560711_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง อ่านปัญหาของคุณ ๘๗๐๕ ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข6 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560711 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง อ่านปัญหาของคุณ 8705 ตอน 2

พ่อครู ว่า…วันนี้ วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม 2556 จัดรายการที่ห้องกันเกรา สันติ อโศก วันนี้คงพูดเรื่องธรรมะเป็นสำคัญ มากกว่าเรื่องอื่นๆ แต่แน่นอนธรรมะต้องเกี่ยวเนื่องกับสังคม เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะของมนุษย์ พระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องมนุษย์กับสังคม ย ้ำ มากี่ทีก็ตาม ว่าพระพุทธเจ้าศึกษาเรื่องที่เป็นเป้าหลักคือ รู้ความเป็นมนุษย์เป็นหลัก ว่าคนที่บรรลุธรรมจะเป็นผู้ที่ไม่มีโทษ เป็นสัตว์โลกที่สุดยอดในโลก นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตอนนี้คุณ 8705 ก็ขมีขมัน อาตมา ก็เอามาใช้เป็นประเด็นในการให้การศึกษา เพราะความเห็นอย่างนั้น ต้องขออภัยที่ต้องกล่าวว่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ อยู่ เป็นความเห็นของคนทั่วไป ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพูดในความเห็นต่าง อาตมา ก็เข้าใจว่า อย่างที่ท่านพูดมาก็เข้าใจ หลายอย่าง อาตมา เคยผ่านมา แล้วก็เห็นว่ามิจฉาทิฏฐิ แต่เมื่อเรามีสัมมาทิฏฐิก็ต้องยืนยันว่าไม่ถูกต้อง อาตมา เข้าใจสองอย่าง แต่เห็นว่าท่านก็ปิดไม่รับสิ่งที่มีความแตกต่าง อันใดที่ อาตมา ตำหนิซ้อน ว่านี่ในพระไตร ปิฏก ไม่ค่อยตรงก็บอก ด้วยจริงใจ ก็เห็นเช่นนั้นจริงๆ ว่าไม่ตรงตามสภาวะที่มีอยู่ เป็นต้น ก็จะอ่านที่คุณ 8705 เขียนมาในวันที่ 9 ก.ค. 56 บางอย่างก็เปรียบเทียบมา อาตมา ก็ตรวจตามในสภาวะแต่ก็งง ว่าอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ว่ากัน เขาจะเห็นอย่างนั้นก็เป็นไป.... _ 0888705xxx ว่า… สมมุติว่าเป็นคืนวันเพ็ญ พระจันทร์อยู่กลางท้องฟ้าพอดี แล้วให้พธร.ลองไปยืนกลางถนน แหงนหน้ามองขึ้นไปที่พระจันทร์บนท้องฟ้านั้น เสร็จแล้วให้ลองวิ่งไปตามถนน โดยขณะที่กำลังวิ่งนั้น..พธร.จะต้องแหงนหน้าจ้องไปที่พระจันทร์เป็นจุดเดียวด้วย!

อ่านต่อ

แล้วพธร.จะรู้สึกได้เองว่า พธร.กำลังวิ่งแบบไม่ได้วิ่ง! หากไม่เชื่อก็ไปทดลองดูได้อยู่แล้ว! ซึ่งนิกายเซ็นบอกเลยว่า..ใบไม้มิได้ไหว ทั้งลมก็มิได้ไหว แต่จิตของพธร.เองตะหากที่ไหว! OK พ่อครูว่า … แบบที่คุณว่า อาตมา จะทำก็ได้ แต่ถือว่าอย่างนั้นก็คือสภาวะโลกียะสามัญ ไม่ได้ยากอะไร อธิบายอย่างหลักวิชาคือ จิตของเอง โดยสะกดจิตให้นิ่ง ทุกอย่างก็หายไป มันจะว ิ่ งอย่างไรจิตเราก็นิ่ง ทุกอย่างจะเคลื่อนก็ไม่รู้สึกเลย เป็นมโนมยอัตตา อันอื่นจะไหว แต่จิตของเรานิ่งหนึ่งเดียว เรียกเอกัคคตาก็ได้ ซึ่งปั้นจากสัญญาตนจนสำเร็จ แล้วรู้สึกว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ คืออัตตามันสำเร็จขึ้นมาแล้ว จะเอาน ิ่ ง ว่าง หรือมี ก็ยังได้เลย สร้างปั้นมาได้เองด้วยทั้งๆ ที่มันไม่มีก็ได้ บอกได้เลยว่า คุณ 8705 อาจเคยสร้างได้ด้วย แต่ไม่รู้ว่านี่คือ มโนมยอัตตา เช่นคนที่เคยนั่งสมาธิแล้วปั้น รูปได้ เช่นรูปเทวดา ก็สำเร็จด้วยจิต นี่คือมโนมยอัตตา อย่างว่าแต่นั่งสมาธิแล้วปั้นเลย ในขณะลืมตา ถ้าอุปาทานสำเร็จจริงๆ เช่นมั่นใจว่านี่คือผี เขาก็จะเห็นเป็นผีได้จริงๆ ปั ้ นเอง สร้างเอง แล้วก็เห็นจริงๆ เช่น การสะ กด จิตอย่างวิทยาศาตร์ก็ทำได้ อาตมา เคยทำมาก่อน เช่นสะกดจิตให้เขาเห็นเสือ ก็วิ่งหนี กลัวเสือทั้งที่เสือไม่มี พอปลุกให้ตื่นก็รู้ตัวว่าไม่มีเสือ หรือจะสะกดจิตให้รู้ว่ามีเหล็กร้อนเป็นไฟแดงทาบที่แขน แล้วเราก็เอาไม้บรรทัดธรรมดาไปทาบที ่ แขน เขาก็จะรู้สึกว่าเหมือนถูกเหล็กร้อนจริง มีแผลไหม้ได้เลย หรือจะให้หนังเหนียวฟันไม่เข้าก็ได้ ทางแพทย์เขาเรียกว่าภาพหลอน เสียงแว่วหูแว่ว ตาหลอก เป็นต้น คนที่ทำได้อย่างนี้ แม้จะปั้นภพว่าง อย่างอาภัสราพรหม โล่งว่างสะอาดไปหมด มีแต่แสงสว่าง นี่คือจิตว่าง ต่างจากจิตว่างจากกิเลส กิเลสเป็นอัตตา เป็นภาวะที่เป็นการยึดถือ ผู้รู้แล้วปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าเกิดปัญญาล้างได้ กิเลสหมด จิตก็ว่างจากกิเลส นี่คือความว่าง ไม่ใช่ภพใสว่างโล่งอย่างนั้น ผู้นั่งสมาธิสร้างนิโรธก็เป็นภพชนิดหนึ่ง เป็นสุภกิณหาพรหม เป็นภพดำมืด เป็นชาติ ไม่ใช่การดับกิเลส การไปนั่งดับมืด เรียกว่านิโรธ ต้องไปนั่งหลับดับจิต แต่ไม่นั่งก็ออกนิโรธ แต่ว่าจะมีนิโรธอีกก็ต้องไปนั่งอีก แต่คำว่า หลุดพ้น ล่วงพ้น หรือดับ พุทธเรียกว่า สมติกกัมมะ และวุ ฏ ฐา คือไม่ต้องไปเข้าๆออกๆนั่งทำนิโรธดับ เวทนาที่รู้สึกว่าว่าง รู้สึกว่ามี รู้สึกว่าไม่มี รู้สึกว่าสว่าง รู้สึกทุกข์ สุข คืออาการของจิต หรือเจตสิกทั้งสิ้น ไม่ใช่รู้ทุกข์ว่าคือก้อนๆ แต่ว่ารู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ เวทนานั้นมีเหตุ เมื่อเราทำเหตุให้ดับก็ดับสุขทุกข์ได้ เวทนาใดคือโลกีย์ที่ต้องวนเวียน ที่ถูกหลอกว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น เมื่อดับเหตุได้ก็ไม่มีเวทนาที่จะสุขทุกข์กับมันอีก ถ้าไม่รู้ก็สร้างเวทนาเป็นมโนมยอัตตาอีก อย่างทั่วๆไปเป็นภพว่างภพดำ ภพมืด ภพสว่าง เป็นเทวดา ผี นรก มีตัวตน คนไม่รู้ก็สร้างขึ้นมา แต่ปรมัตถ์ของพระพุทธเจ้านั้น ให้หมดอัตตา หมดตัวตน จะไปบอกว่าอันนี้น ิ่ ง อาตมา ก็เข้าใจได้ ว่าเป็นสภาพหลอกตัวเอง แท้จริงเราวิ่งอยู่ แต่จิตนิ่งนี้ไม่ใช่ความรู้แบบพุทธ ไม่ใช่แบบที่กิเลสว่าง แต่มันเป็นมโนมยอัตตา

_ 0888705xxx ว่า… อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนาม-รูป...ให้เกิดสฬายตนะ...ให้เกิดผัสสะ...ให้เกิดเวทนา...ให้เกิดตัณหา...ให้เกิดอุปาทาน...ให้เกิดภพ...ให้เกิดชาติ...ให้เกิดทุกข์...ให้เกิดศรัทธา...ให้เกิดปราโมทย์...ให้เกิดสุข...ให้เกิดปัสสัทธิ...ให้เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ...ให้เกิดนิพพิทา...ให้เกิดวิราคะ...ให้เกิดวิมุติ! จากปัจจยาการที่เริ่มต้นจากอวิชชา..แล้วมาสุดที่วิมุติ นี้ จึงเห็นได้ชัดว่า แม้วิมุติเองนี้..ก็ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะมีสิ่งอื่นเป็นปัจจัยอยู่! ฉะนั้นวิมุติจึงยังเป็นอนัตตาเพราะไม่อยู่ในอำนาจความควบคุมของใครๆได้เลย! และเหตุนี้ในจิตตานุปัสนาสติปัฏฐานจึงสอนให้กำหนดรู้ว่า เมื่อจิตวิมุติก็ให้กำหนดรู้ว่า สักแต่ว่าวิมุตินะ..อย่าได้พึงยินดีในวิมุตินี้! หรือถึงแม้เมื่อจิตยังไม่วิมุติก็ให้กำหนดรู้ว่า สักแต่ว่าไม่วิมุตินะ..อย่าได้พึงยินร้ายแม้ในจิตที่ไม่วิมุตินี้ เช่นกัน! พ่อครูว่า … นี่คือความคิดแบบพวกเซ็น บรรลุอย่างเร็วด้วยบัญญัติภาษา ซึ่งน่าสงสารมาก ไม่ใช่สัจจะ แต่เป็นตรรกะทั้งนั้น แค่เข้าใจว่าทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ทุกอย่างไม่เที่ยง แล้วกิเลสล่ะเป็นอย่างไร ไม่เที่ยงหรือไม่ คุณต้องอ่านอาการ ลิงค นิมิต ให้ออก แล้วก็เป็นความไม่เที่ยงของอาการจิตจริง มันหายเอง ไม่บำเรอมันก็หาย หรือบำเรอมันก็หาย แต่มันหายแบบพักยก มันก็เกิดอีก สุขแค่ปลายเข็มจิ๊ก ถ้าสัมผัสต่อก็ปรุงต่อ สันตติต่อ แต่ถ้าไม่สัมผัสความสุขนั้นก็หายแล้ว ถ้ายังมีสัญญาก็ไปปรุงต่ออีกเป็นของแห้ง ตรรกะกับสัจจะต่างกัน ผู้มีวิมุติแบบพุทธจะรู้ขั้นตอนการปฏิบัติ แม้วิมุติได้อารมณ์นั้นแล้วก็ไม่ยึด เราก็เอาอารมณ์ไปคิดอย่างอื่น หรือมีอะไรไม่วิมุติก็ไปทำต่อ ถ้าอรหันต์ก็วิมุติหมด แต่ถ้าไม่ใช่อรหันต์ ก็ไม่แช่กับวิมุติที่ได้แล้วก็ไปทำวิมุติต่อไป มีการรักษาผล ไม่ได้ทิ้ง มีอเนญชา ทำในเหตุทุกปัจจุบัน ให้สั่งสมเป็นอดีตที่สูญๆๆๆ จนอดีตตั้งมั่นแข็งแรง ไม่มีอะไรแปลเปลี่ยนอีก ทั้งอดีตและอนาคต ซึ่งก็จะรู้เลยว่า อนาคตก็สูญแน่นอน เที่ยงแท้แน่นอน

_ แต่พธร.อ่านจิตตานุปัสนาฯนี้แล้วไม่รู้เรื่อง.. พ่อครูว่า … ยืนยันว่ารู้หมด แต่คุณจะรู้ที่ อาตมา พูดไหม แต่ อาตมา รู้ส ิ่ งที่คุณอธิบายหมด ถ้าคุณไม่รู้คุณขาดทุนนะ โดยสัจจะแล้ว อาตมา กำไร แต่คุณขาดทุน รู้ไม่ได้เพราะไม่มีปัญญารู้ ไม่ได้ว่าคุณว่าโง่หรอก

_จึงไปเปลี่ยนชื่อของวิธีปฏิบัตจิตตานุปัสนาฯ ของพุทธเจ้านี้ให้กลายเป็นชื่อ..วิชาเจโตปริยญาณ16 โดยพยายามจะโมเมชั่นให้ หมายถึง วิปัสนาญาณ16 ให้จงได้! ซึ่งความจริงแล้ว..มันไม่ใช่! เพราะเจโตปริยญาณของพุทธเจ้า มิใช่หมายถึงอย่างนี้! (ถ้าไม่เชื่อ..ก็ไปเปิดพตปฎ.ดูได้!) พ่อครูว่า...เมื่อคุณมีเงินล้านในกระเป๋าอยู่ แล้วคนก็บอกว่าเราไม่มีเงินล้านอยู่ เราจะเสียใจไหม? แล้วก็ถามย้อนว่า คุณมีวิมุติในกระเป๋าแล้วหรือ วิมุติของคุณเป็นอย่างไร? แต่ อาตมา ก็ควักวิมุติออกมาแจกตลอด แต่คนก็ไม่ค่อยได้เท่าไหร่เลย _ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะพธร.ดันโง่ไปคิดว่า เป้าหมายของการปฏิบัตก็คือ..การบรรลุวิมุตินั่นเอง! แต่แท้จริงแล้ว..วิมุตนั้นมีไว้เพื่อให้ดูหรือให้กำหนดรู้เท่านั้น! จึงมิใช่มีไว้เพื่อให้เอาหรือให้ใครๆจะยึดถือเอาไว้เป็นของตนๆ ได้! พ่อครูว่า… วิมุติเป็นไวยพจน์กับนิโรธ แต่เมื่อได้แล้วก็ผ่านแล้วเรียก สมติกมะ และเมื่อพ้นไปแล้วก็เรียก วุฏฐานะ แต่ที่จริงผ่านไปแล้วไม่ต้องปฏิบัติอีก ไม่ต้องออกต้องเข้าแล้วนั่นเอง ที่จริงขั้นยึดวิมุติ ก็คือ มมัง แล้วมันจะเกิดมานะ เป็นความถือดี เป็นรายละเอียดในขั้นปลาย ผู้ถึงแล้วจะพูดกันรู้เรื่อง ส่วนผู้ยังไม่ถึงก็เก็บปริยัติเป็นแผนที่ไปก่อน แล้วเมื่อถึงแล้วก็จะนำมาใช้ได้ จะเร็ว ถ้าไม่รู้ปริยัติก็ยาก เอาช้างออกจากพวยกาให้ได้ก่อน แล้วหางช้างก็จะเอาออกง่ายๆ แต่คนที่ไม่ได้เอาตัวช้างออกมาแต่เอาหางช้างออกก่อนก็ได้แต่ตรรกะไม่สามารถออกได้จริง คุณผ่านหยาบได้ กลางได้ เหลือละเอียดคุณจะเอาหางช้างไว้ทำไม การยึดวิมุติเป็นเราเป็นของเรา เรียก มมังการ แต่ถ้าจะยึดไปก็ไม่เป็นภัยกับใคร ไม่สมบูรณ์เท่านั้นเอง

_ฉะนั้นสำหรับอรหันต์หรือเป็นผู้ที่หมดความยึดถือว่าเป็นของตนได้แล้ว.. วิมุติของอรหันต์จึงย่อมไม่กลับมากำเริบได้อีก! หรือคืออรหันต์นั้นย่อมอยู่ในวิมุติตลอดเวลานั่นเอง! และเหตุนี้พุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า ไม่ว่าจะเป็นที่ลุ่มหรือที่ดอน หรือป่าหรือเป็นที่แห้งแล้งใดๆก็ตาม..หากเป็นที่อรหันต์อยู่แล้ว ที่นั่น บรรยากาศย่อมจะร่มรื่นเสมอ..น่าอยู่ยิ่งนัก! (ก็เพราะด้วยปาฏิหารย์แห่งวิมุตินั้นนั่นเอง) ซึ่งสมมุติว่า คนสมัยปัจจุบันจะเอาวิทยาการสมัยใหม่ไปอธิบาย สอนให้กับนายก๊องซึ่งเป็นมนุษย์โลกล้านปีฟัง เช่นไปสอนว่าเรือเหล็กลอยน้ำได้..นายก๊องก็ย่อมที่จะไม่เชื่ออยู่แล้วฉันใด..ชึ่งการที่เราแค่เอาธรรมะเบื้องต้น คือสภาวะวิมุติที่เห็นอนัตตาไปเล่าให้ พธร.ฟัง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน! เพราะเปรียบกันแล้วพธร.ก็คือ..นายก๊องมนุษย์โลกล้านปีคนนั้นนั่นเอง! แล้วจะไม่ให้เราสรุปว่า พธร.เป็นพวกที่ชอบอวดว่าตนหัววิทยาศาสตร์จ๋าแบบไอ น์ สไตน์! แต่ดันโง่ทางธรรมเหมือนเด็กอนุบาลได้ยังไงจ๊ะ! END พ่อครูว่า..เขาว่าพธร.อ่านจิตตานุปัสสนาไม่เป็น...เขาก็ว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ทุกอย่างมีแต่รูปกับนาม มีแต่เป็นเหตุปัจจัยกันเท่านั่น นี่คือวิมุติระดับต้นเลย เขาเอาวิมุติมาเป็นเรื่องต้นเลย พรวดเลยว่าทุกอย่างอนัตตาเลย แล้วก็เรียกว่านี่คือวิมุติเลย เขาว่าถ้าเข้าใจว่าทุกอย่างไม่ใช่อัตตาก็คือวิมุติเลย อาตมา ว่าก็เป็นแค่ตรรกะ อาตมา ก็ว่ากว่าจะเข้าถึงว่าทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน เราต้องล้างตัวตนก่อน ล้างอุปาทานเราก่อน แต่คุณตรรกะก็ว่ามีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด_ตั้งอยู่_ดับไปก็เข้าใจด้วยเหตุผลทั้งนั้นแหละ อาตมา ขอขยายความที่เขาว่า อาตมา ว่า จึงไปเปลี่ยนชื่อของวิธีปฏิบัต ิ จิตตานุปัสนาฯของพุทธเจ้านี้ให้กลายเป็นชื่อ..วิชาเจโตปริยญาณ16 โดยพยายามจะโมเมชั่นให้หมายถึงวิปัสนาญาณ 16 ให้จงได้! อาตมา ว่า คุณบอกเองว่า อาตมา ไม่เข้าใจในปฏิจจสมุปบาท ไล่มาสายเกิดแล้วก็มาต่อสายดับเลย แต่ที่จริงการไล่กลับต้องไล่ตั้งแต่ ชาติ ซึ่งมี ๕ อย่าง การดับชาติไปได้เรื่อยๆ ตั้งแต่ชาติที่ทำให้เราวนเวียนสุขทุกข์อยู่ เป็นอัตตาที่เรียกว่า สักกายะ (องค์ประชุมของกายของกิเลสที่เฉพาะตน ตัวหยาบตัวต้นที่เรามีวิปัสสนาญาณเห็น) และเขาหมายความว่า อาตมา โมเม ว่าเจโตปริยญาณ เป็น วิปัสสนาญาณ ซึ่ง อาตมา รู้ชัดว่า เจโตปริยญาณ 16 คุณไปเรียกว่า วิปัสสนาญาณ 16 อาตมา เข้าใจว่าคุณคงหมายถึง โสฬสญาณ (ญาณ 16 ) ที่โบราณาจารย์ท่านเอามาต่อกัน อาตมา ว่าไม่ได้หมายความว่าเป็นอย่างเดียวกัน อาตมา จัดว่า เจโตปริยญาณคือเจโต ส่วนญาณ 16 คือปัญญา ญาณ 16 คือ ปัญญาที่เป็นตัวรู้ ส่วน เจโตปริยญาณ 16 คือตัวถูกรู้ อาตมา ไม่ได้เข้าใจอย่างที่คุณยัดเยียดให้เป็นอย่างคุณว่าเลย อาตมา เมื่อพิจารณาตามคุณก็เห็นตามปฏิจจสมุปบาท อาตมา มีญาณเห็นว่า กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารเป็นอย่างไร วิญญาณเกิดจากทวาร 6 ที่มีผัสสะ 6 มีส ิ่ งที่เกิดให้เห็นเป็นนามรูป อาตมา ก็มีหมด อ่านออก มีเจโตปริยญาณ มีญาณ 16 ก็อ่านออก ตัณหา 6 ก็อ่านออกแล้วทำให้หมดได้ ไม่ใช่แค่ตรรกะพิจารณา เจโตปริยญาณ 16 มี 1 . สราคจิต (จิตมีราคะ) 2 . วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3 . สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4 . วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5 . สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6 . วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7 . สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8 . วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9 . มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10 . อมหัคคตจิต(จิตไม่เจริญขึ้น) 11 . สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12 . อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13 . สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14 . อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15 . วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16 . อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ถามว่า… การปฏิบัติธรรมต้องแก้ที่ใจใช่หรือไม่ ? ต้องรู้ว่าใจคิดอะไรถูกหรือผิด ? เพราะฉะนั้นที่วัดป่าสอนให้ดูใจก็ถูกแล้ว ก็ต้องดูใจแล้วทำใจให้เป็นบุญ พ่อครู ว่า . ..แก้ต้นรากคือแก้ที่ใจ แต่ต้องแก้จากหยาบไป จากอาชีพ การกระทำ วาจา ที่ใจ ต้องตั้งศีลมา เช่นอยากฆ่าก็ต้องไม่ฆ่า นอกจากไม่ฆ่าทางกาย ก็ไม่พูดฆ่า ไม่ทำอาชีพเกี่ยวกับการฆ่า ก็ไม่ทำ และก็ข้อสองไม่เอาอาชีพที่ไปเอาของเขา โกงทุจริต การกระทำทุจริตก็เลิก วาจาทุจริตก็เลิก แล้วมาเรียนรู้ที่สังกัปปะ 7 ถ้าเรียนรู้สังกัปปะ 7 ไม่ได้ก็ไม่บริบูรณ์ในการสร้างฌานสมาธิ ไม่พ้นตักกะวิตักกะได้ ไม่ใช่แค่รู้คิดแต่ต้องอ่านความรู้สึกด้วย ….วัดป่าโดยส่วนใหญ่สอนให้สั่งสมาธิแล้วดูใจ อย่าให้ออกนอกใจ ให้อยู่ในใจเท่านั้น คือไม่ได้ปฏิบัติกัมมันตะ อาชีวะ วาจา อย่างที่ในมหาจัตตารีสกสูตร ที่ให้มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่ได้ทำอย่างนั้น ก็สอนให้ดูใจแล้วดูอย่างสร้างสมถะ มันเลยเถิด ให้รู้ว่าคิดอะไรรู้สึกอะไรก็ให้อ่าน แล้วอ่าน อาการ กาม_พยาบาท_วิหิงสา ต้องอ่านอ่านอาการกามที่ไปสังขารในจิต เมื่อจับตัวกามได้ ก็กำจัดมันได้ อย่างกำหนดรู้ได้ อ่านสัมผัสได้โดยญาณ แล้วมันก็ดับได้โดยเรามีปัญญา มีนามรูปปริเฉทญาณ เมื่อรู้ตัวกามก็กำจัดตัวกาม ถ้ากำจัดได้หมดมันก็ไม่ไปปรุงแต่ง นี่คือดับสังขาร (พูดหวัดๆ ) แต่ไม่ใช่ดับทุกอย่างไม่ให้นึกคิดอะไรไม่ปรุงแต่งอะไรเลย อย่างนั ้ นทำอสัญญีสัตว์ เป็นสายที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ฌาน ไม่ใช่นิโรธของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มนสิการที่ตรง แล้วที่ว่า ทำใจให้เป็นบุญ อาตมา ก็แจกว่าบุญคือการชำระกิเลส คุณก็ชำระกาม พยาบาท ให้สำรอกโดยไม่เหลือ ทำให้จางคลายจนสำรอกไม่เหลือ ก็มีนิโรธก็หมด นี่คือหมดบาป (กิเลส) แล้วก็หมดบุญ (การชำระกิเลส สำรอกกิเลส) เมื่อไม่ต้องชำระก็ไม่ต้องทำใจให้เป็นบุญ แต่เขาสอนว่าบุญคือวิมานโลกีย์ โลกธรรม ซึ่งมันเพี้ยนจากบุญที่เป็นปรมัตถ์ _ถามว่า… จะละกามสัญญาได้อย่างไร เราเคยพบเจอแล้วถูกใจ มันตามมาเป็นภาพหลอนแล้วบางทีเราก็ปรุงเองยินดีเอง จะทำอย่างไรนอกจากให้ปลงอสุภะ พ่อครูว่า. ..อสุภะคือให้เป็นของไม่ดี เป็นการสร้างสภาวะที่ตรงข้ามกับที่ยินดี สร้างอารมณ์อย่างนี้เป็นเบื้องต้นเท่านั้นเอง พิจารณากายนี้ต้องเน่าเหม็นแตกสลาย เป็นอนิจจัง เป็นของไม่เที่ยง ถ้าเราปฏิบัติจะใช้สัญญาในการกำหนด ว่านี่ไม่น่าชอบใจ ไม่น่ายินดี ก็เป็นเบื้องต้น แต่ที่จริงต้องพิจารณาว่าจิตเราจางคลายหรือไม่ มันอ สุ ภะ มันไม่น่าพึงใจ ก็คืออสุภะ เราต้องทำทั้งหยาบและละเอียด จะมีทั้งปัญญาที่เห็นความจริงของความจางคลาย เกิด โสฬสญาณ 1 . นามรูปปริเฉทญาณ ญาณจำแนกรู้รูป-รู้นาม และ นามธรรมก็เปลี่ยนเป็น “รูป” ให้ถูกจับมารู้อีกที . . . 2 . ปัจจ ั ยปริคคหญาณ ญาณรู้ปัจจัยของการก่อเหตุให้เกิดเป็นปัจจัยของอะไรๆ ตามมา ให้เกิดเวทนาอีก . 3 . สัมมสนญาณ ญาณรู้เห็นรูป-นามของกิเลสตัณหา ซึ่งยังวนๆ อยู่อย่างเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ไม่เที่ยง 4 . ( 1 )อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิด- ความเสื่อมไปของกิเลส ของชาติ เวทนาสุขทุกข์ต่างๆ 5 . ( 2 )ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย . 6 . ( 3 )ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว.. เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป 7 . ( 4 )อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ . ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย 8 . ( 5 )นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย . . 9 . ( 6 )มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น .(อตัมมยตา) 10 . ( 7 )ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึง . การปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น . 11 . ( 8 )สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย . . . 12 . ( 9 )สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็น ไปโดยอนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โด ย ใช้ สัปปุริสธรรม ๗. ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ 13 . โคตรภูญาณ ญาณรู้หัวต่อ ตัดโคตรขึ้นสู่อาริยภูมิ. . 14 . มัคคญาณ ญาณรู้ภาวะของอริยมรรคแต่ละขั้นๆ 15 . ผลญาณ ญาณรู้ผลสำเร็จแห่งการเป็นพระอาริยะ 16 . ปัจจเวกขณญาณ ญาณหยั่งรู้ทบทวนตรวจสอบ มรรคผล และบริบทแห่งความสำเร็จทุกอย่าง ใคร่อยากในการทำร้ายก็กาม มีสองฝั่งคือสิ่งใหญ่ของโลก คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค อนาคามีจะหมดกามก่อน แล้วเหลือเศษของรูปราคะ อรูปราคะ แต่หมดภิษภัยต่อข้างนอกแล้ว คุณต้องกำหนดรู้โดยฝึกสัญญามากำหนดรู้ เช่นทุกข์ควรกำหนดรู้ (ปริเยยยะ) ส่วนปฏิบัติคุณมาทำการกำหนดรู้คือ (สัญญา) พอสัญญากำหนดรู้ได้ก็จะมาเป็นปัญญา มี ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา เมื่อเราหลุดได้ก็ไม่ต้องเอามาเป็นของเรา ไม่ไปอยากมีอยากได้อยากเป็น คนไม่ติดก็ไม่ต้องไปอยากได้ เช่น เราไม่ติดลิปสติก คนอื่นเขาเป็นสุขกับลิปสติกคุณก็ไม่รู้สึก และแม้ว่าคุณเคยติดลิปสติกแต่คุณเลิกได้ก็ไม่ไปโหยหากับมัน แม้แต่เพชรพลอย อำนาจ ทรัพย์สินที่เขาแย่งกัน เราไม่มีก็แสนสบาย มีแต่คุณค่าช่วยเหลือกัน ให้ลดละไปตามขั้นตอน _ถามว่า… สมัยยังวัยรุ่น ชอบเพลงรังรัก ในจินตนาการ ปราถนาอันเป็นดวงใจ ชอบมาก วันนี้พอมาฟังอีกก็ไม่พ้นความรำพึงรำพัน กามเป็นการเกิดจากการปั้นจิตใช่ไหม? อายุเกินครึ่งศตวรรษแล้ว ก็ยังเห็นว่าเพลงมันพาหลงใหล นี่คือโลกมันหลอกมาใช่ไหม ? พ่อครูว่า … เคยบอกว่าอันที่หลุดช้าที่สุดก็คือเพลง จนมาบวชก็มาแต่งเพลงอีก แต่ไม่ได้ติด เราลืมทิ้งมานาน แต่ก็ทำได้ ทำไปเพราะให้เกิดประโยชน์หลังบวชเป็นเพลงโลกุตระเสียหมด อาตมา เคยอธิบายเพลง 5 ขั้น เพลง 5 ระดับ 1 . ลามก 2 .ราคะ 3 .สาระ 4 .ธรรมะ 5 .โลกุตระ ขั้นที่ 3 ขึ้นไป เรียกว่าเป็นศิลปะ คือต้องมีทั้งสุนทรียะและสาระมาประกอบกัน ตอนนี้เพลงส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ลามกและราคะ อย่างคนเขียนภาพนู๊ดให้คนละราคะนี่ยาก _ถามว่า… กาย หมายถึงรูปกาย (กายในสัตตาวาส 9 ,วิญญาณฐีติ 7 ) สัมมัปปัญญาคือ นามรูปปริเฉทญาณ ความเข้าใจอย่างนี้เป็นอย่างไร? พ่อครูว่า ...สัมมัปปัญญาคือเห็นความจริงตามความเป็นจริง คือเห็นชอบ เป็นการเร ิ่ มต้นเห็นนามรูป และที่ว่ากายหมายถึงกายในสัตตาวาส 9 ก็ถูก _ถามว่า… ธาตุความเพียร 7 เทียบความสอดคล้องเคลื่อนตัวไปกับ สังกัปปะ 7 ได้หรือไม่? พ่อครูว่า ...สังกัปปะ 7 ต้องเรียนรู้ให้สมบูรณ์ ส่วน ธาตุความเพียรจะรู้ในภายหลังที่ได้ทำไปได้แล้ว และทุกอย่างต้องใช้ความเพียรทุกอย่าง ก็ยังไม่ต้องกังวล มันก็ต้องใช้ไปในตัว แม้คุณไม่รู้พยัญชนะแต่มีสภาวะก็ใช้ไปแล้ว คุณก็อธิบายใช้ได้ แต่ไม่มีเวลาอธิบายต่อแล้ว _ถามว่า… เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ได้ไปแสดงพลังกับหน้ากากขาว มีรถเครื่องเสียงหนึ่งคัน แต่เมื่อก่อนมี 2 คัน และมีการนัดหมายที่ใหม่ นิมนต์พ่อครูชี้แนะ พ่อครูว่า. ..เรื่องนี้ถือว่าเรื่องใหญ่ เรื่องนี้ถ้าเกิดดี คือประชาชนมารวมตัว ตามความต้องการอะไรเป็นหนึ่งเดียว ถ้าคนไทยต้องการมาแสดงความเห็นอย่างนี้สงบ แม้จะมีกิเลสทำให้แยกกลุ่ม แต่ก็มีความต้องการเดียวกัน แม้จะมีหลากกลุ่ม อยู่ทุกจังหวัด ดีไม่ดีมาทุกวันเลย เราเรื่องเดียวกันเช่นต้องการให้คนนี้ออกไปเป็นต้น ก็ออกมากันแต่อย่าตีกัน เรื่องนี้กำลัง Intrend ก็ต้องการสิ่งเดียวกัน เรื่องนี้ อาตมา ว่าออกมาทำเลย อย่างสงบ จะมีกี่กลุ่มทั่วประเทศ ทางรัฐต้องส่งเสริมด้วย ประชาชนออกมาตามนิติรัฐนิติธรรม สุจริต ถ้ารวมกันได้ หรือจะแยกกัน ใครจะมาที่ CTW ใครจะไปที่สวนลุมฯก็ไป จะอาทิตย์ละครั้งหรือทุกวันก็ได้ ออกมาอย่างปรารถนาดี เชิญเลย ถ้าทำได้ก็งดงามมากเลย ที่อื่นไม่สงบเท่าเราเลย อาตมา สนับสนุนเต็มที่ _ถามว่า… ได้ดูทีวีเรื่องชาวกระเหรี่ยงอายุยืน 119 ปี เขามีวิถีชีวิตที่น่าสนใจ ท ำ ให้นึกถึงรายการที่ FMTV เคยออกอากาศถึงโครงการขยายอายุขัย ดูบุคลิกดี แล้วท่านอยู่อย่างไร? เบิกบาน เห็นท่านเบิกบานแล้วก็ทำตาม ไม่โกรธคนว่าด่ามาเอามาอ่านได้อย่างเบิกบาน ใช่วิธีขยายอายุขัยหรือไม่? พ่อครูว่า …อาตมา ก็ได้ดู อายุ 119 ปี ก็ยังแข็งแรงดี ไม่แก่เท่าไหร่ ...ก็ใช่วิธีขยายอายุขัย กำลังทำเป็นวิชาการ อาตมา เป็นตัวตั้ง แล้วมีคนมาศึกษา _ถามว่า… มาซื้อของร้านค้าข้างวัด เห็นคนมาซื้อเยอะ อยากรู้ว่าจะซื้อของของวัดขายจะซื้อที่ไหน? เห็นมีร้านเยอะ แต่คนที่ร้านพูดไม่ชัด ฟังสำเนียงไม่เข้าใจอาจจะเป็นเขมร แล้วจะซื้อร้านไหนจึงเป็นร้านอโศก? พ่อครูว่า ...คนที่มาช่วยที่ร้านบางคนเป็นชาวต่างชาติ อาตมา ก็ว่าอันไหนพอเหมาะก็เอา ก็มีที่เป็นของส่วนกลางก็มี ร้านเอกชนห่างๆก็มี กลางๆก็มี อโศกชิดๆก็มี ในย่านนี้ แล้วไม่ใช่เลยแอบแฝงมาก็มี ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน