สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปฏิบัติศีลให้เกิดอานิสงส์ไปตามลำดับ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข1 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปฏิบัติศีลให้เกิดอานิสงส์ไปตามลำดับ เริ่มจาก“การศึกษาไปตามลำดับ(อนุปุพฺพสิกขา) กระทำไปตามลำดับ(อนุปุพฺพกิริยา) บรรลุไปตามข้อปฎิบัติเป็นลำดับ(อนุปุพฺพปฏิปทา) มิใช่บรรลุอรหัตผลกันแบบลัด ตัดทิ้ง“กายมีแต่ใจ”(ไม่มีต้น-กลาง-ปลาย) ต้องมี“กาย”กับใจ”เสมอทั้งขั้นโสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี สุดท้ายถึงขั้นอรหันต์ มีปฏิเวธ แปลว่าแทงลงไป คือที่จริงคือการเคล้าเคลียอารมณ์ลงไป เหมือนจุนสีที่จะซึมซับทั่วไปทุกอณูเลย ปฏิบัติ“ศีล”ก็ต้องมีต้น-กลาง-ปลาย ที่เจริญอย่าง“หมุนรอบเชิงซ้อน”(คัมภีราวภาโส)ที่เป็นระบบระเบียบลึกซึ้งด้วย“อธิศีลสิกขา-อธิจิตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา” พร้อมกายใจ “อธิจิต”หรือ“สมาธิ” ใจก็ต้องสั่งสมตกผลึกเจริญอย่าง“หมุนรอบเชิงซ้อน”ไปครบ“ใจ”ครบ“กาย” เป็น“สมาธิ-สมาธินทรีย์-สมาธิพละ”เสมอ ไต่ลำดับต้น,กลาง,ปลาย “อธิปัญญา” ก็มี“ความฉลาด”ที่ต้องเจริญชนิดที่“หมุนรอบเชิงซ้อน” ครบ“ใจ” ครบ“กาย” ไปตามลำดับมี“ต้น-กลาง-ปลาย” เป็น“ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาพละ”จริง แม้“วิมุติ”ก็ดี หรือ“วิมุตติญาณทัสสนะ”ก็ดี หากไม่มีต้น-มีกลาง-มีปลายเป็นไปตามลำดับดังสาธยายมานี้ นั่นก็คือ ผู้นั้นปฏิบัติธรรมที่ไม่ใช่แบบพุทธ เพราะไม่เริ่มต้นเป็นลำดับ ตรงจุดแรกของการปฏิบัติแบบพุทธที่สำคัญยิ่งได้ถูกแน่ แม่นแท้จริง ผู้นั้นก็จะเสียเวลามาก จะสับสนวนเวียน จะวกไปวนมา ทำแล้ว ก็จะต้องกลับมาทำอีก กลายเป็นคน“วิตักกจริต”ที่จะต้องใช้เวลาปฏิบัติเสียเวลาสูญเปล่ายาวนานเยิ่นเย้อเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น ทำแล้ว ไม่รู้แล้วรู้เสร็จ ทำได้ผลหรือไม่ได้ผล ก็ไม่มีกรอบขอบเขตกำหนดตาม“สัจจญาณ-กิจจญาณ-กตญาณ” เหมือนพวกเชน ที่มีภาชนะอันเดียว ใส่อะไรทั้งหมด ข้าว ขี้ เยี่ยว หรือมีไม้ปัดอันหนึ่งก็ปัดแล้วปัดอีกให้สะอาดๆ

อ่านต่อ

ๆ หรือเปรียบเทียบเหมือนพวกเอาขี้มาขยำอีกต่อ ไม่ใช่พวกเอาขี้ไปทำปุ๋ยนะ ผู้ปฏิบัติที่ไม่มี“วิธีปฏิบัติ”ที่ถูกต้องอย่างเป็นลำดับของ“ศีล-สมาธิ-ปัญญา-วิมุติ-วิมุติญาณทัสสนะ” อันเป็นของพุทธ นั่นก็คือ ผู้ปฏิบัติที่ไม่เป็น“ไตรสิกขา”เช่น ผู้มี“ความเห็น”(ทิฏฐิ)ว่า การปฏิบัติธรรม คือ“การหลับตาทำสมาธิ” แล้วก็สอนกันว่า หลับตาทำสมาธิไปเถอะ หลับตา นี่แหละ จะเกิด“ศีลบริสุทธิ์”ตามมาเอง!!!..? มีสอนกันแบบนี้จริงๆ คิดดูเถิด! ศีลจะเกิดได้ในหลับตา ..มันจะเกิดได้ยังไง? ในเมื่อ“ศีล”นั้นคือ ข้อกำหนดเป็นข้อๆ เช่น ข้อ 1 อย่าฆ่าสัตว์ ข้อ 2 อย่าลักทรัพย์ของคนอื่น ข้อ 3 อย่าทุจริตละเมิดในกาม เป็นต้น และอีกเยอะแยะมากมาย แต่ไปปฏิบัตินั่ง“หลับตา” ไม่มีกิริยาเคลื่อนไหวภายนอกเลย ซึ่งไม่ได้สัมผัส “สัตว์”ที่มีสัตว์อยู่ภายนอกจริงๆ หรือไม่ได้สัมผัสกับ“ของ”ที่เป็นของที่มีอยู่ภายนอกจริงๆ แล้วจะยืนยันว่าบริสุทธิ์ ได้ไง? จิตใจเราจะ“อยากทำร้ายสัตว์”หรือเปล่า.. ก็ไม่มี“ความจริง”นั้นให้เรารู้จริง ให้เราได้สังวรระวังปฏิบัติอะไร หรือจิตใจเราจะเกิด“อยากได้ของที่ไม่ใช่ของเรา”ขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่มี“ความจริง”นั้นให้เราพิสูจน์เลย ไม่มีอะไรให้เราได้ปฏิบัติสังวรระวังเลย ไม่มีสังวรศีล ไม่มีสำรวมอินทรีย์อะไร “หลับตา”เข้าไป ไม่“สัมผัส”อะไรเลย แล้ว“ตีขลุม”ว่า ไม่ได้ละเมิดศีลข้อใดเลย นี่คือ ..บริสุทธิ์แล้ว อุ๊บอิ๊บมากไป! ไอ้แบบนี้มันได้ปฏิบัติ“ศีล”ข้อไหนกันล่ะ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ฯลฯ ไม่มีเลย!!! มันจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ยังไง..หา? “ศีล”มีแตกต่างออกไปสารพัดอีกมากมาย เรายังหลงติดยึดในอะไรต่างๆนั้นอยู่บ้าง? อย่างน้อยก็ปฏิบัติตาม“จุลศีล” ซึ่งมีแค่ 26 ข้อ ก็ยังจะพอพิสูจน์ยืนยันได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) มหาศีลนี้ไม่ใช่ศีลเฉพาะภิกษุแต่ภิกษุก็ควรรู้ก่อนเลย มหาศีลเป็นเรื่องหยาบ เป็นโอฬาริกนรก อเวจี ยกตัวอย่าง หวย ประเทศไทยเลิกไม่ได้ ยังมีหวยรัฐบาล หากไม่มีหวยรัฐบาล ประชาชนมีหวยไม่ได้หรอก แต่นี่เหมือนแม่ปูกับลูกปู ไม่ให้ประชาชนเล่นการพนัน แต่ทำไมรัฐบาลเล่นการพนันกองใหญ่ เดือนหนึ่งๆดูดของประชาชนไปเป็นพันล้าน จะให้ลูกปูเดินตรงแต่แม่ปูไม่เดินตรง จ้างให้ก็ไม่ได้ อาตมาภูมิใจชาวอโศกไม่เล่นหวย ใจไม่เล่นจิตไม่โลภแล้ว ได้อย่างฟลุคๆ เป็นหนี้อย่างไม่รู้เรื่อง ตาดีได้ตาร้ายเสียเป็นต้น แต่ไปตกเป็นเหยื่อหน้าตาย ประตูได้มีนิดเดียว แต่พวกที่จะได้กินนั้นยิ่งกว่าตาอยู่เอาไปกินหมดเลย ตัดแต่หางนิดๆให้คนหมู่ใหญ่ แต่ตนเองกินตรงกลางตรงหัวหมด ชาวอโศกตอนนี้ยังฟุ่มเฟือยอยู่ จนเด็กๆเอาอย่าง อย่าสุรุ่ยสุร่ายมากนัก 26 ข้อนี้ หรือทั้ง“จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล”นี้ พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงคัดสรรมาแล้ว ด้วยพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ว่า เป็น“ธรรมนูญอันเพียงพอจะยืนยันแล้ว” มัน“พอเพียง”เป็นหลักเกณฑ์สำคัญของพุทธศาสตร์ เป็น“ตัวอย่าง”(specimen)แทนสิ่งทั้งหลายในโลก ครอบคลุมสารพัดกิเลสได้อย่าง“เพียงพอ”ทีเดียว ที่ผู้ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ จะใช้ปฏิบัติบรรลุธรรมจนชื่ออรหันต์ สำหรับความเป็น“คน”แต่ละคนอันจะถือได้ว่า เป็นผู้บรรลุพ้น“ทุกขอาริยสัจ” จริงแท้ พอเพียงได้แล้ว(efficiency) นี่อะไร? ...“สมมุติธรรม”ก็ไม่มี!!! “ปรมัตถธรรม”ยิ่งเลอะใหญ่! จะฝันเฟ้อเพ้อพกยังไงไปกับ‘ภพน้อยภพใหญ่’ได้ทั้งนั้น เห็นได้มั้ยว่ามันโมเม มันมิจฉาทิฏฐิเพราะ“ศีล”นี้ต้อง“มีของจริง”ที่ระบุให้ปฏิบัติกันตอนมีชีวิตปกตินี่แหละ เป็นชีวิตลืมตา เมื่อสัมผัสอะไร กับสิ่งนั้นก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วสังวร อย่าทำทุจริตให้ผิดศีล โดยไม่ให้“ผิดศีล”ไปตั้งแต่ภายนอกทีเดียวก่อน ที่จะนับว่าบรรลุ“การมีศีล”หรือผู้นั้นบรรลุธรรมคือ เจริญ“อธิศีล-อธิจิต(สมาธิ)-อธิปัญญา-อธิมุติ”นั้น “ในจิตในใจ”ของผู้นั้นต้อง“ไม่มีกิเลส”ที่มันจะละเมิด“ศีล”นั้นๆ อบายมุขแม้แต่สิ่งเสพติดหยาบอย่างเช่นหมาก ท่านมหาบัวก็ยังติดอยู่เลย จึงไม่มีภูมิปัญญาที่จะรู้ลึกซึ้งกว่านั้น มหาบัวนี้ ภูมิใจมากที่ได้ช่วยชาติโดยเอาตัวหลอก (ขออภัยพูดด้วยวิชาการ) หลอกอะไร หลอกว่าตัวเองบรรลุอรหันต์ คนก็นิยม แล้วเป็นเชิงซ้อน ที่จริงทำทาน ให้เขาบริจาคให้มหาบัว มหาบัวก็เลย เป็นตัวรวม แล้วบอกว่าไม่ได้ให้ตัวเองนะ บริจาคเพื่อชาติ เป็นเชิงซ้อนเอามาให้กูๆไม่เอา แล้วก็โชว์ตัวไม่เอานี่แหละเป็นตัวกู เห็นไหม เป็นกอบเป็นกำเป็นล้านแท่ง เอาไปช่วยชาติ เอารูปมาทำตัวนั้นไปโชว์แล้วก็ยึดว่ากูไม่เอาๆๆ กูแน่นะ เป็นอัตภาพ อรูปธรรมหนึ่งที่มหาบัวไม่รู้จักอรูปตัวนี้ ชัดเจนไหม ระวัง ทุกคน ซับซ้อนอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ท่านก็ไม่รู้ว่าที่ท่านทำคืออัตตาของท่าน ได้อันนั้นเป็นอรูปไปแล้ว ท่านก็เลยหลอกคนงมงายว่า ท่านคืออรหันต์ โพธิรักษ์มาว่านี้บาปนะ สมณะฟ้าไทว่า..คนโลกๆอาจคิดว่าริษยาหลวงตาบัวไหม ตัวเองทำไม่ได้ พ่อครูว่า...ไม่เป็นไรไม่ได้น้อยใจไม่ได้ริษยาไม่ได้แข่งดี อย่างนั้นน่ะ ขั้นหยาบ อัตตาทั้งนั้น อาตมาผ่านมาหมดแล้วก็ไม่เอาแล้ว ทิ้งเป็น อจร.แล้วไม่เกี่ยว ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ มีอะไรมาสัมผัสก็ไม่ได้ศึกษา ไม่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ได้หัดระวังสังวรว่าอะไรผิดศีลไม่ผิดศีล ก็ไม่ได้ศึกษากิเลสลดกิเลส มาสอนแบบนี้นั่งหลับตาแล้วศีลจะบริสุทธิ์เองนี้มันผิดไป หรือไม่ก็หลงผิดอย่างนี้หรือ ..ก็ไม่สอนกันแบบนี้ อย่างนี้ กันแล้ว หรือไม่ก็..หลงผิดไปว่า ถือศีล ปฏิบัติศีล จะมีผลแค่ควบคุมกาย กับวาจา อย่าให้กายให้วาจาผิดข้อที่“ศีล”กำหนดไว้ เป็นอันจบกิจของศีล คือแค่หมายเอาว่า “ศีลจะมีผล ไม่ทำทุจริตทาง‘กาย’กับ‘วาจา’เท่านั้น” สอนกันว่า“ผล”ของศีล มีอยู่เท่านี้! ทั้งๆที่ใน“กิมัตถิยสูตร”(พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 1 กับข้อ 208) พระพุทธเจ้าตรัสไว้โต้งๆว่า “ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตตผลให้บริบูรณ์โดยลำดับ ดังนี้ ได้แก่ 1.อวิปปฏิสาร(ไม่เดือดร้อนใจ) 2.ปามุชชะ(เบิกบานยินดี) 3.ปีติ(อิ่มใจ) 4.ปัสสัทธิ(สงบระงับกิเลส) 5.สุข(ยินดีเพราะลดกิเลสถูกตัวมัน) 6.สมาธิ(จิตตั้งมั่น) 7.ยถาภูตญาณทัสสนะ(รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง) 8.นิพพิทา(เบื่อกิเลส) 9.วิราคะ(จางคลายจากความยึดมั่น) 10.วิมุตติญาณทัสสนะ(เห็นแจ้งเห็นจริงในความหลุดพ้น) ก็อ่านดูแล้วไตร่ตรองตามดีๆ ทั้ง 10 อย่างนั้น ตั้งแต่ข้อ 1 “อวิปปฏิสาร” ไปจนถึงข้อ 10“วิมุตติญาณทัสสนะ”นั้น มันคือ อะไร? คือ“อาการ”ของกาย-วาจา หรือ? หรือว่ามันคือ“อาการ”ของจิตใจกันแน่? ใน 10 ข้อนี้หมายถึงจิตทั้งนั้นเลย ไม่ใช่ประโยชน์ทางวัตถุเลย ดังนั้น “ความรู้”แม้ในวงวิชาการพุทธศาสตร์ที่มีกันดื่นดาษในยุคนี้ ที่เชื่อกันและสอนกันว่า “ศีลให้ผลแค่กายกับวาจา” เท่านั้น ส่วน“สมาธิ”หรือ“ปัญญา”นั้นก็ให้ไป“หลับตาทำจิตสงบเข้าไปอยู่ในภวังค์” การนั่งทำแบบนั้นอาตมาเคยทำมาแล้ว ได้แล้ว และถ้าคุณก็บอกว่าได้ แต่ว่าของคุณกับของอาตมานั้นก็เอามายืนยันกันไม่ได้เป็นปรมัตถ์ทั้งนั้น ก็เลยไม่รู้เพราะไม่รู้จักตัดรอบสมมุติปรมัตถ์ เอาอีกที แบบนี้มันแยก“ศีล”ต่างหากจาก “สมาธิ” จาก“ปัญญา” จาก“วิมุติ” ไปแล้ว “ศีล-สมาธิ-ปัญญา”จะแยกกันปฏิบัติไม่ได้ มันเป็น“กระบวนการ”(process)ที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน ทำงานมีปฏิสัมพัทธ์กันอยู่ สมณะฟ้าไทว่า..ผมสงสัยว่าเขาเอาหลักฐานคำสอนพระพุทธเจ้าคำไหนในพระไตรปิฎกที่ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้นั่งหลับตาปฏิบัติ พ่อครูว่า...แม้ในอานาปานสติ ก็บอกว่า นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ไม่ได้มีคำไหนบอกให้หลับตาเลย อาตมาก็เคยนั่งหลับตามาแล้ว ซึ่งมันยืนยันกันไม่ได้ว่าได้หรือไม่ ถ้าอาตมาโกหก เขาก็ไม่รู้ได้ ถ้าเขาโกหก อาตมาก็ไม่รู้ได้หรอก เถียงกันไปไม่มีประโยชน์หรอก ลองทบทวน“กระบวนทัศน์”(paradigm) ของตนที่มีมาแล้ว และ“ยึดถือ”มันว่าถูกต้องแน่ยิ่งจริงจัง แถมปฏิบัติตามกระบวนทัศน์นั้นมานานแล้วด้วย มันก็ได้“ผล”อย่างที่ท่านได้“ยึด”กันนั้นแหละ ลองมี“ปรโตโฆสะ” ฟังเสียงอาตมาบ้าง หรือฟังคำอธิบายของอาตมาให้ดีๆให้บริบูรณ์ดูเถิด เผื่อจะเกิด“ความเชื่อ”(ศรัทธา)อาตมาขึ้นมาได้บ้าง และเข้าใจใน“โยนิโสมนสิการ”(การทำใจในใจ)ตามที่อาตมาอธิบาย เผื่อจะปฏิบัติ“ทำใจในใจ”ของคุณเกิดผลตามที่อาตมาว่าเป็น“สัมมาผล”กันนี้บ้าง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้“ปฏิบัติศีล”เป็นหลักต้น แล้วจะเกิด“ผล”จาก“ศีล”แต่ละข้อตามที่ตนสมาทานนั้นๆ ได้“อธิจิต”ได้“สมาธิ”ได้“อธิปัญญา”ที่มี“กระบวนการ”เกิดการสังเคราะห์-อภิสังขารกัน มีสัมมาผลเป็น“ปุญญาภิสังขาร”เข้าขั้น“โลกุตระ”แท้ ❆ เก่าสมัย ใหม่เสมอ 600917_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ รู้ความจริงปัจจุบันของกายในอานิสงส์ของศีล

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน