560410_ตอบปัญหา(ละ)ดับชาติ งานปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๗ โดยพ่อครู.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์338 KB
วันที่แก้ไข19 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560410_ตอบปัญหา(ละ)ดับชาติ งานปลุกเสกฯครั้งที่ 37 โดยพ่อครู พ่อครูว่า…วันนี้วันที่ 10 เมษายน 2556 ปีนี้งานปลุกเสกฯ ของเรามีอะไรหลายอย่างปรับเข้ากับเหตุการณ์ การตอบปัญหาก็จะมีวันนี้วันเดียว เพราะพรุ่งนี้จะเป็นการเตรียมงาน ซึ่งงานที่เข้ามามาก ถ้างานตกคน คือสิ่งเจริญ แต่ถ้าคนตกงาน แสดงถึง คนไม่ฉลาด หางานไม่ได้ สู้ผึ้ง สู้มดปลวกไม่ได้ คนเราหางานไม่ได้เพราะโง่เป็นหลัก โง่ดักดาน จะทำก็เลือกงาน แล้วก็ต้องไปพึ่งเขา ถ้าเราจะเลือกงานเราก็ทำเองเลย เสร็จแล้วเราเลือกงานที่ต้องไปพึ่งเขา เรียนจบปริญญามาก็ตกงาน แต่คนจบ ป. 4 มากมายที่ทำงาน แม้จะเหน็ดเหนื่อยก็ภาคภูมิใจที่ทำงานสุจริต ซับซ้อนว่า เราฉลาดขึ้นหรือโง่มากขึ้น เด็กที่จบปริญญามาแต่ทำงานไม่เป็นไม่รู้จักทำงาน แต่คนไม่จบปริญญามีงานทำ บางคนที่จบปริญญามา มอมเมา โกงมนุษย์อีก ที่พูดด้วยสัจธรรม เพื่อให้ตรึกตรองตรวจสอบ ต่อไปเป็นการตอบปัญหา(ละ)ดับชาติ _ จากศิษย์ของพ่อครูคนหนึ่ง ถึงคุณ8705 ได้ฟังข้อความที่ sms มาหลายข้อความ ไม่ได้มีจิตโกรธโมโห.........................คงไม่รู้กระมังว่าการอบรมมี 37 ครั้งแล้ว มีแต่เนื้อหาธรรมะ มีบางครั้งที่มีการสัมภาษณ์ผู้มาชุมนุม พ่อครูหลอกเราให้เสียสละ ทำกสิกรรมไร้สารพิษ พ่อครูว่า… คุณ 8705 จะรับฟังการสอนหรือไม่ ซึ่งคุณ 8705 ก็sms มาเมื่อเช้านี้ มีหยาบคายหลายอันจะไม่อ่าน แต่จะอ่านอันหนึ่งที่ส่งมาบอกว่า _0888705xxx บุญคือชำระจิตสันดานให้หมดจด ก็เหมือนกับการเอา กระดาษเช็ดตูดเพื่อให้ตูดหมดจดจากขี้ไง! แต่มิได้หมายความว่าขี้จะหมดจากลำใส้แล้วนะจ๊ะ! เพราะบุญเป็นเพียงการปรุงแต่งจิตให้มีความสุขบนใบหน้าเท่านั้น ก็เหมือนกับเครื่องสำอางที่โปะลงใบหน้าเพื่อให้ดูดีเท่านั้น ฉะนั้นบุญจึงไม่ใช่เป็นตัวฆ่ากิเลสตัณหาเห

อ่านต่อ

มือนอย่างที่พธร.เข้าใจเอาเองนะจ๊ะ ก็เพราะพธร.ยังอวิชาอยู่..จึงหนีไม่พ้นอภิสังขารมารคืออภิสังขาร3อยู่ดี จริงไหมจ๊ะ! พ่อครูว่า… ถ้าจริงเหมือนคุณว่าก็โง่เท่านั้น ยิ่งเราตอบก็ไปเข้าเนื้อเขา เขาก็มาตอบโต้ จิตเขายังไม่นิวทรอน ยังไม่ว่าง ยังไม่หยุดแท้ ก็จะออกมาอย่างนี้แหละ ลักษณะของจิตที่มีสังขารุเปกขาญาณนั้น เขาคงเข้าใจไม่ได้ เรามีปุญญาภิสังขาร เพื่อชำระจิตสันดานให้หมดจด ไปถึง อปุญญาภิสังขาร จนสั่งสมเป็นอเนญชาภิสังขาร เป็นการสั่งสม สังขารุเปกขาญาณ และสัจจานุโลมิกญาณ อเนญชาภิสังขาร ท่านอธิบายได้ไว้ใน สฬายตนวิภังคสูตร พระพุทธเจ้า อธิบายขยายถึง วิโมกข์ 8 ที่มีมโนปวิจาร 18 พวกเธอทราบวิญญาณ ที่เป็นพฤติกรรมของจิตทั้ง 18 อย่าง ที่มันปรุงแต่งกันอยู่ ถ้าเป็นมโนปวิจาร ทางเคหสิตะเวทนา มันก็ปรุงแต่งอย่างอวิชชา มีเหตุคือ กาม-พยาบาท-โมหะ ปรุงแต่งกันไป ผู้ศึกษาก็จะรู้ว่ามันมีตัวไหนไปร่วมปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ออกมาเป็น วาจา กัมมันตะ อาชีวะ [ 618 ] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า พวกเธอพึงทราบอายตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6 หมวดวิญญาณ 6 หมวดผัสสะ 6 ความนึกหน่วงของใจ 18 ทางดำเนินของสัตว์ 36 ใน 36 นั้น พวกเธอจงอาศัยทาง ดำเนินของสัตว์นี้ ละทางดำเนินของสัตว์นี้ และพึงทราบการตั้งสติ 3 ป ระการ ที่พระอริยะเสพ ซึ่งเมื่อเสพชื่อว่า เป็นศาสดาควรเพื่อสั่งสอนหมู่ อันเราเรียกว่า สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ยอดเยี่ยมกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลาย นี้เป็นอุเทศแห่งสฬายตนวิภังค์ ฯ [ 619 ] ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายใน 6 นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่อายตนะคือจักษุ อายตนะคือโสต อายตนะคือฆานะ อายตนะคือชิวหา อายตนะคือกาย อายตนะคือมโน ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายใน 6 นั่น เราอาศัยอายตนะดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ [ 620 ] ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบอายตนะภายนอก 6 นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ได้แก่อายตนะคือรูป อายตนะคือเสียง อายตนะคือกลิ่นอายตนะคือรส อายตนะคือ โผฏฐัพพะ อายตนะคือธรรมารมณ์ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่าพึงทราบอายตนะภายนอก 6 นั่น เราอาศัย อายตนะดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ [ 621 ] ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดวิญญาณ 6 นั่น เรา อ าศัย อะไรกล่าวแล้ว ได้แก่จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณกายวิญญาณ มโนวิญญาณ ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงทราบหมวดวิญญาณ 6 นั่นเราอาศัยวิญญาณดังนี้ กล่าวแล้ว ฯ พ่อครูว่า… เมื่อเช้านี้ อาตมา ได้นำเอา จูฬสุญญตสูตร มาอธิบายที่ว่า [๓๔๑] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญาตนสัญญา ไม่ใส่ ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้แล ยังมีปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้ ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้นั้น ไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะและชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย(ทรถ)(ท่านไม่ต้องทุกข์ในโลกีย์ แต่ท่านทุกข์ในโลกุตระของท่าน) คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากกามาสวะ สัญญานี้ว่างจากภวาสวะ สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิด แห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโต สมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ เป็นการก้าวลงสู่ ความว่าง ตามความเป็นจริงไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ พ่อครูว่า… แดดมันร้อนเราก็รู้ความจริงว่าแดดร้อน แต่เราพอทำได้เราก็ทำ เราไม่ได้มีความกระวนกระวายใจ ดังนั้นสายเจโตหรือปัญญาก็เป็นความสุดโต่งมีอยู่ในศาสนาพุทธทุกวันนี้ สายเจโตเป็นสัสตะทิฏฐิ สายปัญญาก็เลยเถิดไปรู้ว่าอะไรก็ไม่ใช่อัตตา เป็นอุจเฉทิฏฐิ ซึ่งเห็นเป็นความว่าง อย่างเจ้าคุณนอฯ ท่านเป็นแผลมะเร็งที่คอ ถ้าเป็นปุถุชนทั่วไปทนไม่ไหวตายไปนานแล้ว แต่ท่านทนได้ ที่จริง อาตมา ก็เคยฝึกทนได้ มีหนังเหนียว พลังงานจิต มีพลังพิเศษได้หลายอย่าง _ ลูกตั้งข้อสังเกตว่าการเร่งรัดพัฒนาหลายอย่างเป็นการพัฒนาจิตวิญญาณลูก แต่ฟังจากเพื่อนว่า การเร่งงานเร่งการ เป็นการขยายอายุขัยหรือเป็นการลดอายุ ถ้าพ่อครูเร่งรัดพัฒนาจะทำให้สุขภาพพ่อครูเสียหรือไม่ ถ้า overload ? ตอบ … ทางจิตได้แน่ แต่ไปจับประเด็นที่ทำให้สุขภาพเสีย ตอบเลยว่าเสีย แต่ว่าที่เราทำมันเกินไหม มันไม่เกินหรอก มีแต่ว่า เรายังทำได้อีก นี่แหละคือ ยถาสุขังโขเมวิหารโต แปลว่าปล่อยตัวตามสบาย คือบำเรอกิเลสแล้ว ไม่กระตือรือล้น แต่กิเลสเจริญ อกุศลกรรมเจริญยิ่ง ยถาสุขังโขเมวิหารโต กุศลธรรมยิ่งเสื่อม ในเทวทหสูตร แต่เมื่อเราเริ่มต้นตั้งตนบนความลำบาก อกุศลกรรมย่อมเสื่อม กุศลกรรมย่อมเจริญ แต่ถ้าเกินจนสุขภาพเสียก็แน่นอน จึงอยู่ที่การประมาณไม่ตายตัว _ เรามาปฏิบัติทุกครั้งที่มีงานสำคัญของวัดแต่เราไม่มาอยู่ประจำถือว่ามาวัดไหม ? ตอบ … ก็มาเท่าที่คุณมาไม่ประจำ แล้วเอาหลักการของวัดไปทำ ทั้งกินมังฯ ไม่เอาไข่ ทั้งต่อหน้าลับหลัง ถือศีลให้บริบูรณ์ ตอบ ก็ทำได้เท่าที่คุณทำได้ แต่คนที่ทำให้บริบูรณ์ได้มากกว่านี้คุณก็ต้องเห็น ยิ่งคนอยู่วัดเลยก็ทำ คนที่จะอยู่ก็จะยืนยันความจริง แต่ถ้าอยู่อย่างฝืนก็หน้าเหี่ยวเหมือนกัน แต่คนที่ไม่ฝืนก็จะอยู่อย่างเบิกบาน มีอายุยืนยาวได้ _ หนูอยากให้อธิบายว่า ทำไมต้องเกิดมาเป็นพ่อลูกกัน มีพ่อที่เป็นทางสายเลือดกับพ่อทางธรรม ....พ่อแบบไหนดีกว่ากัน เป็นวิบากหรือเปล่า แล้วที่มาเจอพ่อทางธรรมเป็นวิบากบาปหรือบุญ? ตอบ … อธิบายว่าทำไมต้องเกิดมาเป็นพ่อลูกกัน มันเป็นอจินไตย มันมี 2 ทิศ คือทิศดึงดูดและทิศผลักกัน ทิศดึงดูดก็ซวยเหมือนกัน เราต้องมาพัฒนากันไปสู่ดี แล้วพ่อที่ให้กำเนิดทางสายเลือดกับพ่อที่ให้แนวคิดทางธรรม ให้คิดบวกกับพ่อ พ่อที่เป็นสายเลือดแท้ คุณจะตัดไม่ได้ เป็นวิบากแท้ คุณจะไม่มีสิทธิ์จะอกตัญญู ถ้าหลบเลี่ยงได้ก็ทำ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องเจ็บบ้างก็ใช้หนี้วิบากไป อย่าก่อเวรภัย เพราะมันไม่จบแล้วที่มาเจอพ่อ _ สัญญาเวทยิตนิโรธทำอย่างไร? ตอบ … อาตมา ก็พยายามอธิบาย เป็นธรรมะขั้นปลายสุดยอด คนไม่มีอุตริมนุสธรรม แล้วพยายามอธิบายสิ่งไม่มีในตน จะอธิบายเลอะ หรืออธิบายเป็นมิจฉานิโรธ เพราะไปนั่งหลับตาทำสมาธิ อาจอธิบายได้ตามสภาวะที่ตนได้ แต่ไม่ได้ตรงกับนิโรธของพ ระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ อาตมา ก็เอาพยัญชนะมาอ่านยืนยันหลายสูตรแล้ว ว่ารับรู้ทางทวาร 6 แต่ดับสนิท ไม่ใช่ดับจิต อัตภาพจิตวิญญาณจะดับสนิทไม่เหลือคือ ปริโยสาน คือปรินิพพาน คืออปณิหิตะ คือไม่ตั้งจิตต่อภพภูมิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน