561230_พ่อครูที่มัฆวานฯเรื่องแก่นแท้ของพุทธศาสนา ตอน ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561230_ พ่อครู ที่มัฆวานฯ เรื่องแก่นแท้ของพุทธศาสนา ตอน 2
พ่อครู… วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2556 ที่ สะพานมัฆวานฯ อาตมาก็ต้องพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง เหมือนเคย จะหาว่าเอาธรรมะมาครอบงำคนอื่นนั้น ความรู้สึกอย่างนั้นของคนที่ไม่เข้าใจ แต่ที่อาตมายืนยันคืออาตมาไม่มีเจตนาอย่างนั้น อาตมาทำงานตามความสำคัญของ ธาตุจิตวิญญาณ หรือ อัตภาวะ ที่วนเวียนกันอยู่ชั่วกาลนาน ทรมานทรกรรม หลงความสุขหลอก สุขนั้นเป็นความเท็จ พระพุทธเจ้าท่านมีประวัติเล่ากันมาเป็นพระเจ้า 500 ชาติ มาเล่ามาบรรยาย อาตมาจำไม่ได้หรอก เขามาร้อยเรียงกัน เรียกว่า ทศชาติ เรียกว่า บารมี 10 ทัศ เป็นต้น ที่พูดนี้ก็เอามาเป็นหลักฐานยืนยันเท่านั้น อาตมาเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะว่ามีการเทศน์ด้วยแสดงกัน ชาตินั้นชาตินี้ ก็พอรู้ตามที่ท่านเล่ากันมาเป็นเตย์มีใบ้ เป็นต้น เป็นเรื่องท่องมาจำมา แต่ที่อาตมาเอามาพูดนี้เป็นเรื่องจริง เช่นที่พูดว่าชีวิตที่เกิดมาต้องสะสมอัตภาวะ เพราะจะมีเหตุปัจจัยที่พาเกิดพาเป็น ซึ่งส ิ่ งนั้นอาตมาไม่ได้นำมาจากใครมาพูด อย่างความสุข หรือความทุกข์ อาตมาก็พูดจากความจริง ความจริงคือ อาตมาระลึกชาติได้ แต่ไม่ใช่ว่าเหมือนอย่างที่เขาพูดกัน หรืออย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ท่านเป็นพระเวสสันดร มีชีวิตเกิดจนตาย เรื่องราวต่างๆเป็นกรรมกิริยาต่างๆ มันมีนิทาน มีประวัติ เป็นนิยายของแต่ละคน ที่อาตมาระลึกชาติได้คือ การเกิดทางธรรมะ เช่น อาตมาพูดว่า สุขนี่เป็ น ของเท็จ อาตมาก็ระลึกชาติรู้ ที่อาตมาได้วนเวียนผ่านมา จะเป็นชาติของนวนิยายมีร่างกายก็ตาม แต่ละชีวิตก็มีธรรมะ และอธรรมที่แทรกมา อาตมาระลึกธรรมะที่เกิดขึ้น อย่างสุขนี่เป็นอาการ ทุกข์ก็เป็นอาการ อาตมามีความจริงที่ได้รู้มาแต่ชาติก่อนๆ รู้ว่าสุขเป็นเท็จ ชาติก่อน คือ อาตมา
อ่านต่อ
รู้สุขเป็นเท็จ ที่อาตมาว่า ความสุขเป็นทุกข์นั้น ได้มาจากชาติก่อน ไม่ได้เรียนมาจากไหน ความสุข ทุกข์ เราก็ทรงไว้ในจิตวิญญาณ ในอัตภาพ อาตมาได้ศึกษาได้ผ่านมารู้จากความจริง ไม่ได้รู้เพราะท่องจำหรือเอามาจากใคร แต่เอามาจากของจริงของตนที่ผ่านมาแต่ละชาติ อาตมารู้มาหลายชาติแล้ว และก็เคยพูดอย่างนี้มาหลายชาติแล้ว เหมือนอวดอุตริมนุสธรรม แต่อาตมาเห็นความจำเป็นที่ต้องพูดขยายความให้ฟัง ใครจะหาว่าอวดอุตริมนุสธรรมก็ไม่เป็นไร แต่อาตมามีเจตนาไม่ได้อวดอ้าง แต่พูดให้ความเข้าใจ แม้นิดน้อยที่เรียกว่า สาเฐยจิต คือจิตอยากอวด อยากเด่นดัง เราก็ไม่มี แม้แต่เศษอกุศลจิต แต่ยกอ้างเพื่อยืนยันสัจธรรมความจริง โดยเอาตัวเองเป็นตัวยืนยัน มาเห็นพยัญชนะว่า สุขัลลิกะ ก็รู้เลย แม้ท่านผู้รู้ที่ได้เรียนบาลีก็ไม่ได้เอามาอธิบายอย่างอาตมา พออาตมาพูดไปแต่แรกเขาก็ท้วง ซึ่งอาตมายืนยันว่า สุขนั้น อัลลิกะ ชาตินี้อาตมาได้เรียนเรื่องธรรมะจากใคร การอธิบายของอาตมาได้เหมือนใคร ไม่ได้คิดฟุ้งซ่าน เช่นคำว่า ฌาน เป็นอาการของธรรมะ เป็นคุณธรรม ซึ่งฌานที่อธิบายกันทั่วไปไม่ใช่ฌานแบบพุทธ หลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์ ทำจิตให้สงบ อาตมาก็ทำเป็นอย่างนั้น อรูปฌานก็ทำเป็น สมาธิที่ว่าท่านก็เอาไปปนกับฌาน ฌาน คือ การทำกิเลสออก มันสงบจากกิเลส แต่เขาเอาคำว่าเอกกัคคตามาเป็นหลัก ที่ว่านิ่งสงบ มันก็ถูกในลักษณะฌานโลกีย์ เป็นความรู้ทั่วไป ลัทธิอื่นศาสนาอื่นเขาก็มีกันทั่วไป แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ฌานเกิดจากจรณะ 15 จรณะข้อที่ 11 ถึง 14 คือ ฌาน 1 ถึง 4
จรณะ 15 มี 4 ข้อแรก คือ 1 . ถึงพร้อมด้วยศีล สังวรศีล 2 . คุ้มครองทวารอินทรีย์ สำรวมอินทรีย์ 3 . ประมาณในโภชนา โภชเนมัตตัญญุตา 4 . ประกอบความตื่น ชาคริยานุโยคะ ข้อที่ 2 ถึง 4 เรียกว่า อปัณกปฏิปทา หรือ การปฏิบัติที่ไม่ผิด วิธีปฏิบัติพระพุทธเจ้านั้นลืมตาปฏิบัติ อนาคามีเหลือกิเลสรูปภพ อรูปภพ ก็เป็นอนาคามี เหลือเป็นสังโยชน์เบื้องสูงก็ลืมตาปฏิบัติ อยู่บนกามคุณ 5 พระอนาคามีก็ลืมตาสัมผัส แต่ท่านอยู่เหนือได้หมด ท่านไม่ทุกข์ไม่สุขกับมันแล้ว เหลือแต่โทมนัส โสมมนัส ในใจท่านเท่านั้น เราสัมผัสแล้วกิเลสเกิดสดๆ แล้วเราก็ฆ่ากิเลสอย่างปัจจุบันเลย อปัณกปฏิปทา แล้วจรณะอีก 7 ข้อก็จะเกิดผล แล้วมีฌานอีก 4 เราทำหลัก 4 ข้อแรกของจรณะ 15 นี่แหละ เป็น วิชชาจรณสัมปัณโน คือหลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้จะสูญแล้ว เพราะไม่พูดถึงไม่ปฏิบัติ แล้วมีวิชชาอีก 8 ที่พูดนี้ไม่ได้ลอกหรือจำจากตำราไหนเลย ทำจรณะ 4 ข้อแรก แล้วจะเกิด หิริโอตตัปปะ จิตมีหิริจะละอายต่อการทำบาป แม้มีกิเลสอยู่ก็จะฝืนจะหยุดยั้ง ตามที่พระพุทธเจ้าสอน ใช้ สติปัฏฐาน 4 เข้าใจว่า กายคืออย่างไร เวทนาคือสภาวธรรมอย่างไร จิตเป็นสภาวธรรมอย่างไร กายในกาย องค์ประชุมของ รูปกาย นามกาย เป็นอย่างไร ก็จะรู้สภาวะต่างๆว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร มีเวทนาแยกแยะจนเป็น เวทนา 108 รู้อาการสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ จนแยกแยะเวทนาเป็นโลกุตระหรือโลกียะ เรารู้ว่าเท่านี้เป็น เนกขัมมะ อย่างนี้เป็น เคหสิตะ อาการกามออกจากจิต คุณต้องรู้ของคุณเอง ว่าอย่างนี้เป็นแบบโลกีย์ เราก็ทำออก จนเป็นโลกุตระ มันเป็นอย่างนี้ คุณจะรู้ของคุณเอง จนเป็นสูงสุดโลกุตระธรรม 9 (บุคคล 8 + นิพพาน 1 ) เราต้องรู้แจ้งเห็นจริงว่า เราได้ผลอย่างไร ไม่ใช่ปฏิบัติเดาส่งไป ทำให้ศาสนาเสื่อม พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติรู้แจ้งเห็นจริงนามธรรม ที่ไม่มีตัวตนให้เห็น หรือสัมผัสด้วยภายนอก แต่ว่ารู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ เช่น ท่านสอน ฌานแบบลืมตา ที่ว่า สัมมาสมาธิ คือ ปฏิบัติมรรค 7 องค์ เพื่อให้เกิดสัมมาสมาธิ ที่อาตมาย้ำยืนยันเรื่องธรรมะ โดยไม่กล่าวเรื่องการเมือง เพราะมีธรรมะขึ้นมาก่อน ตั้งใจฟังก็ได้บ้างได้น้อย ชีวิตไม่ต้องเอาอะไรหรอก เอาธรรมะให้ได้ ถ้าไม่ได้เป็นโมฆบุรุษ ซึ่งเกิดมาเสียชาติเกิด เกิดมาสะสมกิเลส ได้สวรรค์หลอก เป็นกามสุขขัลลิกะ ถ้าอาตมามีเจตนามุ่งหมาย อยากให้คนเชื่อ เมื่อเขาไม่เชื่อเราก็ทุกข์ อาตมาไม่ทำ แต่อาตมามี มโนสัญเจตนา มุ่งหมาย แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น พูดโดยภาษาโวหารว่าอยากไหม ก็ว่าอยาก แต่ไม่ได้เสียใจท้อถอยท้อแท้ไม่มี เมื่อไม่ได้ แต่ที่ทำนี้มีมุ่งหมายให้คนรู้ แต่จะรู้หรือไม่ก็บังคับกันไม่ได้ ด้วยนิรุตติปฏิภาณของเราก็พยายามเอามาประกอบ ให้คนเข้าใจได้ เมื่อผู้ใดปฏิบัติจรณะ 15 ก็จะเกิด ฌานลืมตา ในพระไตร ปิฎก เล่ม 1 ถึง 9 ก็ปฏิบัติฌานลืมตา ให้มีศีล แล้วสำรวมอินทรีย์อย่างลืมตา จิตจะเกิดคุณธรรม กิเลสลดลง ๆ นี่คือ ฌาน นี่คือ สมาธิ ใครจัดการกิเลสลดได้ก็มีฌาน เมื่อกิเลสลดลงจิตก็สะอาด ก็จะ มีจิตที่เลิศยอด ทำได้ก็เป็น เอกกัคคตา เป็น อุเบกขา เป็นฐานต้นของจิตที่จะ ไม่มีสุขทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นกิเลสกาม กิเลสอัตตา ใน ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร ก็สอนเรื่อง มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งเขาเข้าใจผิดเรื่อง ความเป็นกลาง กันมาก ที่จริง เป็นหลักปฏิบัติเพื่อที่จะให้เข้าถึงความเป็นกลาง คือ ไม่มีกาม ไม่มีอัตตา ที่จะโต่งไปยังสองข้างใดเลย คำว่าข้าง ภาษาบาลีเรียกว่า อันตา คือเราทำให้ลดลงๆ จนไม่มีข้างในเลย เรียกว่ากลาง นี่คือ ความสุดยอดของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า การระลึกนั้น ต้องระลึกถึงนามธรรม จึงจะไม่หลง แต่ไประลึกถึงตัวตนบุคคลเราเขานั้น ก็จะไม่ได้อะไร มันต้องระลึกค้นเจอว่า เราได้ธรรมะ รู้จักธรรมะ รู้อธรรมอย่างไร เราเสียท่าอธรรมอย่างไร เป็นนิทานนิยายของเรา จึงจะถูก แต่ไประลึกตัวตนบุคคลเราเขา ก็เป็นเรื่องโลกๆเท่านั้น ไม่ได้ประโยชน์อะไรในการเรียนปรมัตถ์ ที่เจริญแท้ หรืออาริยธรรม พระพุทธเจ้าสอนว่าท่านสอนแต่โลกุตรธรรมเท่านั้น ท่านพุทธทาสย้ำว่า เราเกิดมาสอนแต่ทุกข์ เรื่องโลกุตรธรรม สอนเป็นหลัก ถ้าไม่ได้เรื่องนี้ ก็ไม่ถือว่าได้เป็นพุทธ เป็นเนื้อแท้ของพุทธ
แวะเข้าเรื่องปัจจุบัน ถ้า ไม่มีคุณธรรม จึงต้องเดือดร้อน อย่างที่เป็น ที่มาทำนี่ไม่ได้มาเอาอธรรม หรือเรื่องเลวร้าวฆ่ากัน แต่มาทำให้เกิดธรรมะ และเป็นธรรมที่จะกอบกู้ประเทศชาติด้วย ขออภัยที่พูดยกตัวตน แต่เป็นเช่นนั้นที่ต้องพูดจริงสู่ฟัง ธรรมะที่อาตมาพาทำ ถ้าการเมืองไม่ได้ธรรมะเข้าไป ก็สูญเปล่า วนเวียนอยู่อย่างเก่า อดทนกันจนถึงขีดก็จะฆ่ากัน ถ้าไม่มีธรรมะเข้าไป ไม่ต้องพยากรณ์หรอก เดือดร้อนรุนแรงแน่ หลายคนก็เดาได้ ดึงดันดื้อด้านเพราะกิเลสทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าใครที่จะสามารถออกมาทำให้คลี่คลาย คนที่สามารถทำได้ แต่ไม่ทำนี่เป็นบาปของเขา เป็นหน้าที่ที่คุณรับไปแล้ว โดยเฉพาะรับเป็นข้าราชการ ไม่ว่าการเมืองหรือว่าประจำ โดยเฉพาะขณะนี้ต้องการข้าราชการ ที่อยู่ในหน้าที่ เช่น คณะมวลมหาประชาชน ได้ทำปฏิวัติ ซึ่งแปลว่าเปลี่ยนแปลงเอาของเก่าออก ให้มีของใหม่มา ชัดๆคือ เปลี่ยนเอาอำนาจเก่าออก เอากลุ่มอำนาจใหม่มาแทน นี่คือ การปฏิวัติ ประชาชนคนไทยคราวนี้ แม้คราวก่อนๆก็ทำมา แต่คราวนี้ออกมาปฏิวัติสำเร็จแล้วด้วย ที่สำเร็จก็เพราะว่าตัวรัฐบาลทำผิดเอง หมดความชอบธรรมเอง โดยสัจจะ ผู้รู้รู้ทั้งนั้น ผู้ไม่รู้ก็เป็นคนงมงายหลงผิด หรือหลงเท่านั้น ผู้ที่รู้มีปัญญาสัจจะรู้ดีหมดแล้วว่า รัฐบาลหมดความเป็นรัฐบาลไปตั้งนานแล้ว ด้วยความผิดที่เขาทำ แต่เสร็จแล้วเขาก็ตีกิน ใช้อำนาจตามจารีตอย่างนั้น ถ้าเผื่อว่าผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ที่ควรทำ ประชาชนได้ออกมาทำหน้าที่ แม้ในร ัฐธรรมนูญ ก็ระบุไว้ว่า มีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ และระบอบป ระชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นต้น ใน มาตรา 70 หรือ 71 แล้วก็ มาตรา 63 ว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ โดยไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จเอามากล่าวหา ไม่ปลุกระดมประชาชนให้หลงผิด ไม่ใช้สื่อโฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับและไม่จ้างวานกลุ่มบุคคลใดๆ ให้มาร่วมชุมนุม" เรามาทำตาม รัฐธรรมนูญ หรือว่าที่รัฐบาลทำนี้ผิด รัฐธรรมนูญ ศาลก็ชี้ชัดแล้วว่าทำผิด รัฐธรรมนูญ แล้วเชื่อว่าตัวเขาเองก็รู้ว่าผิด เขาหมดหน้าที่ แต่ก็ดื้อดึงดันตามกิเลส ซึ่งไม่ต้องทำอะไร ประชาชนได้อำนาจคืนแล้ว แต่เราก็มาแสดงออก ใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง คนไม่รู้ก็พูดไปเข้าข้างอำนาจเก่า อาจเพราะติดในโลกธรรม ประชาชนทุกวันนี้ทำได้ดีมาก ทำได้สวยสดงดงาม เป็นความสะอาดบริสุทธิ์ วิสุทธิ์ วิเศษ วิสิทธิ์ อีกด้วย เลิศยอดเยี่ยม แต่ประเพณียังไม่เคยมี ที่จะให้พลังงานนี้ที่ วิเศษ วิสุทธิ์ วิสิทธิ์ นี้ชนะ คนยังงง เขาว่าชนะอย่างไร เราทำมาอย่างสำคัญ ตั้งแต่ พล.อ.ปรีชา ประกาศปฏิวัติ ซึ่งประชากรยังไม่มากเท่าไหร่ วันที่ 11 พ.ย. 56 เสร็จแล้วก็มีประชาชนมารวมกันอีก โดยมีคุณสุเทพ ร่วมผนึกเป็นตัวบทบาทหลัก ก็ได้ทำเป็นพิธีการ มาชุมนุมกัน วัน ว. เวลา น. พอวันที่ 24 พ.ย. 56 ประชากรไทยก็ออกมาเป็นล้านคน ที่เราเคยรวมตัวกันมาตั้งแต่พ ันธมิตร หรือเสธ.อ้าย ก็ได้ไม่เท่าไหร่ แต่คราวนี้มันได้เพราะประชาชนตื่นตัว แม้คราวนั้นไม่ได้ ก็นัดมาอีก 9 ธ.ค. 56 ก็มามากกว่าเก่าอีก เป็นขนบใหม่ แบบใหม่ ให้ประชาชนออกมารวมตัวกัน โบกมือเป่านกหวีด เป็นคะแนนเสียงที่มีน ้ำ หนัก สรุปคือ มาไล่รัฐบาลออก เพราะคุณหมดความชอบธรรมแล้ว เราทำอย่างสงบเรียบร้อย ไม่ใช้แรงกดขี่คุกคาม ซึ่งจะทำให้คนกลัว เขาก็ใช้อำนาจอย่างนั้นในสัตว์โลก เราไม่ทำอย่างนั้น แต่เขายังไม่ออก เราก็นัดกันมาในวันที่ 22 ธ.ค. 56 อีก ก็มีประชาชนออกมามากกว่าเก่าอีก สามครั้งแล้วที่วัดด้านปริมาณ ส่วนด้านการชี้ผิดชี้ถูก ศาล รัฐธรรมนูญ ก็ได้ตัดสินแล้ว พวกสื่อสารก็มาโต้แย้งกัน ผู้ที่เป็นข้าราชการที่มีหน้าที่ ต้องทำตามหน้าที่ ควรต้องออกมาทำให้สำเร็จ มาช่วยประชาชน คุณไม่เสียอะไรเลย อาตมาไม่เชื่อนะว่าเขาไม่เข้าใจว่าประชาชนปฏิวัติสำเร็จแล้ว ชนะแล้ว แต่ด้วยความเคยตัว ตามกิเลส ก็ยังดื้อ แล้วประชาชนก็ทำอย่างสงบเรียบร้อย มวลมหาประชาชนเขาไปทำอย่างนั้นไม่ได้ เขาก็เลยดื้อด้านอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่พิทักษ์ ไม่ให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย ถ้าไม่ออกมาช่วยประชาชน อาตมาว่าผิด ไม่รู้เห็นหรือตำตาออกอย่างนี้ แล้ว ตายไปกี่ศพแล้ว เราออกมาเป็นล้าน ตั้งสามครั้งแล้ว จริงๆใน รัฐธรรมนูญ ออกมา แต่สี่หรือห้าหมื่นแล้ว ก็สามารถให้ออกได้ วาระนี้จะทำอย่างไร ถ้าปล่อยไปก็ยิ่งจะเลวร้ายมากมาย เพราะมาตั้ง 3 ครั้งแล้ว ถึงตติแล้ว ก็ควรครบรอบแล้ว แต่ผู้มีหน้าที่ก็ไม่ได้มาช่วยจัดการ เพราะธรรมชาติของคนนั้นกลัวอำนาจ เราไม่ได้มาแสดงอำนาจ แต่ว่าเรามาบอกว่าความถูกต้องชอบธรรม เป็นอย่างนี้นะ ผู้ที่ผิดก็ควรหยุด แต่ผู้ที่ควรทำ เขาก็ไม่ทำ เพราะถูกอำนาจโลกธรรมครอบงำ เมืองไทยไม่ได้โง่ มีปัญญาอยู่ ก็ควรออกมาช่วยประชาชนให้เกิดสงบเรียบร้อย ประชาชนมาเสียสละ มานอนกลางดินกินกลางถนนเป็นหลายเดือนแล้ว ก็ควรออกมาช่วยกันได้แล้ว ถ้าออกมาช่วยนิดเดียวก็จบ สวยงาม ออกไปแจ้งเขาเท่านั้น ขณะนี้ให้ประชาชนเขาทำเถอะ จัดการตามหลักกฎหมายเลย เขารู้ทำได้แน่ อาตมาว่าสำเร็จ แล้วก็มอบอำนาจให้ประชาชน ซึ่งเขามีหมู่กลุ่มที่จะมาทำ เขาทำเป็นผู้รู้ก็มีมากมาย ทำเลย ปลดตัวที่คา เป็นไอ้เข้ขวางคลองออกไป ไม่เช่นนั้นจะเสียหายล้มตายอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เชื่อว่ามวลหลักๆที่มาทำนี่จะทำอย่างสงบเรียบร้อยไม่รุนแรง มีแต่วิเศษ วิสุทธิ์ วิสิทธิ์ อย่างแท้จริง ตอนนี้ยังมีเวลาพอทำได้ แม้อาจมีเสียหายบาดเจ็บล้มตายนอกเกณฑ์แล้วนะ ที่จริงเราทำมา 3 ครั้ง สวยงามแล้ว เกินกว่านั้น ก็นอกเขตการปฏิวัติของประชาชน เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจควรทำได้ ไม่ต้องทำอย่างเอาปืนเอารถถังออกมาปฏิวัติ แต่ทำอย่างไรให้ถูกต้อง เชื่อว่าเขาต้องคิดได้แน่ เดินไปบอกเขาเลยก็ได้ว่า ให้หยุดทำ ถ้าเขาหยุดแล้ว ก็เอาอำนาจอธิปไตยมาให้กลุ่มที่เขาปฏิวัตินี้ ก็ทำอย่างเปิดเผย อาตมาว่า อาตมามีความจริงในตน ก็เอามาพูดมาบอกกัน ขณะนี้โอกาสยังมี ยังไม่หนักหนามาก แม้บกพร่องก็สุดวิสัย จำนน แต่เราทำดีแล้วก็ไม่ต้องทำให้บกพร่องกัน เราออกมา 22 ธ.ค. 56 ก็น่าจะจบ แต่แทนที่จะเกิดอย่างสวยงาม มันก็ไม่เกิด เพราะเขาอยู่ใต้โลกธรรมนี่แหละ ก็พยายามฝืนมันบ้าง หรือทำผิดก็ปลงอาบัติเหมือนพระ ทำผิดแล้วก็หยุด แล้วก็ทำคืน อย่างน้อยก็สารภาพ ถึงไม่สารภาพก็หยุด แล้วทำกลับทำคืนให้เป็นสิ่งดี มันก็สังเคราะห์กัน ลดค่ากันในสัจธรรม ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็สั่งสมเพ ิ่ มอีก คนที่ทำผิดแล้วปกปิดไว้นั่นคือ ความผิดยังมีบทบาทอยู่ แต่ถ้าคุณสำทับว่าหยุดเถอะ แล้วก็ตั้งใจว่าจะไม่ทำอีกก็ดีแล้ว แต่ยิ่งดีกว่านั้นคือ ทำคืน สิ่งนี้ไม่ดีก็ทำคืนกลบ กรรมกิริยาเอาแต่คิดไม่ได้ ต้องทำด้วย เราเคยตกใต้อำนาจโลกธรรม แต่รู้อยู่ว่า มาช่วยประชาชนนั้นดี มาเป็นคะแนน ประชาชนมา แต่คุณเป็นเจ้าหน้าที่ คุณก็มาประท้วงด้วยได้ กฏหมายไม่ห้ามไว้ เอานอกเวลาราชการก็ได้ เป็นการแก้กลับ ยิ่งเรามีหน้าที่ที่จะกระทำโดยตรงที่จะพิทักษ์รักษา ให้เกิดความสงบเรียบร้อยมันก็ยิ่งดี แต่ยิ่งโกหกตลบแตลงอีก มันก็บาปเพ ิ่ มอีก ต้องพูดสัจธรรมเช่นนี ้ คนไม่มีหิริโอตตัปปะ ก็ไม่ได้ประโยชน์ แต่ ค นจะมี ก็น่าจะมีบ้าง คนที่สำนึกแก้กลับ ขออภัย เช่น คุณสุเทพ หลายคนก็เห็นว่าคุณสุเทพก็เห็นว่ามีอะไรผิดพลาด ทำอะไรไม่ดีมาตอนเป็นนักการเมือง คนก็ถือสา ไม่เชื่อว่าจะมาทำดี แต่อาตมาว่าคนเราไปดูถูกกันอย่างนั้นได้อย่างไร ถ้าดูถูกกันอย่างนั้นคุณไม่ต้องปฏิบัติธรรมหรอก เพราะแต่ละคนเคยทำชั่วมาแล้วทั้งนั้น ถ้าคุณเชื่อว่าคนทำชั่วแล้วจะแก้กลับโดยไม่ทำชั่วอีกแล้วไม่ได้ ก็คนละลัทธิกับอาตมา แต่อาตมาเชื่อคุณสุเทพนะ เชื่อว่าคุณสุเทพได้ธรรมะ เข้าใจธรรมะ เห็นธรรมะ เท่าที่อาตมาเห็นได้ ตามกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ก็แล้วแต่ อาตมาไม่บังอาจว่าอาตมาหยั่งรู้จิต อาตมาประเมินได้ว่าคุณสุเทพจริงใจ โอกาสนี้ถ้าคุณสุเทพกบฏ พอชนะแล้วก็หลงใหลโลกธรรม ไม่แก้ไข ไปทำการเมืองน้ำเน่าอย่างเก่าอีก คุณสุเทพไม่ได้ผุดได้เกิดหรอก ขออภัยที่ต้องพูดชัดๆ ตามฐานะที่พูดธรรมะ ด้วยเจตนาดีจริงใจไม่มีอะไรแฝง เป็นโอกาสอันดีงามมากที่ข้าราชการจะมาช่วยกัน ที่จริงเป็นเหตุการณ์เลว สังคมตกต่ำ เพราะคนเลวได้ทำเลวระดับชาติ ฉิบหายมากแล้ว เพราะฉะนั้นก็จำเป็นที่ประชาชนทนไม่ได้ จึงออกมาแสดงตนอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนชุมนุมกันเป็นลักษณะของการประท้วงอย่างถูกต้อง ตามครรลองครองธรรม ไม่ได้ทำผิดไม่เป็นกบฏหรอก ตามที่เขาใส่ความ คือมันน่าจะมีน้ำใจ รู้นะ คนไม่รู้ก็แล้วไปเถอะ แต่คนรู้เข้าใจอยู่ก็มาช่วยกัน อาตมาถึงขอบคุณพวกที่มาช่วยกัน แม้ว่าจะไม่ได้มีใบรับรองมีปริญญาอะไร แต่ก็มีใจมาช่วยกัน คนที่รู้ทั้งรู้ว่านี่โกหก แต่ออกมาพูดฉอดๆ เขาจับได้คาหนังคาเขา เพราะเทคโนโลยีมันจับได้ ถ้าคุณไม่แก้คืน ยอมตกใต้โลกธรรม อาตมาว่า ตกต่ำลงอบายลงนรก ถ้าคุณไม่สำนึก ไม่แก้กลับ ยังโกหกซ้ำแล้ว หาทางทำรุนแรง ให้บาปซ้ำซ้อน และประเทศชาติก็เสียหายเพิ่มอีก คุณสำนึกสักนิดได้ไหม หยุดแล้วแก้กลับ ก็ยังจะมีส ิ่ งดีเกิดในชีวิตบ้าง โอกาสที่ดีกับที่ร้ายอยู่ซ้อนกัน มันเป็นเหตุร้ายมาก จึงเป็นโอกาสดีของคนดีจะได้ออกมาช่วยแก้ และเป็นโอกาสดีของคนชั่วที่จะได้แก้คืนปรับปรุงใหม่ เป็นโอกาสดีจริงๆ มันเป็นนามธรรม แต่มันมีค่าจริงๆ เป็นอุปสงค์ที่สูงมากในสังคม เหตุการณ์นี้มันราคาแพง มันเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงความไม่ดีงาม ความคอรัปชั่น เป็นเรื่องที่ต้องเปลี่ยนเพราะเป็นเหตุการณ์ของสังคมประเทศที่เลวร้ายหนัก อาตมาว่าจะกู้อะไรหนักหนาตั้ง 2.2 ล้านๆบาท ซึ่งมีคนบอกแล้วว่าที่จะไปทำรถไฟความเร็วสูงนี้ไม่ถึงล้านๆหรอก แต่ไม่กี่แสนล้าน ไม่รู้กู้ไปทำไม ตั้ง 2 ล้านๆ นี่เจตนาอย่างไรกัน นี่คือความประพฤติที่ส่อความเลวร้ายถึงขีด ปู้ยี่ปู้ยำประเทศขนาดนี้ ถ้าคราวนี้มาช่วยกันกอบกู้ประเทศชาติ มาช่วยบำบัดปัดเป่าสิ่งเลวร้าย ที่จะเสียหายยับเยิน สมมุติว่ายับเยิน ถ้าประชาชนแพ้ คราวนี้อาตมาว่าประเทศชาติยับเยินอาตมาไม่อยากคิดเลย อาตมาว่าอาตมาไม่ใช่คนดิบคนดีเท่าไหร่ ถ้าแพ้คราวนี้อาตมาเลิกที่จะมาช่วยสังคมกว้างอย่างนี้ อาตมาไปช่วยคนในวงเล็กๆ พัฒนาคนในวงสังคมเล็กๆดีกว่า ซึ่งอาตมาทำมาแล้ว พัฒนาตั้งแต่วงเล็กๆ จนมาแกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัทตาม
ศรัทธาสูตร 1 . ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2 . ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) 3 . พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4 . เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 5 . เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6 . แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7 . ทรงวินัย 8 . อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) 9 . ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ 10 . ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง
ขอร้องผู้ที่ไม่ได้มาช่วยกัน ก็ช่วยออกมากัน คุณสุเทพจะมีแผนการทำอย่างไรก็ทำ อาตมาไม่เก่ง แต่อาตมามาทำเรื่องธรรมะ มาเผยแพร่สืบสานต่อพุทธธรรม มายุคนี้ซึ่งเสื่อมต่ำผิดเพี้ยนจนเกือบไม่เหลือโลกุตรธรรมแล้ว มันกลายเป็นอบายมุข เป็นไสยศาสตร์ เสียมากแล้ว อาตมาก็เลยหนัก แต่อาตมามีปฏิภาณที่เป็นโพธิสัตว์ หนักอย่างไรก็ทำ อาตมามีหน้าที่ทางธรรมอย่างอื่นอาตมาไม่เก่ง ไม่ค่อยได้ใช้...จบ