค่ำๆเอาไปฆ่าอีกละกัน สงัด นี่เริ่มต้น สงัดจากกาม คุณไม่ได้เริ่มต้นไม่มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ของศาสนาพุทธ ปัสสัทธิ แปลว่า สงบ, สงัด ก็คือทำให้เงียบไปห่างไปจากความวุ่นวาย อันนี้เป็นรูปธรรม ความจริงแล้วต้องสงัดจากกาม ต้องให้เพลาลงจากกาม จนกระทั่งถ้าเรียนรู้ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิก็จะเกิดเป็นปัสสัทธิ จะสงบ ไม่ใช่แค่ สงัด มีนัยต่างกันพอสมควร ถ้ารู้รายละเอียด เราก็เรียนรู้ สงัดจากกามแล้วลดกามลงมา ขั้นหยาบ แล้วมาลดรูปราคะอรูปราคะไปตามลำดับ ก็เข้าหาสงบปัสสัทธิไปตามลำดับ รูปราคะอรูปราคะ กิเลสระริกระรี้ในจิตเกี่ยวกับภายนอกด้วยอธิบายด้วยค่ะ คือศาสนาพุทธนั้นไม่ได้หลับตาเลย คุณกระทบสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย คุณก็ทำสงบจากกิเลสได้แล้ว ก็เหลือภายในเป็นรูปราคะอรูปราคะ เรียกว่าภวตัณหาคุณก็ทำกิเลสที่เหลือ เรียนรู้กิเลสสัมผัส ไม่ได้ว่าปฏิบัติแบบไม่ลืมตากับทุกสัมผัส ลืมตากระทบสัมผัส แต่กิเลสกามมันไม่เกิดแล้ว หยาบอย่างนี้ไม่มี เหลือแต่ภายใน รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ลึกลงไป รูปราคะ อรูปราคะ เป็นพระอนาคามีก็ไม่ได้นั่งหลับตาปฏิบัติ กระทบสัมผัสเกี่ยวกับโลกสามัญนี่แหละ แต่กิเลสพวกนี้ไม่มีแล้วมันเล่นงานท่านไม่ได้แล้ว ก็เรียนรู้ภายในต่อไป ศาสนาพุทธจึงไม่มีโอกาสใดที่ปฏิบัติในตอนหลับตา เพราะว่าถ้าปฏิบัติลืมตาได้ หลับตามันก็ได้ไม่มีปัญหาอะไรหรอก มันยิ่งสบาย พระอรหันต์เมื่อหลับตาก็มืดอย่างเดียว แม้แต่หลับตาแล้วจะมีแสงสีอะไรมันก็ไม่ใช่ภาวะของพระอรหันต์ เป็นอุปาทาน เพราะหลับตาแล้วคือไม่มีแสงเข้าตา แต่คุณยังรู้สึกมีแสงสีสว่างภายใน เป็นอุปาทานทั้งนั้น พวกหลับตาปฏิบัติ หลับตาไปแล้ว จะเกิดแสงสีแดง สีม่วง สีเขียว ขยายเล่นเลย หรือจะเป็นความใส แสงใสที่ใช้อย่างธัมมชโยสอน ก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีจริง 630106_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 85

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน