560210_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท..เรื่อง ศึกษา อรูปฌาณ อรูปภพ ให้พ้น อวิชชา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข6 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560210 รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท… เรื่อง ศึกษาอรูปฌาณ อรูปภพ ให้พ้น อวิชชา

ส.ฟ้าไทเปิดรายการที่ชั้น 2 เฮือนศูนย์ฯ ราชธานีอโศก… ตอนนี้รัฐบาลจะกู้เงิน 2 ล้านๆ มาใช้จ่าย แต่พ่อครูจะกู้เวลามาสอนพวกเราแต่ไม่มีใครให้กู้ เราฟังเรื่องปฏิจจสมุปบาทที่พ่อครูอธิบายมาหลายตอน เราฟังแล้วก็ยังอยากฟังอีก ฟังแล้วลดกิเลสได้ เราฟังแล้วแม้ลดกิเลสยังไม่ได้แต่เราจะมีความเข้าใจที่จะปฏิบัติในการลดละกิเลสต่อไป พระโพธิสัตว์อยากได้อะไรที่สุด...คำตอบคือ...เวลานั่นเอง พ่อครูว่า… ทุกวันนี้ทำงานไม่ทันกับผีหรือความเลว ที่เขาไม่หยุดหย่อน หรือเว้นวรรคเลย และทำได้เร็วได้แรงอีกด้วย ถ้าเราทำอย่างเซื่องซึมก็ตายอย่างเดียว เราต้องขยันพากเพียร แม้ไม่ทันก็อย่าให้ทิ้งส้นเขาก็แล้วกัน วันนี้อาตมาจะสอนสู่อรูปภพ ซึ่งอรูปภพหรืออรูปฌานแบบฤาษีที่เขาทำกันได้ทั่ว ไปนั้น เขารู้และอธิบายได้ไม่เท่าอาตมาหรอก ซึ่งอาตมาอธิบายทั้งรูปฌาน,อรูปฌานได้อย่างลึกซึ้งกว่าที่เขาอธิบายกันทั่วไปอีก ซึ่งอรูปฌานแบบฤาษีนั้นมีดังนี้ อรูปฌาน มี 4 ระดับ อันดับแรก คือ อากาสานัญจายตนะ เนื้อหาหลักคือคำว่า อากาส ซึ่งทางรูปธรรมก็หมายถึง ที่ว่าง หรือท้องฟ้า ถ้าทางนาม ธรรม ก็คือ อารมณ์ว่างๆ อาการของนามธรรมที่ว่างใส ผู้ปฏิบัติก็พยายาม สร้างอารมณ์ภายในจิตใจให้เกิดอาการ ว่างๆ แจ่มใส เวิ้งๆ ว้างๆ ประหนึ่ง ท้ องฟ้าที่สะอาดขาวโปร่งใสไปไกลไม่มีที่สุด ในความเป็น "อรูปฌาน" นิ่งหลับตาปฏิบัติสะกดจิตแบบนี้ ก็ทำต่อ "รูปฌาน" ที่ทำได้แล้ว คือสร้างอารมณ์จาก"วางเฉย" ให้ "ว่าง"หรือให้สะอาดใสยิ่งกว่าความเป็น "อุเบกขา" ที่ตนทำได้นั้นยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ตามที่ตนเข้าใจซึ่งก็คล้ายคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจเรื่อง "ฌาน" กันในยุคนี้ คือจากที่จะมีอารมณ์เฉยๆ มีความรู้สึ

อ่านต่อ

กกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ก็จะสร้างหรือทำใจให้เข้าไปเป็น อารมณ์ที่ว่างๆ เวิ้งว้าง ดั่งท้องฟ้าที่สะอาดขาวใสโล่งโปร่งทะลุไปไกล อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตามแต่ใครจะกำหนดภาวะที่ตนเข้าใจในความเป็น "อากาส" เท่าที่ภูมิปัญญาของตนมี นักปฏิบัติผู้ใดสร้าง "ภพ" ซึ่งเป็น "แดนเกิด" (สัมภว) ที่เรียกว่า "อากาสานัญจายตนะ" (อากาสานัญจายนตภพ) สำเร็จได้ ก็เป็นผู้บรรลุภพแห่ง "ที่ว่าง" หรือมีความรู้สึก (อารมณ์,เวทนา) ประหนึ่่งได้เข้าสู่ท้องฟ้ากว้างไกลอันเวิ้งว้างว่างใ ส สะอาดปราศจากธุลีใดแล้ว "เสพรส"จากที่ว่างนั้น ซึ่งไม่ใช่ "ความรู้สึก" (เวทนา) อัน "ว่าง" จากกิเลสเลย ผู้ปฏิบัตินี้ แค่ได้ความว่าง (อากาสปฏิลาโภ) เสพอารมณ์ "ที่ว่างใส" อันเวิ้งว้างนั้น อยู่อย่างนั้น เป็นการเข้าสู่ "ภพ" ภพหนึ่งเท่านั้น แล้วเสพอารมณ์ที่เป็น "อากาส" โดย "ตนเอง" ขณะเข้าสู่ "อากาสานัญจยตนณาน" นี้ตนเองก็ยังไม่รู้ตัว มีแต่เสพ หมายความว่า "ตนเองยังไม่รู้ตัว" ว่าตัวเราคือใคร ซึ่งในขณะนั้นจะมีแต่ "ความรู้สึกเสพรสว่าง" (เวทนา) นี้ ขณะนี้เองที่ชื่อว่า "อากาสานัญจายตนฌาน" คือตัวเองยังไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร เพื่ออะไร หรือไม่รู้อะไรอื่นต่างๆ จะได้แต่จมด่ำดิ่งอยู่กับการเสพรสนั้น (เสพรสว่าง) "ธาตุจิต" ยังเป็นแค่ "เวทนาเสพ" ยัง "จมดิ่งอยู่แต่กับรสเสพ" ยังไม่ใช่ "วิญญาณ" ที่บริสุทธิ์ ยังเป็นแค่ อารมณ์เสพ (เวทนา) ซึ่งเป็น “ อารมณ์ ของสัตว์โอปปาติก" อยู่ และ "ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว" เพราะด่ำดิ่งจมอยู่กับอารมณ์เสพนั้นอย่างลืมตัวไปเลย ภาวะของ "อากาสานัญจายตนสัตว์" นี้จึงได้แก่ "อารมณ์ว่างๆ เท่านั้น" จิตใจหรือวิญญาณจมอยู่ใน "ความเป็นสัตว์เต็มตัว" เพราะยังไม่ได้ลดละ ภพ-ชาติแต่อย่างใด "วิญญาณ" ขณะนี้อยู่ในความเป็นสัตว์เต็มสภาพ ลืมความเป็นตัวเองไปเลย ยัง "ไม่รู้ตัวเอง" นั่นเอง จึงยัง มิใช่ "ธาตุรู้" (วิญญาณ) ที่รู้ตัวของตนเต็มตัว ต่อเมื่อ "ธาตุรู้" อันคือ "วิญญาณ" ได้ทำหน้าที่รู้ตัวว่าเป็นเรา รู้ตัวเองเต็มตัวว่าตัวเองคือใคร และขณะนี้ตัวเรากำลังอยู่ในแดนแห่งความว่าง รู้ตัวแล้วว่าเมื่อกี้นี้ เรายังไม่รู้ตัว มีแต่อารมณ์จมดิ่งดื่มด่ำอยู่กับรสเสพ ลืมตัวไปชั่วระยะหนึ่ง เมื่อผู้นี้เข้าสู่ภาวะ "รู้ตัว" ผู้ปฏิบัตินี้ก็เข้าสู่ความเป็น "วิญญา นัญจายตนฌาน" ณ บัดนี้ (สัมปติ) แล้วก็เป็นผู้เสพ "ภพแห่งวิญญาณ" ที่สามารถสร้าง "ภพ" ในภวังค์อันเป็น "อรูปภพ" ให้แก่ตนได้ปานฉะนี้ ต่อไป ฌานหรือสมาธิ แบบที่ไม่สัมมาทิฏฐิแบบพุทธ นี้ก็จะเป็น "ภพ" เป็น "ชาติ" ตามนัยนี้ "วิญญาณ" ที่มีความตื่นจากที่ได้ลืมตัวไปชั่วขณะ บัดนี้วิญญาณแห่งความเป็น "ตัวเอง" เกิดขึ้นใน "อรูปฌาน" แล้ว หลังจากมีแต่ "เวทนา" จมด่ำดิ่งกฤษณาลืมตัวอยู่กับ "ความว่าง" (อากาส) ตกอยู่ใน "อากาสานัญ จายตนภพ" มาชั่วครู่ ตอนนี้ ตื่น (ชาครติ) และ รู้สึกตัว จาก "ภพ" เดิม (อากาสานัญจายตนภพ) นั้น มีสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวมากขึ้นต่อจากสติเข้าไปสู่แนวลึกภายใน) รู้ตัว ว่าตนเองเป็นใครที่เสพอารมณ์นี้อยู่ มีสัมปัชชัญญะได้มากขึ้น แต่ยังไม่มากถึงขั้นมีสัมปชาน (ความรู้สึกตัวต่อจากสัมปชัญญะสูงขึ้นไปอีก) จึงไม่มีภูมิรู้ถึงขนาดจะ "รู้ความจริง" ถึงขั้นแยก "ภพ-ภูมิ" ออก ว่าตนเอง ณ บัดนี้ (สัมปติ) อยู่ใน "อรูปภพ" หรืออยู่ใน "กามภพ" หรืออยู่ใน "รูปภพ" ผู้นี้ก็จะยังไม่มีภูมิสามารถรู้แจ้ง ในเรื่อง "ภพ" เรื่อง "ชาติ" หรือเรื่อง "อัตตา" ที่มี "อธิปัญญาสิกขา" ที่เจริญพัฒนาด้วยไตรสิกขาถึงขั้นเกิดสัมมาญาณพอรู้ได้ เพราะคนผู้นี้ยังตกอยู่ใน "ภพ" นั้นด้วยอวิชชา ยังมี "วิชชา" หรือโลกุ ตรภูมิไม่ถึงขั้น จนสามารถรู้ธรรมะขั้นนี้ได้ จึงไม่มีภูมิรู้พอ ว่าตนเองอยู่ใน "กามภพ" นะขณะนี้ หรือรู้ตัวเองว่าเป็นตัวเองตกอยู่ใน "รูปภพ" นะขณะนี้ หรือตอนนี้ ตนเองอยู่ใน "อรูปภพ" นะ เพราะยังไม่เรียน ยังไม่ได้ฝึกตนเพื่อรู้แจ้งเรื่อง "ภพ" ต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ขั้น "กามภพ" แถมยังต้องแยกเรียนรู้ "อบายภพ" ที่เป็นเบื้องต้นของ "กามภพ" ก่อนเสียอีก เป็นต้น แล้วจึงจะรู้แจ้งจริงใน "รูปภพ" และ "อรูปภพ" เป็นลำดับ ความรู้ในเรื่อง "ภพ-ชาติ-อัตตา" ยังไม่มีมากพอจึงไม่สามารถรู้แจ้งจริงในความเป็น "ชาติ" เป็น "ภพ" โดยเฉพาะความเป็น "อัตตา" ต่างๆ "วิญญานัญจายตนฌาน" ขั้นที่ 2 ของ "อรูปฌาน" ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐินี้ ณ บัดนี้ จึงเป็น "อัตตา" อยู่ตามภูมิตน เพียงแต่ วิญญาณหรือภาวะธาตุรู้ของคนผู้นี้ รู้สึกตัวขึ้นมาจาก "เวทนา" ก ลับมาสู่ความเป็นตนเองเต็มสภาพของ "วิญญาณ" ของตนเองจากที่ "จมดิ่ง" หลงดำกฤษณา อยู่กับ "รสเสพ" นั้นแล้ว บัดนี้กลับมา "ฟื้นคืนความรู้ตัว" แล้ว ตอนนี้อยู่ใน "ภพ" ที่เรียกว่า "วิญญานัญจายตนภพ" ซึ่งมิใช่ "การดับภพ" แต่อย่างใด แต่กลับยิ่งสร้าง "ภพใหม่" ขึ้นมาอีกลึกลับไกลเวิ้งว้างออกไปจาก "ภพ" แห่งมนุษย์สามัญ จึงยิ่งลึกยิ่งลับจาก "ภพสามัญ" ของคนธรรมดาโลกเข้าไปอีก เมื่อได้ "ภพอรูป" ขั้นนี้ ผู้นี้ก็ "เสพภพ" นี้ต่อไป ซึ่งเป็นภพ "ที่ว่าง" (อากาส) แต่ขณะนี้อยู่ในฐานะของผู้ "รู้ตัวเอง" แล้วมี "วิญญาณ" อันเป็น "สัตว์โปปาติกะ" ของตน ทำงานเต็มสภาพแล้ว มีเวทนา -สัญญา-สังขาร ทำงานตามหน้าที่ของเจตสิก แต่ “วิญญาณ” ก็เป็น “ธาตุรู้” ที่อวิชชาอยู่ในภวังค์เท่านั้น ยังเป็นสัตว์ (ยังไม่พ้นสังโยชน์) ที่ด่ำดิ่งใน “ภพของการเสวยความว่าง” นี้ คือจมอยู่แต่ในภวังค์ คือภพภายใน ไม่มีส่วนรับรู้เกี่ยวเนื่องกับภายนอกเลย ปิดสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย (กามทวาร)ทั้ง 5 อยู่ แล้วก็ “รู้” เฉยอยู่อย่างนั้น ความว่าง (อากาส) ก็สว่างใสกว้างไกลไปไม่มีที่สิ้นสุด (อนันตัง อากาโส) วิญญาณสิงสู่เสวย “ภพ” นี้อยู่ก็ถือว่านี่คือ ภูมิ “วิญยานัญจายตนฌาน” ของการปฏิบัติ “ฌาน” ในแบบนี้ ซึ่งผู้สร้าง “ภพ” นี้ได้สำเร็จ ก็กำลังเสพ “อากาส” หรือเสวยอารมณ์ว่างๆ สว่างใสนี้อยู่อย่างภาคภูมิใจ ความเป็น “ภพ” คือ “ภพอาภัสสรา” หรือ “แดนแห่งความสว่างใส” นี้แหละ ซึ่งเป็น “ภพ” จริง เพราะ ไม่ได้ “ดับภพ” แต่อย่างใดเลย กลับสร้าง “ ความสว่างใส” ขึ้นมาใส่จิตใจตนยิ่งขึ้น จึงยิ่ง “เกิดภพ” เพิ่มขึ้นเสียอีก เพราะยังอวิชชา ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นภพ-ชาติ จึงยังหลง “ทำให้เกิด” แทนที่จะ “ทำให้ดับ” และหลง “เสพภพแห่งความสว่างใส มีรัศมีซ่านแผ่ไปไกล” อะไรก็ว่าไป ตามที่พูดกัน ยืนยันกันอยู่ ซึ่ง “สร้าง” (นิมมิต =เนรมิต) ภพสว่างใสนี้ขึ้นมาจนสำเร็จได้ และรู้สึกเอาเองได้ ซึ่งเป็นความรู้สึกเป็นแดนที่น่าอยู่น่าเป็นน่ามี (ภวภพ) จริงๆ รู้สึกอย่างนี้อยู่จริง จิตของท่านผู้นี้จึงบรรลุความเป็น “อาภัสสราพรหม” นี่คือ การบรรลุธรรมของ “เทวนิยม” หรือผู้สามารถเข้าถึง “แดนแห่งความสว่างใส ด้วยการนั่งทำฌานแบบหลับตาสะกดจิตเข้าไป “เกิดภพ” อยู่ในภวังค์หรือในองค์ของภพ “ อาภัสรา” คือ ความสว่างใส ซึ่งตรงกันข้ามกับความมืด ที่ศัพท์บาลีว่า “กิณหะ” เป็น “อาการ” ของจิตใจที่รู้สึกอย่างนั้นอยู่จริงๆ เป็นเรื่องของ “นามธรรม” เองโดยเฉพาะแท้ๆ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่เป็นรูปธรรม หรือ ไม่ใช่เรื่องของวัตถุธรรมเลย จึงยิ่งทำให้ผู้ปฏิบัติตามแบบนี้ ลัทธินี้หลงซ้ำหนักเข้าไปใหญ่ว่า นี่แหละคือ “ปรมัตถ์” เพราะมันเป็นเรื่องของ “จิตเจตสิก” ล้วนๆ “อภิธรรม” แท้ๆ นอกจากจิตไม่เกี่ยวอื่นใดเลย มันก็จริงไม่ขัดแย้งเลย มันเป็นเรื่องของจิตในจิต แต่มันมีนัยสำคัญว่า แบบไหนเป็นไปเพื่อเพิ่ม “สมุทัย” หรือเพื่อลดละ “ภพ-ชาติ” ลดละภาวะกิเลสไปสู่ “นิโรธ” ถ้าเป็นทางรูปธรรมหรือวัตถุธรรม ความสว่างใสนี้ก็คือ สภาวะที่มันเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติภายนอกจิตใจ ซึ่งเป็นภาวะภายนอกต่างหากจากจิตวิญญาณ (เป็นมหาภูตรูป) อย่างคนจะเอา “ตา” ไปสัมผัสมัน หรือ ไม่สัมผัสมัน มันก็เกิดของมันตามธรรมชาติของมัน ไม่เกี่ยวกับคนมันก็สว่างใสของมันเองอยู่แล้ว ตามความเป็นตัวของมันเอง นั่นคือ ความจริงของธรรมชาติ เป็นของแท้ทางรูปธรรม ฟิสิกส์รู้กันดี ถ้ามีใครมี “ตา” ไปสัมผัสมัน ก็เห็นว่ามันสว่างใสตามความเป็นจริงที่มันเป็นอยู่ จะสว่างอย่างใดก็เห็นอย่างนั้น แต่ถ้าหลับตาก็ไม่เห็นความสว่างนั้น เพราะหากคนหลับตาลง ก็จะมีแต่ความมืด (กิณหะ) เท่านั้นในขณะหลับตาสนิท ย่อมไม่ได้สัมผัสกับความสว่างที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าวมาแล้ว จึงมีแต่ความมืดตามสัจธรรมในขณะหลับตา นี่คือความจริงแท้ของสัจธรรม แม้ทางฟิสิกส์ แต่ที่ใครก็ตามรู้สึกว่า มีความสว่างใสอย่างนี้บ้างหรือมีแสงสีอย่างอื่นบ้าง เกิดหรือมีอยู่ในขณะหลับตานั้นนั่นมันคือ “มโนมยอัตตา” คือ “อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ” ซึ่งเป็น อุปาทานทั้งนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เจ้าตัวปั้นขึ้นเองพากเพียรทำขึ้นมาจนสำเร็จ จึงเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นหลอกตนเอง เป็นเท็จ (อลิกะ) แท้ๆ ผู้ยังไม่สามารถเข้าใจในสัจธรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็จะยังอวิชชาอยู่ ยังไม่รู้แจ้งใน “ความมี” ของสรรพสิ่ง และหรือยังไม่รู้แจ้งใน “ความมีที่เป็นปรากฏการณ์หลอก” หรือยังไม่รู้แจ้งใน “ความไม่มี” ที่จริงแท้ ได้ถูกต้องกันง่ายๆ ส่วนอาภัสสราหรือความสว่างใส ที่เป็นภาวะเกิดอยู่ในจิตใจของผู้ “ทำฌาน” แบบนั่งหลับตาสะกดจิต เข้าไปในภวังค์ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่ขณะนี้ เพราะตามจริงมันไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นจริงตามที่วิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ ได้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่า “ตา” มนุษย์ไม่สามารถรับแสงสว่างใสอย่างที่ภายนอกมีนั้นได้ แต่มันเป็นปรากฏการณ์ที่ตนสร้างขึ้นมาเองในจิตใจ เป็นปรากฏการณ์หลอกตนเองยังมีความไม่รู้ (อวิชชา) ซึ่งปรากฎการณ์ที่เกิดในขณะหลับตานั้นเป็นของเท็จ (อลิกะ) เป็นสมมุติธรรมเท่านั้น คือธรรมะที่จริงโดยสมมุติ หรือธรรมะที่รู้ร่วมกันแล้วยอมรับว่าจริงร่วมกัน ของคนหมู่หนึ่ง ยังไม่ใช่ความจริงขั้นปรมัตถธรรม ซึ่งเป็น “อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต” เรียกว่า มโนมยอัตตา ซึ่งตนเองแท้ๆ สร้างความสว่างใสนี้ขึ้นมาด้วยตนเองจนสำเร็จมาให้ตนหลงว่าจริง ไม่ใช่แสงสว่างใสที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติแท้เพราะ โดยสัจธรรมนั้น ในความเป็นคนนั้นถ้าหลับตาลงสนิทแสงสว่างใส (อาภัสสร, ปภา,อาโลกา) ที่ว่านี้จะไม่ปรากฏให้สัมผัสเห็นแต่อย่างใด ผู้ใดเห็นแสงสีต่างๆ ไม่ว่าใดๆ อันไม่ใช่ความมืด (กิณหะ,กัณหะ) เมื่อหลับตาสนิท จึงเป็นของเท็จ (อลิกะ) ถ้าไม่ใช่ภาพที่ปรากฏขณะที่ “ตา” สัมผัส “รูป” อยู่ อยู่ในสภาพคนลืมตาเห็นสิ่งนั้นโทนโท่ ซึ่งเป็นภาวะที่อยู่ในปัจจุบันขณะของ “กามาวจรภูมิ” (ซึ่งอาศัยอยู่ในกามภพ)...จิตใจรับรู้ทุกทวารทั้ง 5 ได้แก่ ทวารภายนอกทั้ง 5 ทำงานมีสัมผัสอยู่แล้วจิตใจ (ทวารที่ 6 ) ก็ทำงานรับรู้ต่อเนื่องกับใจทำงานครบ “อุปาทายรูป” (รูปที่เกิดสืบเนื่องจากมหาภูตรูป) เรียกว่า ปกติที่มีชีวิตสามัญ จิตก็ยังมี “กามาวจรจิต” อยู่ (จิตซึ่งอาศัยกามอยู่, จิตซึ่งท่องเที่ยวไปในกาม) เราก็สามารถอ่านได้จาก ตั้งแต่พฤติกรรมของอาการที่มันยังมีกิริยาของอาการทางวจี ทางกายภายนอกที่หยาบก็ดี ขนาดกลางก็ดี แม้ที่สุดนิดน้อยๆ เรียกว่า ผู้ยังมี กามตามเล่นงานอยู่ เรียกว่า “กามานุสารี” ( ผู้ยังมีใจเยื่อใยใฝ่กามอยู่) เพราะจะสามารถเรียนรู้ความเป็นกามของตน ที่มันยังทำให้เรามีพฤติกรรมทางกามอยู่ไม่ขาดสิ้น ยังมีกามเป็นเหตุให้เราต้องประพฤติอาการของกามทางภายนอกอยู่ เรียกว่า “กามาธิกรณะ” (มีความใคร่เป็นเหตุให้เกิดเรื่อง) ซึ่งผู้ปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิ ก็จะสามารถศึกษาได้จากรายละเอียดของ “ความยังมีภาวะในความเป็นกาม ” โดยเฉพาะอ่านได้จากในจิตใจตนที่มันเป็น “ตักกะ-วิตักกะ-สังกัปปะ” (กามวิตก, กามสังกัปปะ) ด้วยพลังของสัมมาสมาธิ ที่มีสัมมาปฏิบัติก็จะเกิด “สัมมาญาณ-สัมมาวิมุติ” ในจิตส่วนที่เป็นความควบแน่น ได้แก่ จิตที่เรียกว่า “อัปปนา-พยัปปนา-เจตโสอภินิโรปนา” (ปัญญินทรีย์, ปัญญาพละ) ซึ่งในพลังแฝงอยู่ในจิต (potential energy) นั้น มี “พลังปัญญา”อยู่อย่างสำคัญ จิตยังไม่หมดอาการใคร่อยากในทวารทั้ง 5 ยังมีกิริยาอาการของความเสพทางกามคุณ 5 อยู่ โดยเฉพาะมันมีพฤติทางภายนอกเมื่อสัมผัสก็ยังเสพกามรสนั้นๆ อยู่ มากหรือน้อยตามที่ผู้นั้นยังเสพอยู่จริง เรียกว่ายังมี “กามาวจรกิริยา” (จิตที่เป็นกิริยาของการเสพกาม) จิตใจของคนผู้นี้ยังมีความวนเวียนอยู่ในกาม เรียกว่า “กามาวัฏฏะ” (ความวนเวียนอยู่ในกาม) เพราะยังมีความยึดติดในกามอยู่ หรือยังมีอุปาทานที่เรียกว่า “กามุปาทาน” (ความติดยึดในความอยากใคร่นั้นๆ) อยู่ เพราะยังมีสาสวะ หรื อยังไม่หมดกิเลสถึงขั้นสิ้นอาสวะ โดยเฉพาะแม้ทางกามภพ หรือกามทางทวาร 5 ภายนอก เรียกว่า ยังมี “กามาสวะ” (ความใคร่อยากยังไม่หมดอาสวะ) ภาพที่เกิดในจิตใจโดยไม่มีการ “สัมผัส” (ผัสสะ) ด้วยตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย จึง “ไม่ใช่ของจริง” โดยตรง ไม่ใช่ “ภาพ” จากกามาวจร แต่เป็น “ของเท็จ” (อลิกะ) ทั้งสิ้น แม้จะเป็น “การเห็น” ภาพอะไรต่ออะไรต่างๆ ในภพภายในจิตใจก็ล้วนเป็น “การเห็นของเท็จ” ทั้งสิ้น ซึ่งมันไม่ใช่ “ภาวะที่เห็นจากการสัมผัสตรงที่เป็นของจริง” เช่น ภาพหรือ “รูปธ รรม” ที่ไม่ใช่เกิดจากการสัมผัสด้วยทวาร 5 แต่เกิดจาก “ความจำ” (สัญญา) ซึ่งจะระลึกนึกขึ้นมาด้วยเจตนา หรือมันเกิดโดยไม่เจตนาก็ตาม ก็ล้วนเป็น “ของเท็จ” (อลิกะ) ไม่ใช่ “ของจริง” สดๆ แท้ๆ แม้จะระลึกนึกขึ้นมาได้ตรงกับ “ความจริงของเดิม” ที่เราเคยจำได้ เคยรู้จากของจริงมาก่อนก็แค่เหมือนของเดิมที่เป็น “ภาพแห้ง” ที่สร้างขึ้นมาใหม่ นำขึ้นมาเห็นอีกที ไม่ใช่ “ของสด-ของแท้” จึงชื่อว่ายังเป็น “ของเท็จ” (อลิกะ) อยู่ดี ถ้าระลึกได้ไม่เหมือนของเดิม แตกต่างไปจากของเดิม ก็ชัดๆอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ของจริง ผิดเพี้ยนไปจากของจริง ก็ยิ่งไม่จริงก็ยิ่ง “เท็จกว่า” ภาพที่ระลึกได้เหมือนของเดิม ดังนั้น “ภาวะที่ปรุงแต่งออกนอกของจริงหรือเกินไปจากของจริง ” ที่สัมผัสรู้ตามความเป็นจริงจากทวารนั้นๆ ก็คือ “ของเท็จ” (อลิกะ) แท้ๆ เป็นต้นว่า ภาพสีแดง ของจริงก็คือแดง ภาพสีเขียว ของจริงก็เขียว แต่ถ้าปรุงแต่งไปเป็นแดงสวย เขียวสวย หรือแดงไม่สวย เขียวไม่สวย หรือปรุงแต่งไปเป็นความขี้เหร่ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ฯลฯ ในประดาความคิดปรุงแต่ง (สังขาร) ออกนอก “ความจริงตามความเป็นจริง” ไปเยี่ยงนี้เอง ที่ล้วนเป็น “ของเท็จ” (อลิกะ) ทั้งสิ้น ด้วยนัยนี้เอง ภาวะที่เกิดขึ้น ทรงไว้ในใจ ที่เรียกว่า “ธรรม” จึงต้องศึกษาอย่างสำคัญยิ่ง ที่มีประโยชน์ก็มีได้ เป็นได้ แต่ที่เป็นโทษ พาทุกข์ พาทำลายนั้นมากยิ่งกว่านักกว่านัก

ส.ฟ้าไทแทรกว่า… เคยมีสภาวะมีสัมผัส แล้วมีอาการทางกาย แต่ใจเราไม่มีอาการ ก็เป็นสภาวะที่มีได้ในนักปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า... ซึ่งอาตมาก็รับรองว่าเป็นได้จริง ส.ฟ้าไทว่า… กลิ่นเหม็นเรารู้ว่าแสบเหม็น พ่อครูว่า… เราจะรู้ตามสมมุติโลกไปจบที่ผลักหรือดูด ถ้ายังไม่กลางก็ยังไม่อุเบกขา ถ้าจิตไม่ผลักไม่ดูด ก็คือนิวทรอน จะกระทบกระแทกกระเทือนอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว และเราจะรู้เท่าทันเป็นโลกะวิทู หลายอย่างเขาปรุงไปเกินตามเรา เราปรุงไปไม่ไหว ไม่รู้ว่ามันสุขมันอย่างไร เราก็ไม่ต้องไปเสียใจ อย่างนักบอล มาราโดน่าอาตมาก็พอรู้ แต่กังนัมสไตล์นั้นเขามันอย่างไร อาตมาก็ไม่รู้ด้วยนี่คือความปรุงแต่งในโลกที่เขาไปหลงติดหนาเข้าไปเรื่อยๆ ส.ฟ้าไทว่า… เราปรุงตามโลกนั้นต้องปรุงให้อร่อยตามเขาไหม? พ่อครูว่า… ก็ไม่มากจะต้องไปปรุงให้อร่อยแล้วเราต้องไปล้างอีกทำไม จะโง่ทำไม อย่างเรื่องเพลงที่อาตมาแต่ง นักดนตรีเขาไปเรียบเรียง ไปร้อง เขาว่ามันมาได้อย่างไร มันแปลก มีความขัดแย้งอยู่ในตัว แต่ก็อยู่ร่วมกัน ฮาร์โมนี่ด้วยกันได้ บางอย่างแตกต่างกันคนละขั้วเลยแต่ก็ไปด้วยกันได้

เราเข้าใจ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปปรุงร่วมกับเขา อาตมานั้นต้องช่วยเขาเลยต้องปรุงอนุโลมร่วมกับเขาจนเป็นลิงเป็นค่างไปแล้ว จะมาสงบใหม่ต้องใช้เวลา ส่วนพระพุทธเจ้าท่านมีกายที่ผ่องใส ใน 2 ครั้งคือ ตอนตรัสรู้ใหม่ๆ และตอนปรินิพพาน คือตอนยังไม่ปรุงทำงานอะไร และตอนที่ปลงอายุสังขารแล้ว ปลงภาระแล้ว ธรรม คือ ภาวะที่ทรงอยู่ในใจ เมื่อไม่มี “การสัมผัส” ในปัจจุบันนั้น ก็ไม่มี “ของจริง” เกิดขึ้นในจิตใจ ด้วยประการฉะนี้แล พระพุทธเจ้าจึงให้ศึกษาจาก “ของจริง” ที่เกิดจาก “สัมผัส” ทางตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย เป็นเบื้องต้น เพราะของหลอกหรือของเท็จที่ “ปรุงแต่ง” (สังขาร) ออกไปจาก “ความจริงตามความเป็นจริง” นั้น มากกว่ามากเหลือเกิน ที่คนรู้ไม่เท่าทัน แล้วหลงติดหลงยึดกันมาก จึงพากันทุกข์มาก และเป็นภัยเป็นโทษมาก สิ่งที่ “เกิด”เพราะ “การปรุงแต่ง” นี่แหละที่มากมายสุดจะประมาณของมนุษย์ทำขึ้น สร้างขึ้น มอมเมากัน “ความเกิด” ที่ภาษาบาลีว่า “ชาติ” จึงเป็นต้นตอหรือเป็นปัจจัย ให้เกิดภพ เกิดอุปาทาน เกิดตัณหา เกิดเวทนา เกิดผัสสะ เกิดอายตนะ เกิดนามรูป เกิดวิญญาณ เกิดสังขาร และที่สุดเกิด “อวิชชา” ฉะนี้เอง สิ่งที่ “เกิด” หรือ “ความเกิด” ที่เรียกว่า “ชาติ” จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษา และรู้จัก “ความเกิด” ให้เท่าทัน ลึกซึ้งละเอียดลออ จึงจะทุกข์น้อยลง จนกระทั่งสิ้นทุกข์สนิทและเป็นคนมีประโยชน์ในสาระแท้ได้มากขึ้น อาตมา ได้แจกแจงภพที่เราไปหลง ตั้งแต่อยู่ภายในเป็นรูปภพ อรูปภพ และอธิบายเนื่องมาถึงภพภายนอกคือกามภพ ซึ่งเกิดจากความโง่ที่ไม่รู้ในการสังขาร เราต้องเรียนรู้ไปถึงองค์ธรรมของสังกัปปะ 7 ต้องเรียนรู้ใน ตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา ต้องเรียนรู้ให้ถึงอย่างนี้จึงคือการทำโยนิ โสมนสิการได้ จะปฏิบัติไม่ถูกแท้หรอก กว่า อาตมา จะมาอธิบายได้ ต้องรู้เหตุ รู้กามานุสารีย์ กามธิกรณะอย่างมากมายจึงมาอธิบายได้

ส.ฟ้าไทสรุป...วันนี้ได้ฟังสิ่งที่ลึกซึ้งมาก บางสิ่งเราไม่สามารถรู้ได้เช่นอรูปฌานแบบฤาษี ที่เราไม่มีสภาวะ แต่ก็พอทำความเข้าใจตามได้ และไปถึงเรื่องกามภพ กามตัณหา ที่มีนัยละเอียดลึกซึ้งที่เกิดจากกามุปาทาน สิ่งเหล่านี้จะหมดได้ เราต้องปฏิบัติถึงในสังกัปปะ 7 แต่จะมีได้เราต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังให้บริบูรณ์ ศรัทธาให้บริบูรณ์ แล้วเราจะทำอย่างไรให้บริบูรณ์เราต้องพยายามต่อไป.... จบ....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน