เป็นอรหันต์แล้วไม่มีความเหนียมอาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
เป็นอรหันต์แล้วไม่มีความเหนียมอาย มีคนบอกว่ายกตัวอย่างตนไม่เหนียมตัวเองบ้างหรือ หรือได้รับคำชมจากคนอื่น ทำไมไม่รู้จักอายบ้าง ทำไมไม่ห้ามเขา ฟังดีๆนะประโยคนี้ เขาก็ว่าอาตมาคนอะไรได้รับคำชมไม่รู้จักอาย แล้วก็ไม่รู้จักห้ามเขาด้วย เขาชมตัวเองทำไมตัวเองไม่ห้ามเขา ควรจะห้ามเขาสิ อย่าชมเลยไม่ต้องชมหรอก อาตมาก็ไม่ได้ห้าม ไขความตรงนี้ก่อน ทำไมได้รับคำชมแล้วไม่ห้ามเขาไม่ให้ชม เคยปรามๆนิดๆหน่อย แต่ก็ปล่อยให้ชม เพราะมันต้องข่มหรือดุว่า ยกย่อง ข่มคนควรข่ม ยกย่องคนควรยกย่อง นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคหารหัง พูดได้โดยมีจิตปกติไม่ได้มีจิตเกลียดชัง ไม่ได้มีอุปกิเลสใดๆ แง่เชิงลบไม่มี มันเป็นสัจธรรมที่ตรงสัจจะ แต่เป็นสัจจะเชิงดี เป็นเชิงบวก เชิงชม เชิงยก ฟังดีๆนะ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อพูดเชิงยกมันก็ไม่เป็นกลาง เขาก็บอกว่าทำไมไม่ห้ามเขาเมื่อไม่เป็น กลาง ข่ม อาตมาก็ไม่ได้ห้าม ยกอาตมาก็ไม่ได้ห้าม อาตมาก็เป็นกลางแล้ว เขาตำหนิอาตมา อาตมาก็ไม่ได้ห้ามเขา ยังบอกเลยว่าตำหนิมาเถอะ อาตมาจะได้เอามาพิจารณาความจริงคำตำหนิถือว่าเป็นประโยชน์ คำสรรเสริญยกย่องพระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นคำไม่มีค่าเลย เป็นคำต่ำ คำชั่ว ไม่มีค่าจะทำให้คนเจริญหรือตรัสรู้เลย แต่คำตำหนินี่ทำให้คนเจริญและตรัสรู้ ฟังความนี้ให้ชัด คำตำหนิทำให้คนตรัสรู้ คำชมไม่ทำให้คนตรัสรู้ มีแต่ทำให้คนหลงตัวเอง บอกความจริงเป็นครั้งคราวว่าคนนี้ดีอย่างนี้จะเรียกว่าชม บางทีก็ไม่ได้ไปใช้สำเนียงสำนวนอะไร ดีก็พูดมีน้ำหนักบ้างอะไรก็แล้วแต่ ก็อย่าพยายามพูดมากในการชม ตำหนิเข้าไปเถอะ อย่าให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นในลักษณะของว่าทำไม ไม่ห้ามเมื่อเป็นคนชม เป็นสัจจะ เมื่อเขาชมถูกต้องตามสัจจะแล้วก็ถูกแล้ว ควรให้คนเข้าใจควรให้คนรู้ความจริงว่า
อ่านต่อ
คนนี้ควรชม เป็นคนที่ชมได้ถูกต้อง ชมถูกแล้ว คนอื่นควรรู้ความจริงว่าคนนี้ควรชมจริงๆ จะไปห้ามเขาทำไม ก็เพราะว่า กระดิ๊กๆๆ จิตคุณยังไม่มีความคมชัดแน่นอนพอ ที่จะรู้ว่าความจริงหรือความไม่จริงจบ รู้แล้วว่าอย่างนี้จริงอย่างนี้ไม่จริงจบ อันนี้มันจริงไม่มีเลยไม่จริงก็จบ พูดความจริงมามันก็จบแล้ว พูดความไม่จริงก็รู้ว่าอันนี้ไม่จริงก็ค้านแย้งได้ ถกกันได้ ก็เป็นสัจจะ อีกคำหนึ่งบอกว่า ทำไมไม่อาย ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วไม่มีความอาย ไม่ใช่หน้าด้านนะ ไม่มีแม้แต่มังกุ มังกุไม่ใช่หิริ ไม่ใช่โอตตัปปะ ซึ่งโอตตัปปะคือละอายอย่างแรง หิริ ละอายอย่างเบา มังกุนี้ เขาแปลว่าไม่เก้อยาก มันก็ยากที่จะเข้าใจ คือไม่เก้อไม่เขินไม่ลำบากเลยในการไม่เก้อเขิน คำว่าไม่เก้อยาก ไม่ลำบากธรรมดาไม่มีมังกุแล้ว สบายเป็นปกติ ไม่อายไม่เก้อเขิน ไม่ใช่คุณสมบัติของธรรมดาสามัญควรที่จะมีได้ คนธรรมดาจะต้องอายต้องรู้จักเป็นบวกเป็นลบอยู่เป็นสองฝ่ายมีอันตา ยังมีสองฝ่ายยังไม่กลางจริงๆยังไม่สูญมันก็จะมีอาการเช่นนี้ แต่ถ้ามันสูญจริงๆมันเป็นกลาง มันก็ไม่มีอะไรไปอะไรมาไม่มีอันตา ไม่มีข้างไม่มีฝ่ายอะไรขึ้นมา ไม่มีกระดิก ซึ่งเป็นเรื่อง อจินไตย ลึกซึ้ง ถึงขั้นมีเอง จะชัดในตนเองไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องถามใคร ว่าลักษณะอย่างนี้เรามี ผู้ใดมีลักษณะอย่างที่ว่านี้ไม่มีมังกุแล้ว ในอภิณหปัจเวกขณ์ ข้อที่ 10 ใครจะมาถามก็บอกได้ว่าเป็นอรหันต์ ถามว่าเราเป็นอรหันต์แล้วก็บอกว่าใช่เราไม่มีจิตเอียงไปทางไหนเลยตรงๆกลางๆเราเป็นอรหันต์ บอกว่าเราเป็นอรหันต์ก็บอกว่าตรงๆไม่มี มังกุ ไม่มีเอียงไม่มีข้างอะไรเลยมีหนึ่งเดียวเท่านั้น พูดไปแล้วก็เป็นหนึ่งเดียวตรงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้เข้าใจง่ายๆ ไม่อาย เขาถามว่า ได้รับคำชมแล้วไม่รู้จักเหนียมไม่รู้จักอาย ไม่รู้จักห้ามไม่ให้เขาชม เขาบอกว่าคนมีหิริโอตัปปะก็ต้องรู้จักอายสิ ใครชมก็ต้องรู้จักอาย ก็จะไปอายทำไมก็เราไม่ได้ทำผิด เขาชมก็ต้องให้เขารู้ความจริง ไม่กระดุกกระดิกอะไร ก็รับตรงๆด้วย เขาชมเราก็รับว่าดีก็ใช่ เขาชมว่าท่านดีจริง อาตมาก็ว่าดี แล้วทำไมจะต้องไปโกหกเขา ทำไมว่าอาตมาไม่ดีจริง เขาบอกว่าท่านดีจังเลยดีมากๆ อ้อก็ดีมาก เขาก็ว่าหา? ทำไมไปรับอย่างนั้น เห็นไหมว่าความรู้สึกของสามัญชนหรือปุถุชนจะสะเทือนสะท้าน มันหยาบกว่ามังกุ สะเทิ้นสะท้าน อุทธัจจะ 640605_พิธีน้อมกตัญญูบูชา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ งานอโศกรำลึก 2564