รำลึกถึงอโศกรำลึก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข5 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

รำลึกถึงอโศกรำลึก พ่อครูเทศน์เปิดงาน งานคืองานอะไร งานอโศกรำลึก มาถึงครั้งที่ 40 เราเคยจัดงานอโศกรำลึกที่กลางถนนราชดำเนินมาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะว่าเราไปชุมนุม ก็เลยจัดงาน มันตรงนี้แหละถนนราชดำเนินนี่แหละ ก็เคยจัดมาแล้ว มีการบูชาพระบรมสารีริกธาตุด้วย เป็นจุด interest point ระลึกถึงคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพระบรมสารีริกธาตุเป็นเครื่องหมาย ซึ่งเรามีบรรจุไว้ในเจดีย์พระวิหารพันปีบรมสารีริกธาตุที่สันติอโศก หรือมีพระธาตุบรรจุอยู่ในพระนลาฏของพระพุทธาภิธรรมนิมิต ปางตรีลักษณ์ ปางแรก แล้วก็ปางวิชิตอวิชชา แล้วมีปางปรองดอง เราสร้างพระขึ้นมา 3 ปาง เราก็บรรจุพระบรมสารีริกธาตุใส่ไว้ เพื่อยืนยันว่ามีส่วนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อใช้เป็นสิ่งจูงนำ ว่าเราจะต้องรำลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ เพราะท่านเป็นผู้ที่ตรัสรู้สิ่งสุดยอดแห่งความรู้และความจริงที่เราจะต้องเอามาเรียนรู้ทั้งความรู้และความจริงเป็นเทวะ เป็นภาวะสองอย่าง ความรู้ถือว่าเป็น Dynamic ความจริงถือว่าเป็น static ทุกอย่างย่อลงเป็น 2 อย่างนี้แหละบวกกับลบหรือ static กับ Dynamic ไปเป็นรูปกับนาม เป็น 2 อย่าง หากว่าเป็นพลังงานยังไม่เป็นชีวะก็เป็นบวกกับลบเป็น static กับ Dynamic จนกระทั่งมาเป็นชีวะ แม้ในระดับพืชก็มีสองสภาพที่ปรุงแต่งกันอยู่ ปรุงแต่งกันเป็นสัญญากับสังขาร แล้วก็เกิดเป็นชีวะในระดับพืชยังไม่มีเวทนายังไม่มีวิญญาณ เพราะฉะนั้นพืชจึงไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีชอบ ไม่มีชัง ไม่มีวิบากจองเวรจองกรรมอะไร เพราะฉะนั้นกินพืชเป็นอาหารจึงไม่มีวิบากอะไร ถ้าไปกินเนื้อสัตว์มันมีวิบาก เนื้อสัตว์ใดก็แล้วแต่มันละเอียดจนเกินที่เราจะไประลึกถึงว่า สัตว์ทุกตัวมันเอาวิญญาณฝังไว้ในเนื้อมันได้แต่เซลล์ แม้แต่จุลินทรีย์ แม้แต่ไวรัสหรือแม้แต่ความเป็นชี

อ่านต่อ

วะเซลล์เล็กขนาดไหนก็ตาม ตัวมันอยู่กับอันนั้นทั้งนั้นเลย คนเป็นเซลล์ของเนื้อสัตว์ใดวิญญาณมันก็อยู่ในนั้นทั้งนั้นเลย แล้วมันจะจองเวรจองกรรมอยู่ทั้งนั้น รายละเอียดสุดเลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน ชีวกสูตร สภาวะ 5 อย่างที่เป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย มันเป็นพฤติกรรมที่ละเอียดมากเลย เป็นพฤติกรรมของบุคคลที่ไม่ได้ลงมือเองนะ เป็นคนที่ชี้นิ้วให้คนอื่นทำทั้งนั้นเลย 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60

วันนี้เพื่อนมา ให้แม่อีหนูเอาไปต้มยำรสเด็ดมาให้เพื่อนกินหน่อยนะ เอาไอ้โต้งมา แม่อีหนูได้ยินก็รู้แล้วว่าพ่ออีหนูสั่งอะไร รู้เลย มันมีแนวโน้มทิศทาง trend ของจิต เป็นทางชั่ว สัตว์มันก็อยู่ของมัน อย่าไปมีวิบากไปยุ่งกับมัน เฉพาะกับคนนี้ก็มีบาปตั้งเท่าไหร่แล้วต้องเลิก แล้วจะได้ช่วยเหลือกันให้สังคมเป็นสุข เรื่องสัตว์นั้นปล่อยไปเถอะตามยถากรรม ถ้าคุณไม่ไปทำอะไรกับสัตว์มัน สัตว์มันก็จะอยู่ของมันไป นอกจากมันหมักไล่ก็ไล่มันไปอย่าให้มันมายุ่งเกี่ยวนัก คุณเป็นคนก็มีปัญญาพอที่จะจัดการไม่ให้สัตว์มายุ่งเกี่ยวกับเราได้ แต่นี่ไปเอามาเองมาเลี้ยง เอามานอนด้วยกินด้วย เสร็จแล้วมันก็เกิดวิบากซับซ้อน ไม่รู้อะไร กับคนนี่ก็มีวิบากร่วมกันมหาศาลและที่จะจัดการกันให้ทุกคนอย่ามามีความพยาบาทอย่ามีความรัก อย่ามีกามมีพยาบาทแก่กันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด ไม่ใช่แค่พูดเอาแต่ต้องมาทำจริงๆให้เลิกให้ปล่อยให้วางไม่มีทั้งกามในระดับดูด ไม่มีทั้งพยาบาทหรือความผลัก ไม่มีพลังงานดูดผลักอยู่กันอย่างกลางกลางแล้วทำงานร่วมกันตามความเหมาะสมอย่างที่เราทำร่วมกันอยู่ได้เป็นอุเบกขา เจริญสูงสุดได้ เพราะฉะนั้นเราทำมา ยิ่งในยุคนี้ใกล้กลียุค งานที่จะให้คนมีความรู้ในพระพุทธพระธรรมของพระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้ ซึ่งไม่ใช่ธรรมะโลกีย์ที่วนเวียนอยู่และเอาผลประโยชน์สมบัติผลัดกันชมไม่ใช่ยังมีตัวมีตน แต่นี่ไม่มีตัวตนเลย มีแต่เกื้อกูลกันทุกคน มีแต่ใจก็คนอื่นไม่ได้เห็นแก่ตัวเลย แล้วมันไม่เสียหายเลยในสังคมทุกคนไม่มีใครเห็นแก่ตัวไม่มีตัวไม่มีตน มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น มันจบแล้ว นี่คือความจบสูงสุดแล้วมนุษย์ ไม่ใช่แค่ปากเปล่าพูดแต่มันทำได้ อย่างอโศกเราทำได้มีคุณภาพประสิทธิภาพอย่างนี้ก็ทำได้ในคำสอนพระพุทธเจ้า นับวันพวกเราจะเข้าใจดียิ่งขึ้นยิ่งทำให้เจริญมากยิ่งขึ้นเป็นทิศทางที่ไม่มีตัวตน ในทางที่ไม่ต้องยึดถือใครเป็นตัว ตัวเราก็เป็นศูนย์ มันก็ค่อยๆเป็นไปตามภูมิธรรมของแต่ละคน ในสังคมนี้ก็จะสุดยอดที่จะอยู่ด้วยกันเป็นสาราณียธรรม 6 เลย สาราณียธรรม 6 เป็นธรรมะที่สรุปผลองค์รวม ส่วนวรรณ 9 เป็นการสรุปผลของแต่ละคน มีคู่อยู่ สาราณียธรรม 6 กับวรรณะ 9 วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญต่างคนต่างเร่งกอบโกย...อะไรพวกนี้มันจริงทั้งนั้น ที่อาตมาสาธยาย เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย สังคมที่จะมีคุณสมบัติอย่างที่เราทำกันนี้มีหลักสูตรเรียนเพื่อทำตนเองให้มีวรรณะ 9 แล้วเกิดสาราณียธรรม 6 ซึ่ง 2 อันนี้เป็นสุดยอดแห่งสังคมแล้ว สังคมอโศกสาธารณโภคีจึงเป็นสังคมสุดยอด ก่อนลงมาอ่านคอลัมน์ของเปลวสีเงิน เขียนถึงว่าตอนนี้เมืองไทย เป็นเมืองที่ต่างประเทศตื่นตัวที่จะมาฝึกสมาธิในประเทศไทย แต่ความรู้ของคุณเปลวมีความรู้แค่สมาธิของโลกีย์อยู่ พูดตรงๆบอกคุณเปลวเลยว่า ยังไม่เข้าสู่โลกุตระเท่าไหร่ สมาธิก็เป็นการฝึกแบบรวมซึ่งจะต้องรู้ ฌาน รู้ บุญก่อน ถ้าไม่รู้สมาธิ ก็ไม่เป็นโลกุตระต้องเข้าใจ ฌานวิสัยที่เป็นโลกุตระแล้วต้องรู้พลังงานตัวปลายของ ฌาน คือบุญ บุญคือ ประหารมือสุดท้าย คือมือเพชฌฆาต ฌาน ก็เป็นตัวประหาร 1 2 3 บุญนี้เป็นมือ 4 จบเลย ชัวะ เป็นมือเพชฌฆาตเก็บกวาดสุดท้าย แล้วบุญก็ไม่มีอะไรหลงเหลือ ทำหน้าที่ดับกิเลสให้สนิทเด็ดขาดแล้วก็หายไปพลังงานนั้นไม่สะสม ถ้าขืนยังมีการบุญ มีบุญสะสมมันยังไม่ปรินิพพาน บุญเป็นหนึ่งอย่างเดียวไม่มีสอง ไปอ่านในหนังสือ เปิดยุคบุญนิยมกันดู ตอนนี้ออกหนังสือมาสองเล่ม มีอังกฤษแบบอโศกด้วย 640605_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึก และบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ปี 2564

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน