560712_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.เดินดิน เรื่อง อ่านปัญหาของคุณ ๘๗๐๕ ตอน ๓.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560712 รายการเรียนอิสระ (ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.เดินดิน เรื่อง อ่านปัญหาของคุณ 8705 ตอน 3 ส มณะ เดินดินว่า …วันนี้ วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2556 ที่ห้องกันเกรา สันติ อโศก ขณะนี้ข่าวเรื่องศาสนากับการเมือง เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย ในไทยรัฐหน้า 3 คุณกิเลน ประลองเชิง ได้เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่อง ผู้นำเก๊ไว้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้ไม่ฉลาดเรื่อง พุทธพยากรณ์ หัวข้อ ภิกษุเถระชอบสบาย ในหนังสือตำราดูพระ (ปุ่น จงประเสริฐ เรียบเรียงจากขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ของท่านอาจารย์พุทธทาส) อ้างเหตุพระเถระ ยกคำตรัสของพระพุทธองค์ ดังต่อไปนี้ กัสสปะ ก็ในเวลานี้ พวกภิกษุชั้นเถระ ไม่สมาทานการอยู่ป่าเป็นวัตร ไม่สมาทานการบิณฑบาตเป็นวัตร ไม่สมาทานการใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่สมาทานการใช้ผ้าจีวรเพียงสามผืนเป็นวัตร ไม่จำกัดความต้องการให้มีแต่น้อยไม่สันโดษ ไม่อยู่สงบ ไม่เป็นผู้อยู่อย่างไม่คลุกคลีกัน ไม่ปรารภความเพียรและไม่กล่าวสรรเสริญการกระทำเช่นนั้น ภิกษุรูปใด เป็นคนมีชื่อเสียงคนรู้จักมาก มีเกียรติยศ มีลาภด้วยบริขาร คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัช ภิกษุชั้นเถระด้วยกัน ก็เชิญให้นั่งเฉพาะภิกษุรูปนั้น ด้วยคำเป็นต้นว่า มาเถิดภิกษุ ภิกษุนี้ชื่ออะไร ภิกษุนี้ช่างมีวาสนาเสียจริง ภิกษุนี้เป็นที่รักของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันมาเถิดภิกษุ นิมนต์ท่านนั่งอาสนะนี้ ดังนี้ กัสสปะ ครั้นภิกษุเถระประพฤติกันอยู่ดังนี้ ความคิดก็เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้บวชใหม่ว่า “ได้ยินว่า ภิกษุรูปใดมีชื่อเสียงคนรู้จักมาก มีเกียรติยศ มีลาภด้วยบริขารคือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัช” พวกภิกษุผู้บวชใหม่เหล่านั้น ก็พากันประพฤติเพื่อให้เป็นเช่นนั้น และข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เป็นประโยชน์เกื
อ่านต่อ
้อกูลแก่พวกภิกษุเหล่านั้น สิ้นกาลนาน กัสสปะ จริงทีเดียว เมื่อใดใครจะกล่าวให้ถูกต้องแก่กาลเทศะและบุคคลว่า พรหมจารีถูกย่ำยีเสียแล้ว ด้วยอันตรธานอย่างของพรหมจารี พรหมจารีถูกร้อยรัดเสียแล้ว ด้วยเครื่องร้อยรัดอันยิ่งใหญ่อย่างของ พรหมจารี” ดังนี้แล้ว เขาพึงกล่าวข้อความนั้นได้ ในกาลบัดนี้ ตำราดูพระ หัวข้อภิกษุผู้นำเก๊ ยกพุทธภาษิต ตรัสแก่ภิกษุที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้เมืองอุกกเวลา... ภิกษุทั้งหลาย...สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง เป็นผู้ไม่ฉลาดเรื่องโลกนี้ ไม่ฉลาดเรื่องโลกอื่น เป็นผู้ไม่ฉลาดเรื่องเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นที่อยู่ของมารไม่ฉลาดเรื่องนิพพาน อันไม่เป็นที่อยู่ของมาร เป็นผู้ไม่ ฉลาดเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เป็นที่อยู่ของมฤตยู ไม่ฉลาดเรื่องนิพพานอันไม่เป็นที่อยู่ของมฤตยู ชนเหล่าใดเกิดไปสำคัญ ถ้อยคำของสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ควรฟังควรเชื่อ ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เป็นประโยชน์แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ภิกษุทั้งหลาย ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องเคยมีมาแล้ว โคบาลชาวมคธเป็นคนปัญญาทึบโดยกำเนิด ไม่คำนึงถึงฤดูกาลในเดือนท้ายฤดูฝน ไม่ตรวจตราดูฝั่งแม่น้ำคงคาทางฟากนี้ ได้ต้อนฝูงโคข้ามไปฝั่งเหนือ แห่งวิเทหรัฐฟากโน้น ตรงที่มิใช่ท่าสำหรับโคข้าม ฝูงโคจึงต้องว่ายวกเวียนมา ในท่ามกลางกระแสแม่น้ำคงคา เพราะไม่อาจขึ้นฝั่งข้างใดได้ก็พากันถึงความตาย ในกลางกระแสน้ำนั้นเอง ตำราดูพระ ยังแนะวิธีดูพระเก๊พระแท้ ไว้อีกหลายเรื่องผมอ่านสองเรื่องนี้ แล้วก็นึกถึงพระเถระมากมายในบ้านเมืองเรา...ตั้งแต่มีข่าวหลวงปู่เณรคำเรื่อยมา ท่านก็ดูเหมือนจะตั้งมั่นอยู่ในธรรมะข้ออุเบกขา...ไม่หนาวไม่ร้อน แต่ก็ไม่น่าจะไปนินทาว่าร้ายท่าน...การที่ฝ่ายศาสนจักรนิ่ง...ก็เหมือนเร่งฝ่ายอาณาจักร ให้เข้ามาชำระสะสาง... ปัญหาก็คือ เมื่อล้างขี้เหม็นๆก้อนนี้ได้แล้ว ก็ยังมีขี้ก้อนใหญ่ๆ เหม็นๆอีกหลายก้อน ให้ฝ่ายอาณาจักรช่วยกันล้าง ขืนปล่อยไว้ จะมีผู้คนมากมาย...เหมือนฝูงโคถูกโคบาลโง่...ต้อนไปจมน้ำ ที่น่าสงสารก็คือ โคไม่น้อยไม่รู้ตัวว่า กำลังถูกต้อนไปจมน้ำ และกำลังจะตาย. กิเลน ประลองเชิง
พ่อครูว่า … คงจะอธิบายธรรมะในระดับปรมัตถธรรม พูดเรื่องรูปนาม ,กาย ,สัญญา, ซึ่งคนธรรมดาฟังคำเหล่านี้ก็ไม่เข้าใจ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิจริงก็จะรู้ไม่ได้ ส่วนมากก็ยังมิจฉาทิฏฐิยังไม่เข้าใจถูกต้องตามสภาวธรรม ก็ยังดีมีคุณ 8705 ได้ส่งประเด็นมา ทำให้ อาตมา มีประเด็นอธิบาย ซึ่งเขาคล้ายกับตัวแทนของคนทั่วไปที่ยึดถือกัน ซึ่งเป็นคนหมู่มาก ซึ่งเขาว่าประชาธิปไตยเขาถือว่าหมู่มากถูก แม้พระพุทธเจ้าก็มีเยภุยสิกา ใช้เสียงข้างมาก แต่ที่จริงในเสียงข้างมากก็มีอะไรซับซ้อนอยู่ คนที่มีกิเลสมีมาก มาก กว่าคนที่กิเลสน้อย ดังนั้น จะเอาที่ว่าเสียงข้างมากของคนกิเลสมาก มาตัดสินก็ไม่ตรงตามสัจธรรม ก็มี sms ของ 8705 มาอีกเมื่อวานนี้ มีมาอีกก็ขออ่านให้ฟังก่อน..... _ 0888705xxx ว่า… พธร.ลองไปอ่านวิปัสนาญาณ 16 เสียใหม่ จะเห็นว่าญาณ 1,2,3 ยังเป็นสมมุติอยู่ เพราะยังไม่เห็นปรมัตถ์! แต่พอถึงอุทัพยญาณคือญาณที่ 4 หรือเป็นญาณที่เห็นความเกิด-ดับของนาม-รูป หรือคือเห็นอนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา อันเป็นปรมัตถ์นั่นเอง! นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของวิปัสนาอย่างแท้จริงก็เพราะที่เห็นอนัตตานั้น! ซึ่งมีอยู่เฉพาะในศาสนาพุทธเท่านั้น เหตุนี้เราจึงบอกว่าการเห็นอนัตตา คือเบื้องต้นของวิปัสนาญาณ หรือเบื้องต้นของพุทธนั่นเอง _0888705xxx ว่า… และการที่จะเห็นอนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตาได้นั้น..จิตก็ต้องปราศจากอุปาทานว่าเป็นตัวตนหรืออัตตาให้ได้เสียก่อนด้วย! ซึ่งจิตประเภทที่ปราศจากอุปาทานเห็นว่าเป็นอัตตานี้..ที่แม้จะปราศจากชั่วคราวก็ตาม..ก็เรียกว่าจิตวิมุตแล้ว เพียงแต่ยังเป็นวิมุตของปุถุชนที่ย่อมกลับมากำเริบได้อีกเสมอ จึงเรียกว่าสมยวิมุตโตไง! ฉะนั้นพธร.ควรจะเก็บความโง่ไว้คนเดียว อย่าได้เผยแพร่ความโง่อีกเลย! สงสารสตรี,เด็ก,คนชราจะต้องพลอยมาโง่ตาม! พ่อครู ว่า… คุณ 8705 ได้แต่วาทะและตรรกะแต่ตรรกะที่สื่อมาก็ยังมั่วอีก อย่างเช่นที่ว่าปุถุชนมีวิมุตินั้นที่จริง ปุถุชนนั้นไม่มีวิมุติหรอก วิมุติคือสภาวะที่กิเลสไม่มี คำว่าวิมุติคือหลุดพ้นจากภพภูมิที่มีกิเลส คำว่านิโรธคือกิเลสดับเช่นกัน และขณะที่วิมุติหรือนิโรธก็คือ สมยวิมุติ ก็คือวิมุติขณะนั้นไง แต่ 8705 ว่าปุถุชนก็มีวิมุติชั่วคราวไง ซึ่ง อาตมา ว่า 8705 เข้าใจวิมุติผิดไป เขาเข้าใจว่าวิมุติคือปราศจากกามปราศจากอัตตา เมื่อไม่มีก็วิมุติก็อนัตตา ก็อย่าไปยึดทั้งอัตตาและอนัตตา ก็ไม่ต้องยึดทั้งนั้น โดยเข้าใจว่าวิมุติหรืออนัตตามาใช้ แล้วใช้ภาษาว่า สมยวิมุติ คือวิมุติชั่วคราว ซึ่งคำว่าวิมุตินี้ต่างจาก อาตมา และคำว่า อัตตา ,วิมุติก็สัญญากำหนดต่างจาก อาตมา ซึ่งก็จะได้ผลต่างกัน วิมุติคือกิเลสไม่มี ไม่ว่าจะสมยวิมุติ การมีวิมุติคือสภาพที่ต้องรู้เนกขัมสิตอุเบกขา ต้องอ่านเวทนาในเวทนาออก โดยเฉพาะเวทนาที่เป็นมโนปวิจาร 18 ถ้าเป็นของฝ่ายปุถุชนเรียก เคหสิตเวทนา 18 ซึ่งอุเบกขาของปุถุชนก็มี ซึ่งอุเบกขาคือฐานวิมุติ จิตกลางๆไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีดูดหรือผลัก จิตเฉยๆ ไม่มีนิวรณ์ ไม่มีแม้แต่ปีติสุข มีแต่เอกัคคตา แต่จิตเคหสิตเวทนาไม่ได้รู้จักนิวรณ์ ไม่ได้ดับนิวรณ์ แต่เป็นอุเบกขาพักยก มีแล้วมันก็ดับชั่วคราวพักยก แต่คุณ 8705 ไปหลงว่าการพักยกนี้เป็นวิมุติ ซึ่งมโนปวิจาร 18 ต้องเรียนรู้ทั้ง 6 ทวาร แต่ว่า 8705 ไม่ได้เรียนรู้มโนปวิจาร เลย ก็พิพากษาจากพยัญชนะที่เขาแสดงออกมา ก็ต้องว่าคุณผิดอาตมาถูก แต่แน่นอนคุณก็ต้องว่าอาตมาผิด คุณถูก ซึ่ง อาตมา ออกจะเชื่อว่า คุณ 8705 ฟังไม่รู้เรื่อง แต่พวกเรารู้เรื่องกัน โดยเฉพาะเขาไม่รู้มโนปวิจาร 18 ซึ่งต้องเรียนรู้ให้ครบทุกทวาร แต่คุณ 8705 ว่าเรียนรู้แต่ทางทวารใจอย่างเดียว ซึ่งต้องเรียนรู้ให้ครบทวาร อย่างมีผัสสะจะเห็นปรมัตถ์ เห็นจิตเจตสิก รูปนิพพานได้ เราต้องอ่านรู้เวทนา แม้มันไม่วิมุติ ในขณะที่ยังเป็นโสมนัส โทมนัส อุเบกขา ก็ต้องรู้ แต่ถ้าไม่รู้มโนปวิจารก็โมเมว่า อุเบกขาเคหสิต เป็นวิมุติ ซึ่งปุถุชนไม่ได้มีวิมุติ แต่เข้าใจว่าปราศจากกิเลสชั่วคราว เป็นสมยวิมุติ จิตว่างจากนิวรณ์ว่า คืออุเบกขา ซึ่งการไม่มีนิวรณ์นี้คือฌาน แต่ต้องเป็นฌาน 4 ก็เป็นฐานนิพพาน หรือจะเอาตั้งแต่ฌาน 1 มีฐานนิพพานก็ได้ แต่ต้องรู้ว่าทำอย่างไรจึงเป็นฌานพุทธ เข้าภูมิโลกุตระได้ ซึ่งโลกุตรภูมิ มี 9 ภูมิ คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตมรรค อรหัตผล และโลกุตระภูมิอีกหนึ่ง รวมเป็น 9 การเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เห็นตั้งแต่สัมมสนญาณ บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็นของไม่เที่ยง (อนิจจโต) จึงละมิจฉาทิฏฐิได้ ซึ่งทุกคนมีเคหสิตอุเบกขา แม้ไม่เรียนมา ก็มีสภาพนี้ ซึ่งไม่ใช่วิมุติ เริ่มต้นญาณ 16 ก็เป็นปรมัตถ์ คือ โสฬสญาณ 1. นามรูปปริเฉทญาณ ญาณจำแนกรู้รูป-รู้นาม และ นามธรรมก็เปลี่ยนเป็น “รูป” ให้ถูกจับมารู้อีกที ความไม่คงที่ก็คือความไม่เที่ยง คือ อนิจจัง ผู้เห็นความไม่เที่ยงคือพ้นมิจฉาทิฏฐิ แต่ยังไม่เห็นทุกขัง ต้องเห็นสักกายะ บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็นทุกข์ (ทุกขโต) จึงละสักกายทิฏฐิได้ แต่คุณ 8705 ว่าเห็นคนที่ผ่านมาเป็นตัวทุกข์... จาก sms เมื่อหลายวันก่อน... แต่เราต้องอ่านอาการทุกข์ออก คือเห็นทุกข์ให้ได้ โดยมีวิปัสสี 4 คือ อนิจจาสุปัสสี-วิราคานุปัสสี-นิโรธานุปัสสี-ปฏินิสัคคานุปัสสี ต้องอ่านให้เห็นเหตุ คือสักกายะ (องค์ประชุมของเจตสิกธรรม) เห็นอยู่อย่างสดๆ เป็นของจริง เราพิจารณาเวทนาในเวทนา ว่ามันมีเหตุแห่งทุกข์ เป็นทุกขเวทนา เป็นเนกขัมสิตทุกขเวทนา ที่เกิดจากรูปกายภายนอก ถ้าสัญญากำหนดแต่ภายนอก เรียกว่า รูปกาย (มีนามและรูป) แต่ถ้าต่อเนื่องเข้าไปภายใน นามกายที่ถูกรู้ก็เรียกว่า นามรูป คือมันถูกสัญญา (ญาณปัญญา) เรากำหนดรู้ในนามกายนั้นๆได้ แม้จะนั่งเจโตสมถะก็เข้าไปอ่านอารมณ์ความรู้สึกขณะตัดภายนอกหมดก็อ่านได้ นามกายถูกญาณเรารู้ เมื่อมันถูกรู้มันก็คือ “นามรูป” คุณ 8705 เอาวิมุติมายัดใส่ปุถุชนนี้ แสดงให้เห็นว่ายังไม่เข้าใจอะไรเลย การปหาน 5 สมุทเฉทปหาน คือทำให้กิเลสลดได้แล้ว เป็นฌานแล้ว แต่ ฌาน 1-3 ยังไม่เรียกอุเบกขาแท้ ต้องฌาน 4 จึงเรียกอุเบกขาแท้ เมื่อสมุทเฉทปหานแล้วก็ปฏิปัสสัทธิปหาน ทวนแล้วทวนอีก อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง เป็นญาณฯ ข้อ 2 ในญาณ 7 พระโสดาบัน เมื่อเริ่มมีญาณ ก็เรียกว่าเป็นผู้สามารถเข้าสู่ปรมัตถ์ เริ่มมีญาณรู้นามรูป คือนามรูปปริเฉทญาณ สัมผัสจิตเจตสิกได้ แต่ยังไม่เห็นความไม่เที่ยง แต่เริ่มเห็นจิตในจิต เห็นปรมัตถ์ แล้วกิเลสมันก็ไม่เที่ยง ไม่คงที่ เกิด-อยู่-ดับไปได้ จะเป็นเวทนาในเวทนา หรือ กายในกายก็ตาม ขณะที่ถูกรู้มันก็คือรูป สัญญาไปกำหนดรู้ว่าอย่างนี้ เช่น สัญญาเราไปกำหนดรู้ตอนสัมผัส เช่น เห็นดอกไม้ สัมผัสปุ๊ปก็ปรุงแต่งสังขาร เป็นเวทนาทันที รวมเป็นเวทนา มีรูปร่างสีสันตัวตนเป็นองค์ประชุม เข้าสเปคเลย ว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น ก็เป็นอารมณ์ชอบ ถ้าได้ก็สมตัณหา ต้องอ่านตัณหาได้ คุณต้องแยกว่า มีกามเข้าไปร่วมด้วยหรือไม่ อ่านในสังกัปปะ 7 คุณต้องดักรู้ตั้งแต่ ตักกะ พิจารณาแยกแยะเป็นตีรณปริญญาออก อ่านตัณหา อุปาทานได้ ว่าเราเคยสะสมว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต้องอย่างนี้ ถ้าเอามากินมาดู ถ้าตรงกับสเปค หรืออุปาทานคุณก็สุขเต็มรูปเลย อัตตา นั้นคืออุปาทาน และคือตัณหา นั่นเอง สเปคคืออุปาทาน พอมันอยากมันเคลื่อนไหวขึ้นมาเป็นพลังงานเคลื่อนก็เรียกว่า “ตัณหา” ตัวเคลื่อนจะรู้ง่ายกว่าอุปาทานที่มันนิ่ง พระพุทธเจ้าว่าถ้าจะล้างอุปาทานได้ก็เก่ง แต่ถ้าล้างตัณหาได้ก็ล้างอุปาทานได้ อุปาทานเป็นอนุสัย อาสวะอยู่ข้างใน ท่านอธิบายอย่างสโลว์โมชั่น ว่าเป็นนิทาน “พญานาค” นอนอยู่ใต้น้ำ พระพุทธเจ้าลอยถาดทองคำ ตรงที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ลอยถาดที่นั่น ถาดทองมากองกัน เมื่อลอยมาตกกระทบถาดทองเก่าของพระพุทธเจ้าก็ดังมากเลยเพราะเป็นลักษณะโลกีย์ พญานาคนอนหลับลึกมาก ไม่มีอะไรปลุกได้ แต่ถาดทองคำที่มากระทบกันก็ดังมาก ท่านสมมุติเป็นถาดทองคำพิเศษ ดังมาก จนพญานาคต้องตื่น แม้ขี้เซามาก ตื่นมาก็ได้ยินทุกทีที่พระพุทธเจ้าลอยถาด หมายความว่า ต้องให้ความรู้ฤทธิ ์ เดชของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะปลุกให้ตื่นได้ ตื่นจากโลกียะมาสู่โลกุตระ ลูกพญานาค หลานพญานาคทั้งหลายก็งมงายหลงใหลโลกียะมานาน ไม่ได้ยินเสียงถาดของพระพุทธเจ้าเลย แต่ถ้าคุณติดหลับหนัก คุณก็จมในโลกียะใหญ่เลย แม้รู้สึกตัวมาก็หลับต่อไปเป็นพญานาคาต่อไปอีกนานนับกัปป์กาล พวกเราอย่าไปเป็นพญานาคเลย เป็นแค่ลูกหลานนาคก็พอ ซึ่ง นาคะแปลว่า ผู้ยิ่งใหญ่ทางโลกีย์ และที่กำลังอาละวาดหนักในไทย เขาเป็นผู้หลับใหลโลกีย์ ทำความเดือดร้อนให้คนจำนวนมาก พญานาคตัวนี้อาละวาดในไทยหนักมาก หลับใหลหลงใหลนานมาก แม้เสียงถาดทองคำพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ยินหรอก ยิ่งพระพุทธเจ้าไม่อุบัติก็ไม่ได้ยิน แค่เสียงโพธิสัตว์ก็ไม่มีทางได้ยิน แ ค่ ถาดพลาสติกยิ่งไม่ได้ยินใหญ่ ผู้ไม่รู้ก็เห็นธรรมะไม่ได้ เห็นอัตตาไม่ได้ เห็นทุกข์ไม่ได้ เพราะเขาได้แต่ตรรกะว่า ไม่ใช่อัตตา ทุกอย่าง แล้วก็ปิดประตูที่จะเรียนรู้อัตตาของตน ซึ่งพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้อัตตาในสุริยเปยยาลสูตร อัตตาตัวแรกที่ต้องเรียนรู้คือ “สักกายะ” ซึ่งต้องเรียนรู้ขณะผัสสะ จะได้เรียนรู้นาม ที่มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ซึ่งสังขารก็คือเวทนานั่นแหละ คนไม่รู้ก็ปรุงแต่งทันที อ่านสังขารไม่ออก ดั้งนั้น คุณต้องอ่านสังขารให้ออกก่อน มันปรุงเป็นผีหรือเทวดา ถ้าปรุงชอบใจก็เป็นสมมุติเทพ คือเทวดาเก๊ ซึ่งคำว่าสมมุติเทพเขาระบุเป็นตัวตนว่า คือผู้ที่บริบูรณ์ด้วยโลกียะหรือโลกธรรม เช่นพระราชา และเชื้อพระวงศ์ อย่างเช่น เจ้าชายอนุรุธ ก็เรียกหาขนมไม่มี ปรมัตถ์แท้ คืออยู่ในจิต ไม่ได้อยู่นอกจิตหรอก จิตนิยามของคนจะรู้ทุกข์ นั้นต้องเป็นเวไนยสัตว์ พระพุทธเจ้าว่า คนจะรู้ความเป็นทุกข์ยากยิ่งกว่า ยิงศรเข้าเสียบรูกุญแจในระยะทางไกลหลายดอก การจะอ่านอาการทุกข์อย่างรู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทศได้ อย่างปัจจุบันขณะผัสสะนั้นยากยิ่งนัก ยากกว่าจักเส้นผมเป็น 7 แฉก แต่ละแฉกเท่ากันด้วย การจะเห็น “สักกายะ” นั้นยิ่งเห็นได้ยาก แล้วจะไปเข้าใจกายใน กายกลิ คือ สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย กายคตา คือ องค์ประชุมที่ดำเนินไปตลอด เราต้องอ่าน รูปกาย เข้ามาหานามกายข้างใน คนเกิดญาณก็สามาถรู้กายได้ ก็เรียกว่า นามรูป ถ้ามัน กายทห คือ ความเร่าร้อนของกาย หรือแม้แต่ที่ใช้คำว่า “ทรถ” คือ กระวนกระวาย ไม่ถึงความเร่าร้อน ในอรหันต์ อนาคาฯก็มี กายานุปัสสนา คือ การอ่านกำหนดรู้กาย กายปัสสัทธิ คือ ความสงบของกาย ซึ่งไม่ใช่แค่ร่างนิ่ง แต่หมายเอานามธรรมที่สงบจากกิเลส กายกัมมันยตา คือ ความคล่องแห่งกาย ทำงานได้ดีเยี่ยม ทำงานอย่างไม่มีกิเลส ซึ่งมีไวยพจน์คือ กายปาคุญญตา กายปาคุญญตา เป็น ความคล่องแคล่วแววไวของจิต ที่สงบ เป็นองค์ประกอบของอุเบกขาที่มีองค์คุณ 5 คือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมั ญญ า ปภัสสรา มีกำลัง 4 เต็มรูปเลย มีอิทธิบาทที่มี ฉันทิทธิบาท วิริยิทธิบาท จิตติทธิบาท วิมังสิทธิบาท เป็นสังขาร เป็น ฉันทสมาธิปธานสังขาร วิริยสมาธิปธานสังขาร จิตตสมาธิปธานสังขาร วิมังสสมาธิปธานสังขาร จึงเป็น กายกัมมั ญญ ตา เป็นองค์คุณอุเบกขาที่มีมุทุ กัมมั ญญ า จึงเป็น กายกัมมั ญญต า ก็ยังไม่เข้าไปตอบเนื้อหาที่คุณ 8705 เขียนมาเท่าไหรในวันที่ 8 ซึ่งคุณก็กำลังจับยัด อาตมา ให้เป็นเช่นนั้น ที่ว่า อาตมา เข้าใจคำว่าจิตตานุปัสสนาญาณกับเจโตปริยญาณ ว่าเหมือนกัน ซึ่ง อาตมา เข้าใจเจโตปริยญาณอย่างละเอียดอย่างที่ได้เคยอธิบายไปแล้ว ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนด รู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ ซึ่งสัตว์อื่นบุคคลอื่น ไม่ใช่บุคคลอื่นสัตว์อื่นนอกตัวเรา แต่ที่จริงก็คือจิตเราที่ได้มีการเจริญหรือเสื่อม เมื่อเอากิเลสออกได้ก็เป็นคนโลกใหม่ เป็นสัมปายิกภพ เป็นการเจริญไปสู่ข้างหน้าหรือโลกหน้า แต่ถ้าคุณวนเวียนสุขทุกข์โลกีย์ คุณก็ยังแยกโลกโลกีย์กับโลกุตระไม่ได้ คุณก็แยกเคหสิตกับเนกขัมมะไม่ได้ ก็ไปสู่นิพพานไม่ได้แน่นอน ส มณะ เดินดินสรุป … ความไม่เข้าใจในโลกสองโลกนั้น ทำให้ คน อย่างคุณ 8705 ไปเห็นว่าสัตว์อื่น บุคคลอื่น ก็คือบุคคลอื่นจริงๆ อย่างเขาเห็นผู้หญิงเดินมาก็สามารถอ่านรู้ใจคนอื่นได้เลยทันที ซึ่งมันไปไกลคนละอย่างกับที่พ่อครูอธิบายเลย พ่อครูพยายามทำความเข้าใจให้รู้ความเห็นของคนส่วนใหญ่ที่เขาท่องได้ก็บอกว่ารู้แล้วบรรลุแล้ว ท่องปฏิจสมุปบาทก็ได้แล้ว เป็นการใช้ตรรกะ แต่ว่าจะปฏิบัติอย่างไร ที่จะให้บรรลุได้ ซึ่งเมื่อท้วงไปเขาก็พยายามอธิบายการปฏิบัติของเขาว่าเขาเดินไปตามสะพาน...ซึ่งก็ไกลกันสุดกู่เลย เขาก็ว่าเราโง่มากมายเลย และพ่อครูก็เข้าใจเขาได้ ซึ่งถ้าคุณ 8705 พยายามเข้าใจสิ่งที่พ่อครูอธิบาย ก็จะเรียกได้ว่าไม่ได้โง่จริงๆ...จบ