สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปุญญภาค ปุญญาภิสังขาร ปุญญปาปปริกขีโณ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปุญญภาค ปุญญาภิสังขาร ปุญญปาปปริกขีโณ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธมีแต่จารีตประเพณีเนื้องอก มะเร็งขั้น 4 ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ยกตัวอย่างตื้นๆง่ายๆที่สุด ทุกวันนี้ ทุกคนที่อยู่ในจิตในความรู้สึกในความเข้าใจในปัญญา หรือในภูมิสูงสุดเลยก็ตาม ภูมิธรรมสูงสุดก็ตาม ก็มุ่งมั่นแต่จะเอาบุญได้บุญ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันผิดถนัดเลย ถ้าอาตมาไม่เกิดมาในยุคนี้ คำว่าบุญนี้ผิดทิ้งไปเลยเสียไปเลย คำว่าบุญในศาสนาพุทธ บุญคำนี้ เป็นคำของศาสนาพุทธเป็นโลกุตระเป็นพระพุทธเจ้าบัญญัติ ไม่มีในศาสนาอื่นไม่มีในศาสนาใด ปุญญะหรือบุญสำคัญมาก เท่าที่หลักฐานเหลืออยู่ มีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับคำว่าบุญ 1. ปุญญาภาคิยะ 2. ปุญญาภิสังขาร 3. ปุญญปาปปริกขีโณ และมีอีกประโยคหนึ่งว่า สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง หลักฐานพระบาลี เกี่ยวกับบุญมีประมาณนี้ คำว่าบุญนี้ ถ้าเข้าใจ อาตมามีคำ 3-4 คำนี้ อาตมาเห็นว่า มันจำกัดความ นิยามสภาวะของบุญให้อาตมาได้รู้เลยว่า บุญมีความหมายอย่างไรชัดๆ ไม่มีคำอธิบายไว้ตรงไหนหรอก นอกจากไม่มีแล้วอาตมาพูดนี้แหวกแหกโลกเลย เอาที่ไหนมาพูด อาตมาโมเมขึ้น อะไรอย่างนี้ โมเมไม่ได้ มันเป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุด อาตมามีภูมิมาแต่ปางบรรพ์ ปุญญาภาคิยะหรือปุญญภาค ส่วนบุญ แปลเป็นไทยคือส่วนบุญ ภาค ก็คือส่วน บุญก็คือบุญ มีอีกคำ คือ บุญกิริยาวัตถุ มีสาม แต่ทีนี้ ก็มางอกเป็น 10 ของพระพุทธเจ้าแต่เดิมท่านตรัสไว้มี 3 เท่านั้น แต่เขามางอกเป็น 10 ปุญญภาค หรือปุญญาภาคิยะ ที่คนไทยเรียกว่า ส่วนบุญ บุญเป็นเครื่องมือฆ่ากิเลส ไม่เป็นกองสมบัติไม่เป็นวิมานสวรรค์อะไร มันเป็นวิบัติไม่ใช่สมบัติ ใครจะไปสะสมไว้ไม่ได้ ใครยังต้องมีบุญก็คือคนที่มีกิเลส พระอรหันต์คือคน

อ่านต่อ

ที่มี ปุญญปาปปริกขีโณ คือคนสิ้นบุญสิ้นบาป หมดสิ้นเกลี้ยง หมดบุญ ไม่ใช่คนมีบุญอะไร เพราะฉะนั้นยากที่คนจะเข้าใจเรื่องบุญ บุญ นี่ทำไปทำไป สูงสุดเป็นพระอรหันต์บุญก็หมดเลย บุญไม่ใช่ของสะสม ไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่วิมาน ไม่ใช่อะไรที่มีตัวตน บุญไม่ใช่ตัวตนนั้น แต่ขจัดตัวตนให้หมดสิ้นแล้วจะมีตัวตนอะไร พูดไปพูดมาก็วน กำจัดตัวตนหมดเป็นอรหันต์แล้วดันมีตัวตนอีกแล้วเมื่อไหร่มันจะจบ มันก็พูดไปแต่เข้าใจไม่ได้กัน ส่วนบุญหมายถึงอะไร ในมหาจัตตารีสกสูตรที่ท่านตรัสไว้ ผู้ปฏิบัติธรรมสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็จะปฏิบัติธรรม แต่ปฏิบัติแล้ว บุญยังไม่ครบ เริ่มกำจัดกิเลสได้บ้างเรียกว่าเสขบุคคลเป็นพระอาริยะ กำจัดกิเลสได้เป็นส่วนๆ เรียกว่าส่วนแห่งบุญ การกำจัดกิเลสได้ที่เรียกว่าได้ผลส่วนแห่งบุญคือกิเลสมันหมดไปมันเสียไป มันเสียนั่นแหละคือเราได้ แต่เราไม่ได้อะไรหรอก มันเสียกิเลสไป กิเลสสูญไปกิเลสหมดไปกิเลสดับไป กิเลสออกจากจิตของเราไปจึงเป็นบุญ ไม่ใช่ได้อะไรมา ได้ส่วนบุญ ไม่ใช่ได้อะไรมา มีแต่เสียอะไรออกไปเป็นส่วนหนึ่ง ยังไม่หมด ถ้าหมดก็ไปอนาสวะ เป็นอเสขบุคคลเลย ถ้ายังไม่หมดก็เป็นเสขบุคคล เป็นสาสวะ อย่างนี้เป็นต้น ส่วนคนเอาคำว่าบุญไปใช้ เช่น คำว่าแบ่งส่วนบุญให้คนนั้นคนนี้ มันเป็นเรื่องอุตริ วิตถาร ตลกมากเลย แบ่งส่วนบุญได้อย่างไร กัมมัสกะ กรรมเป็นของๆตน กัมมทายาโท ตนเองต้องรับมรดกกรรมของตนเอง ล้างกิเลสได้ก็เป็นกรรมของตนเอง ล้างกิเลสไม่ได้ก็เป็นกรรมของตัวเอง ไม่ใช่ไปแบ่งให้คนนั้นคนนี้ได้ ไม่ใช่ คำว่า ปุญญภาค ส่วนแห่งบุญ จึงเข้าใจกันไม่ได้ เมื่อไปถึง ปุญญาภิสังขาร คือเป็นหนึ่งในอภิสังขาร 3 ต่อมาคำว่า อปุญญาภิสังขาร แล้วก็ไปเป็น อเนญชาภิสังขาร คือการทำสังขารอย่างเก่ง คนที่สามารถปรุงแต่งพลังงานจิตให้สามารถเกิดบุญได้เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร สร้างพลังงานจิตของเราให้มันมีฤทธิ์ เป็นฌาน เป็นไฟ ฌานนี่แปลว่าไฟ กองเพลิง กองไฟ พลังอุณหธาตุ เป็นพลังงานไฟที่พิเศษ พลังงานอันนี้จะกำจัดไฟราคะ ราคะก็เป็นพลังงานอกุศลจิตที่เป็นกิเลส ท่านก็เรียก ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ผู้ที่สามารถสร้าง ปุญญาภิสังขาร ก็เกิดพลังงาน ฌาน ไฟฌาน มีฤทธิ์ กำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ จึงเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร ทีนี้ความพิเศษก็คือ ปุญญา หรือ ปุญญะ ทำหน้าที่แล้วเสร็จ ในปัจจุบันเท่านั้น ในขณะคนเป็นๆ คนที่สามารถสร้างพลังงานให้ถึงระดับและทำหน้าที่ทำเสร็จ แม้ไม่เสร็จก็ตาม ทำแล้วกำจัดกิเลสไม่หมด หรือกำจัดกิเลสไม่ได้แต่สร้างพลังงานขึ้นมาได้ แต่กิเลสเราเหนียวแน่นไม่ยอมก็ตาม เมื่อเสร็จวาระปัจจุบันนั้นบุญไม่ได้ตั้งอยู่ที่ใด บุญไม่มีในอดีตในอนาคต บุญมีในขณะปัจจุบัน สัมปติ บัดเดี๋ยวนั้นเลย ชั่วขณะนั้นเลย ผ่านปัจจุบันขณะนั้นไปแล้วไม่มีบุญอยู่ที่ไหน บุญไม่เป็นที่ตั้ง ไม่เป็นตัวเป็นตนที่ไหน ไม่มี เพราะฉะนั้นอภิสังขาร 3 ผู้ที่สามารถทำอภิสังขารได้ สามารถปรุงแต่งจนเป็น ปุญญาภิสังขาร กำจัดกิเลสได้ เมื่อกำจัดกิเลสหมดเกลี้ยงแล้วก็ อปุญญาภิสังขาร เป็นสังขารของผู้ที่ไม่ต้องทำบุญแล้ว อปุญแล้ว คนนั้นคือพระอรหันต์ อปุญญะหรืออปุญญาภิสังขาร ตัวนี้จึงไม่ได้แปลว่าบาป ไม่ได้หมายถึง ความตรงกันข้ามกับบุญ เพราะบุญไม่ใช่ของคู่ บุญเป็นเอกภาพ เอกเทศ เอกังเสนะ มันไม่เกี่ยวกับใครตัวเดียวโดดเดี่ยวทำงานเสร็จมันไม่เกี่ยวอะไรกับใคร ทำเสร็จแล้วก็หายไป ทำให้เสร็จก็ตามมีพลังงานในปัจจุบันที่คุณสามารถทำให้เกิดพลังงานนี้ได้ แล้วพลังงานนี้เสร็จจากปัจจุบันของใครก็แล้วแต่ที่ทำพลังงานนี้ขึ้นมา เสร็จแล้วก็จบ พอจบแล้วไม่มีอีก อย่างเช่นพระอรหันต์ฆ่ากิเลสฆ่าอกุศลจิตหมดเกลี้ยงแล้ว พระอรหันต์ไม่สร้างบุญอีก ซึ่งพระอรหันต์ท่านเข้าใจท่านทำได้แล้วก็เป็นของจริง บุญไม่เกิด ณ ที่ใดอีกแล้ว พระอรหันต์แล้วไม่เป็นคนที่มีบุญ ยิ่งบอกกันว่า พระพุทธเจ้ามีบุญบารมีมาก เขาก็พูดอย่างนี้ก็เวรๆ ขนาดพระอรหันต์ที่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 ยังไม่เป็นระดับ 5 6 7 8 9 เลย ก็หมดแล้วตั้งแต่เป็นอรหันต์ นี่เป็นความรู้ความเข้าใจที่ยากจะเข้าใจ เข้าใจความหมายผิดก็เลยไม่เกิดผลของบุญ เพราะไปเข้าใจว่าเครื่องมือฆ่านี้ กลายเป็นเพชรเป็นทองเป็นสิ่งเลอเลิศประเสริฐศรีที่เราต้องมีต้องได้เยอะๆมากๆ กลายเป็นอย่างนั้นไป มันเป็นอาวุธร้ายอาวุธกำจัดกิเลสนะ บุญ อย่าเอามาไว้ใกล้ตัวนะ มันเป็นอาวุธฆ่ากิเลส ถ้าเราไม่มีกิเลสก็อย่าเอามาใกล้ตัว โดยสัจจะคนที่ไม่มีกิเลสก็ไม่มีบุญ อย่าเอาบุญมาให้ ท่านไม่เกี่ยวแล้ว บุญนี่ ทำเสร็จแล้ว ก็อย่าเอามาใกล้กันอีกเลย ห่างกันไปชั่วกัปป์ชั่วกัลป์เลย เมื่อเข้าใจผิด ทำบุญเข้าใจไม่ชัดเจนจึงไปแปล อปุญญาภิสังขารกลายเป็นบาป กลายเป็นคำเสียคำผิด เมื่อไม่เป็นบุญอีกแล้วก็เป็นกลางๆหรือเป็นจิตว่าง เป็นฐานนิพพาน เป็นอุเบกขา เนกขัมสิตอุเบกขา ซึ่งมีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา สั่งสมคุณสมบัติของอุเบกขา นี้ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เป็นการปรุงที่อุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก เป็นฐานนิพพาน เป็นฐานจิตสะอาดบริสุทธิ์ จิตว่างจากกิเลส ยิ่งคุณปรุงอปุญญาภิสังขารก็ปรุงจิตว่าง เป็นอเนญชาภิสังขาร ยิ่งปรุงยิ่ง ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ สัมผัสกับโลกธรรมทั้งปวง จิตก็ยิ่งแข็งแรง ไม่มีหวั่นไหวคลอนแคลน ไม่มีกระดุกกระดิกเลย แข็งแรงมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็น มงคล 38 ข้อที่ 35 จากนั้นถึงเป็น อโสกะ วิรชะ เขมัง อโศกเข้ารอบ 36 คือ 3 นักษัตร

ผู้ที่จะเข้าใจ ปุญญาภิสังขาร จะต้องเข้าใจสภาวะที่ถูกต้องจริงๆ และทำไปจนกระทั่งเข้าใจสภาพของ อภิสังขาร 3 อย่างถูกต้อง ผู้ที่ทำหมดแล้วไม่ต้องทำบุญอีกแล้วไม่ต้องมีบุญอีกแล้ว เพราะบาปนั้นหมดแล้ว จึงเป็นปุญญปาปปริกขีโณ บุญหมดแล้ว โอวาทปาติโมกข์ 3 สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ทุกการกระทำ อกรณัง คือการกระทำที่ไม่เป็นบาป ทุก กรณะ คือการกระทำ การกระทำของพระอรหันต์ก็ไม่มีบาปทั้งปวง สัพพปาปสอกรณัง มีแต่ กุสลสูปสัมปทา กุศลเป็นสมบัติสั่งสมได้ แต่บุญไม่เป็นสมบัติสั่งสมไม่ได้ หมดหน้าที่บุญแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้วเลิก เพราะฉะนั้นจะทำกรรมใดๆ กรณะ การกระทำใดๆจึงไม่มีบาปเลย มีแต่กุศล อกุศลก็ไม่เกิดด้วยจึงใช้คำว่า สัพพปาปส อกรณัง ไม่ว่ากรณะใดๆที่ทำแล้ว กรณะนั้นๆ ก็ไม่เกิดบาปทั้งปวง ทุกกรรมเป็นแต่กุศล กุสลสูปสัมปทา คือเข้าถึง บรรลุ มีแต่กุศล เพราะว่า สจิตตปริโยทปนัง ท่านได้ทำจิตให้หมดบาปหมดอกุศลแล้วสิ้นเกลี้ยงแล้ว นี่คือ ความหมายของพยัญชนะนิดหน่อยที่เอามาขยายเรื่องบุญตามหลักฐาน อาตมาเคยให้ท่านดินไท โค้ด คำว่าบุญเป็นภาษาบาลี แจกวิภัชอีกเยอะ อาตมาเลยมึน เอาเฉพาะที่มั่นใจมาพูด

610502_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีลเป็นประมุขของธรรมทั้งปวง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน