สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน นานาสังวาสแล้วอธิกรณ์กันไม่ได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน นานาสังวาสแล้วอธิกรณ์กันไม่ได้ อาตมาพาพวกเรามาฟื้นธรรมะเอาเนื้อแท้แล้วโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้ามา จนได้ อาตมาขอใช้คำนี้เลย จนได้จนสำเร็จจนเป็นจริง แต่ว่ากระแสหลักเถรสมาคมหรือศาสนาพุทธส่วนใหญ่เลย เขาไม่รองรับเพราะเขารับไม่เป็น พระพุทธศาสนาแก่นแท้เป็นอย่างนี้หรือ เขาก็ต้องว่า พุทธศาสนาต้องเป็นแบบเขานั่นแหละ เต็มไปด้วยจารีตประเพณีเนื้องอก มะเร็งขั้น 4 กันเต็มไปหมดนั่นแหละคือศาสนา ยกตัวอย่างง่ายๆ ทอดผ้าป่า มันเป็นผ้าป่าที่ไหน มันอาบัติกันไปหมด พากันลงนรกกันอยู่นั่นแหละ ผ้าป่า คือผ้าที่เขาทิ้งไว้ไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของ ไม่ได้เกี่ยวกับเงินเลยเดี๋ยวนี้แปลงตัวแปลงสาร คือแปลงสาระ จากของเดิมเขามาเป็นเรื่องการหาเงินทอดผ้าป่า แล้วก็ยังทอดปีหนี่ง มันทอดได้มากกว่ากฐิน สำหรับกฐินนั้นพระพุทธเจ้าให้ทอดได้เพียงปีละครั้งในแต่ละวัด ก็เลยไม่ค่อยเอา กฐินคือเรียกว่าใหญ่ ทอดทีนึง ก็ให้ได้มากๆ แต่สำหรับทอดผ้าป่าได้ปีละหลายครั้ง ก็เพียงแต่การหาเงินเท่านั้น มันไม่เป็นผ้าป่าอะไรเลย ผ้าป่านั้น คือ ผ้านี้ของใครเราก็ต้องไม่รู้เอามาแสดง ทอดผ้าบังสุกุลก็เอาหาผ้างามๆมาบนโลงศพแล้วให้พระไปชัก ยิ่งกว่าลิเกหลงโรง ไม่ใช่ผ้าป่าอะไร ผ้าบังสุกุลคือผ้าที่เขาทิ้งแล้วจึงเอามาใช้ได้ คือมันกลายไป มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่สาระของพระพุทธเจ้า เขาแปลงสาระ เพี้ยนออกนอกลู่นอกทาง นอกเรื่องนอกราวกันไปหมด อาตมาเองบวชมาแล้ว อยู่กับหมู่ใหญ่ไม่ได้ก็เลยประกาศขอแยกเป็นนานาสังวาสตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2518 ขอแยก อาตมาประกาศแยกต่อหน้าภิกษุ 180 รูป ที่ศาลาวัดหนองกระทุ่ม เป็นนานาสังวาสตั้งแต่บัดโน้น ก็อยู่ดีมา เพราะเขาไม่รู้ว่านานาสังวาสคืออะไร อาตมาก็อยู่ของอาตมามาตามประสาตั้งแต่พ. ศ. 2518 วันร้ายคืนร

อ่านต่อ

้ายพ.ศ 2532 คิดอย่างไรมาไม่รู้ ว่า มันจะแยกไปได้อย่างไรให้ดึงมันเข้ามา ทั้งที่เป็นนานาสังวาสแล้วนะ แล้วเขาก็อธิกรณ์ ถ้าเป็นนานาสังวาสแล้วจะอธิกรณ์กันไม่ได้แต่เขาก็เอามารวม มีหลักฐานเช่น อาตมาไปขึ้นรถไฟ ฆราวาสก็ไปตีตั๋วครึ่งราคาเขาก็บอกว่าเป็นพระหรือเปล่า เถรสมาคมได้รับรองมั้ย เขารู้นี่ อโศกมีข่าวคราว เขาก็เลยเขียนหนังสือถามไปทางอธิบดีกรมศาสนา อธิบดีกรมการศาสนาก็มีหนังสือต่อไปถึงผู้อำนวยการรถไฟ บอกว่าอโศกไม่ใช่พระในสังกัดของเถรสมาคม เขาก็พูดตรง มีหลักฐานยืนยันว่าเขาตอบมาอย่างนั้นแล้วลาออกมาแล้วไม่ได้เป็นพระในเถรสมาคม แต่เสร็จแล้วเถรสมาคมเองนั่นแหละ มาดึงเราเข้ากลับไปในหมู่เถรสมาคม แล้วอธิกรณ์อาตมาพิพากษาให้สึกอะไรต่างๆนานาสารพัด อาตมาก็บอกว่าอาตมาไม่สึก เป็นเรื่องเป็นราวจนกระทั่ง อธิบดีกรมการศาสนามาถามอาตมา ขอถามว่า ท่านโพธิรักษ์ตอนนี้สึกแล้วหรือยัง? อาตมาก็ว่า เอ๊ เราจะตอบเขาอย่างไร สึกแล้วหรือยัง อาตมาก็ยังไม่ได้สึก จะบอกว่าไม่ได้สึก ก็อย่างไร ก็เลยตอบเท่ๆว่า ไม่ขอตอบใดๆ อธิบดีกรมการศาสนาก็เลยบอกว่า ถ้าเช่นนั้นถามอีก ตอนนี้ท่านเป็นคฤหัสถ์หรือไม่ อาตมาก็ว่า เอาหนักทีนี้ สึกก็ยังไม่สึกแล้วจะเอาเป็นคฤหัสถ์ อาตมาก็บอกว่าไม่ขอตอบใดใด เขากลับบอกว่าถ้ายังงั้นก็จบกัน คือ พูดอะไรไม่ออก จะตอบอย่างไรดีคนๆนี้ คือ อาตมาว่า เป็นไปตามโลกเขา พยายามเล่นงานอาตมาสารพัด อาตมาก็ไม่ได้หยุดยั้งอะไรก็ทำงานมาตั้งแต่บวชจนถึงบัดนี้ ประกาศนานาสังวาสแล้วคุณจะทำอะไรก็ทำไป เสร็จแล้วคุณก็บอกว่าเอามาทำสังฆกรรมกัน แล้วสังฆกรรมเขาก็เอาทั้งมหานิกายและธรรมยุตมาร่วมกัน ทำปกาสนียกรรมโพธิรักษ์ โดยบอกว่า สวดอัปเปหิ อาตมาออกจากหมู่ เราก็บอกว่า เราออกจากหมู่มานานแล้ว เราไม่ต้องการอยู่ในหมู่ของคุณหรอก คุณทำเท่มาประกาศ แล้วประชาชนพุทธศาสนิกชนต้องฟังมหาเถรสมาคมไม่ฟังอาตมา อาตมาจะถูกต้องจะเป็นอย่างไรเขาก็ไม่รู้เรื่อง ยิ่งหลักธรรมวินัยเขาก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าอยากรู้ก็ไปหาหนังสือ ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส ก็ได้ ที่พูดขึ้นมาเพื่อเห็นว่าชีวิตอาตมา ได้ออกมาทำงาน อาตมาตั้งแต่อายุ 36 ปีก็รู้ตัว อาตมาอยู่ไม่ได้แล้วทางโลกเขา อาตมาปฏิบัติธรรมก็รู้ว่าชีวิตอาตมาไม่ต้องไปทำงานทางโลก ต้องมาทำงานทางนี้เป็นเรื่องของอาตมา หน้าที่ของอาตมาต้องมาทำงานศาสนา ต้องมาทำงานธรรมะของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ทำมาตลอด โดยออกมาแล้ว อาตมาออกไปหาที่จะอยู่ จะไปอยู่วัดไหน วัดไหนๆ อาตมาก็ไม่เห็นว่าเป็นวัดกันเลยสักวัด หาวัดที่ไหนก็ไม่ได้ คุณชวน พี่ชายท่านซาบซึ้งก็วิ่งหาที่ จะซื้อที่สัก 2-3 ไร่ อาตมาไม่ถือเงินแล้ว จะอยู่คนเดียว มันก็ไม่เหมาะใจ มีคนมาบอกว่า วัดอโศการาม มี ก็ลากอาตมาไปตรงนั้น ทำไมต้องมีอโศการาม วัดอโศก บอกว่ามีที่ จะไปปลูกกุฏิบำเพ็ญก็ไม่มีปัญหา มีที่เยอะแยะเลย มีที่ริมทะเลเยอะแยะเลย อาตมาก็ไป ไปก็พบกับเจ้าอาวาสท่านเจ้าคุณราชวรคุณ เป็นอุปัชฌาย์ของอาตมาองค์แรก ทางธรรมยุต อาตมาก็บอกว่า ถ้าผมไปสร้างกุฏิอยู่ที่ตรงนี้ชายทะเล แล้วพระอย่าไปกวนผมได้ไหม ท่านก็หัวเราะว่า คุณอยู่กับคุณให้ได้เถอะมีแต่มากวนพระนั่นแหละ ฆราวาสมากวนพระ ไม่ใช่พระมากวนคุณ พระท่านมาปฏิบัติอยู่สงบ ใครปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเราก็รับทั้งนั้นแหละ อาตมาก็อยู่ ก็ว่าพระอย่ามากวนผมก็แล้วกันผมอยากอยู่สงบๆ ท่านก็หัวเราะด้วยความเวทนาเอ็นดู ท่านก็ว่า ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็เลยทำทางเข้าไปในป่าแสม 50 เมตรไปสร้างกุฏิในนั้น ไม่ใช่ที่ภายนอกอยู่ริมน้ำ เจาะเข้าไปเลย 50 เมตรเข้าไป ตั้งแต่บวชไปอยู่ตรงนั้น ก็มีคนไปติดตามอาตมามาตั้งแต่ก่อนบวช เป็นฆราวาสก็แสดงธรรมแล้ว เมื่อบวชแล้วคนก็ติดตาม บวชใหม่ๆอาตมาเคร่ง สำรวมมากเลย เดินสงบตามหลักธรรมวินัย เปรี๊ยะเลย เห็นปาสาทิโก อาการน่าเลื่อมใส เดี๋ยวนี้อย่างกับลิงกับค่าง เสร็จแล้วคนก็มา อาตมาก็ต้องเดินทางจากวัดอโศการาม อาตมาบวช ที่วัดอโศการาม บวชเป็นพระใหม่ แต่อาตมาได้ขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์เลย ธรรมดาพระอายุพรรษาไม่เกิน 10 พรรษาไม่มีสิทธิ์เทศน์ขึ้นศาลาเปรียญธรรมของวัดอโศการาม แต่อาตมานี่ ท่านเจ้าคุณให้ขึ้นเทศน์ได้ อาตมาก็มาบรรยายธรรมะอยู่ที่วัดหลายวัด วัดนรนาถ วัดอาวุธ วัดธาตุทอง เดินเข้ามาบรรยาย ก็ไม่มีปัญหาอะไรแม้แต่ขึ้นเทศน์ในวัด เป็นพระบวชใหม่ ได้ขึ้นเทศน์ขึ้นธรรมาสน์ได้ เสร็จแล้วอุปัชฌาย์ ที่เป็นเจ้าคุณก็ไม่ว่าอะไร มีแต่ท่านสมเด็จที่วัดพระศรีมหาธาตุสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ มีแต่ท่านปรามมา เป็นคนอุบลด้วยกัน ว่าเวลาไปเทศน์ก็อย่าไปว่าเขานัก ระวังๆหน่อย สมเด็จท่านท้วงติงมา เวลาไปเทศน์จะไปว่าเขามากนักก็เท่านี้แหละ ที่ท่านปรามมา นอกนั้นอาตมาก็เป็นของอาตมามาตั้งแต่โน้น ที่พูดนี้ไม่ใช่ลบหลู่ครูบาอาจารย์แต่พูดความจริง ท่านก็ยอมรับกัน ก็ยังไม่มีเรื่องอะไร พออาตมาไปทำอะไรขึ้นมาอีกหน่อย มีหมู่กลุ่มขึ้นมา ทีนี้แหละ อาตมาบวช 2513 ประกาศนานาสังวาส 2518 เสร็จแล้วพ.ศ. 2532 ก็มาเกิดเรื่อง ดึงอาตมาเข้าไปอย่างเก่าแล้วเล่นอาตมาเสียหนัก จนอาตมาต้องติดคุก รอลงอาญา 2 ปี ต้องไปว่าความกันตั้งหลายปี ถูกฟ้องขึ้นศาล ทั้งที่เขาฟ้องไม่ได้ ฟ้องอธิกรณ์ไม่ได้ ผิดอาบัติ ผู้ที่ฟ้องอาตมาเป็นนานาสังวาสกันแล้วฟ้องกันไม่ได้ ผิดพระวินัย แต่ท่านก็ทั้งคณะใหญ่ก็ผิดวินัย อาตมาเป็นคนถูกด่าถูกว่า อย่างนี้เป็นต้น ก็น่าสังเวชจริงๆ ประเทศไทย อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรยอมแพ้ทุกอย่าง อาตมาไม่ไปดื้อด้านดึงดันอะไร แม้แต่จะให้ขึ้นศาลก็ไป ไม่ได้ต่อต้านอะไร เป็นแต่เพียงอาตมาพูดสัจธรรมว่าท่านผิด ท่านทำไมไม่รู้สึกตัวสักที ท่านเรียกภาษานานาสังวาสว่า ปฏิโกสนา คือพูดค้านแย้งได้ ค้านอย่างจัง ทำไมมันไม่เหมือนกันเลย อาตมาก็บอกว่าทางโน้นผิด ถูกมันเป็นอย่างนี้ ให้มันเป็นอย่างนี้ ที่ผิดก็อย่าไปทำอย่างนั้นก็พูดอยู่อย่างนี้ ไม่ได้ออกนอกพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า พูดไปก็เหมือนกับพูดเอาดีเข้าตัวพูดชั่วให้คนอื่น แต่ก็พูดประวัติขึ้นมาบ้าง เขาว่าพูดถึงเรื่องเก่าๆมันคนแก่นะ อาตมายังนะ

610502_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีลเป็นประมุขของธรรมทั้งปวง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน