พ่อครูกับกรรมอันลหุตาในงานอโศกรำลึก.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูกับกรรมอันลหุตาในงานอโศกรำลึก พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2564 แรม 10 ค่ำเดือน 7 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันคล้ายซ้ำที่อาตมาเกิดมา 87 ปีแล้ว อายุ 88 ปี เป็นวันเกิดใน พศ. 2564 เอา 77 ลบ 64 ได้เท่าไหร่ ก็เป็นอันว่าเต็ม 87 เริ่มต้นวันนี้ วันที่ 5 เป็นวันคลอด แม่บอกว่าตอนคลอดเห็นหลังพระกลับมาจากบิณฑบาต เห็นหลังไวๆเข้าวัด เป็นวันที่อาตมาเกิด ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 7 ปีจอ วันอังคาร แต่วันนี้วันเสาร์ ก็ทุกอย่างเวียนวนอยู่อย่างนั้น ในโลกก็เวียนวนกลับกาละ อโศกเราเกิดมา แล้วก็เวียนวนมาบรรจบ เราก็เอาวันสักวันหนึ่ง เอาไปเอามาเอาวันนี้ แต่ก่อนนี้อาตมาไม่ได้ให้เอาวันที่ 5 นะให้เอาวันที่ 9 มิถุนายน วันครองราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้เป็นวันอโศกรำลึก เสร็จแล้วเอาไปเอามา ก็ลากงานให้หลายวัน จนมาถึงวันที่ 5 ที่จริงจัดแค่ 6-10 ก็พอแล้ว แต่ก็ดึงมาถึงวันที่ 5 จะได้ คืออาตมาไม่ได้ตกใจไม่ได้ตื่นเต้นไม่ได้ดีใจ ไม่ได้เสียใจ ไม่ได้ต่อว่าต่อขานอะไรหรอก ก็เป็นเรื่องจริงที่เขาจะมีกันก็ว่ากันไป อาตมาก็เป็นไปตามมวลมนุษย์ ที่ชุมนุมกันรวมกันอยู่ อาตมาก็ทำกรรมคือการกระทำ กรรมของอาตมาที่คิดว่าควรทำกรรมในทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที มาก็กำหนด แล้วแสดงออก ทางกายวาจาใจ ที่ไม่แสดงออกคือในใจก็เอาไว้ ถึงเวลาใดที่เหมาะก็แสดงออก แล้วมันก็จะเกิดผล เมื่อแสดงออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม ถ้าอยู่ในมโนกรรมก็อยู่เป็นผลแก่ตัวเราเท่านั้น พอออกมาถึงเป็นวจีกรรมกายกรรม แล้วมันก็ไปกระทบสัมผัสกับมนุษย์อื่นๆ กับคนอื่นๆ ก็เกิดปฏิกิริยากันไป ปฏิกิริยาอื่นๆที่เกิดขึ้นมันก็จะเป็นปฏิกิริยาผลักและดูด แรงและเบา มีผลมิติอื่นๆอีกหลายนัยยะ ก็เกิดไปเป็นธรรมดาธรรมชาติของมนุษยชาติ พระพุทธเจ้าก็มาศึกษาสิ่งเหล่านี้และมาส
อ่านต่อ
อนให้รู้แล้วก็ให้อยู่กับมนุษย์ จัดการกับมนุษย์ให้ดีที่สุด แล้วโลกทั้งใบจะดี จัดการให้อยู่กันดีที่สุด แล้วโลกทั้งใบก็จะดี เราก็ต้องตัดกรอบมาจัดการไปทีละปริเฉท อย่าไปตะกละเอามาก คนเก่งก็ทำได้หลายปฏิเสธ เอามารวมกันเข้า คนเก่งก็ทำได้หลายปริเฉท ในรูป 28 ปริเฉทของพระพุทธเจ้าสรุปไว้อันหนึ่งมี 1 เอามารวมกันรูปนาม แต่ละปริเฉท จัดการให้ลงตัวก็สั่งสมลงเป็น วิการรูป สิ่งที่ให้สะสมเป็นวิการรูปได้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็น ลหุตา มุทุตา กัมมัญญา เป็นลักษณะของพลังงานจิตทำให้เกิด ลหุตา แปลว่า เบา มุทุ รากศัพท์บาลีแปลว่า อ่อน อ่อนไหว ไม่ใช่อ่อนแรง ท้อแท้นะ แต่ทำให้แรงก็ได้ไม่ยาก เรียกว่าอ่อน มุทุ บาลีแปลว่าอ่อน ซึ่งจริงๆแล้วทำให้คล่องตัวได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของ static หรือลักษณะของ dynamic ลักษณะของการที่จะทำให้เป็นจุดตั้ง แกนตั้ง ที่แข็งแรงเท่าใดก็เป็นแกนตั้งที่แข็งแรงที่สุดเท่าที่แต่ละคนจะมีได้ จะให้เคลื่อนไหวได้เร็วเท่าใด ก็เร็วได้ที่สุดเท่าที่แต่ละคนจะมีบารมี มีความสามารถที่จะทำให้เร็วได้ ทั้งสองอย่างนี้อยู่ใน 1 ทั้งแกนตั้งและแกนเคลื่อน 2 อย่างนี้อยู่ใน 1 คือในมุทุภูตธาตุ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ที่สามารถมีสิ่งนี้แล้วใช้สิ่งนี้เป็น ถึงนำออกไปใช้เรียกว่า กัมมัญญา เอาไปกระทำด้วยอัญญา คือความฉลาดแบบโลกุตระ ก็เอาไปใช้ได้ยังเหมาะควร พอดีพอเหมาะ ได้อย่างดีที่สุด จึงเรียกว่าการงานที่เหมาะควร กัมมัญญา ออกไปก็มีวิการรูปอีก 2 คือ กายวิญญัติกับวจีวิญญัติ ก็ทำทางกาย วาจา การเคลื่อนทางกาย วาจาออกไปสู่ข้างนอก อย่างเช่นอาตมาทำมืออย่างนี้เป็นกาย พูดออกไปก็เป็นทางวาจาก็เป็นการครบ ซึ่งก็ประมาณให้เหมาะสมให้ควร เรียกว่า นัจจะ ท่าทางทั้งหมด จนกระทั่งถึงกระพริบตา เรียกว่านัจจะลีลาท่าทาง คีตะ สุ้มเสียงสำเนียง จนเอาไปเรียบเรียงเป็นเพลง คีตะ แปลเป็นเพลงไปเลย หรือเป็นวาทิตะ คือคำพูดภาษาที่เลือกสรรมาใช้ให้เหมาะสมตามกาละ ตามควรของแต่ละบุคคล คนหยาบก็เลือกหยาบมาใช้ คนไม่หยาบก็เลือกไม่หยาบมาใช้ คนที่ประมาณได้พอเหมาะก็จะใช้ได้พอเหมาะ ถ้ามันอ่อนไปเบาไปก็ไม่มีน้ำหนัก ถ้ามันหยาบไปก็ไม่ได้เรื่อง ก็เลือกใช้ให้พอเหมาะพอดี เป็นคนมีปัญญาเลือกเฟ้นใช้ให้เหมาะสมกับองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่บุคคลเครื่องกินเครื่องใช้สารพัดที่เราจะเอามาใช้กับชีวิต แล้วก็ทางธรรมะ เป็นองค์ประกอบที่จัดสรร ทำขึ้นมา ที่พูดไปนั้นมันละเอียด ตัวหนังสือหลักการมันมีไม่มาก แต่ว่าจริงๆมันละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนในสภาวธรรมมีเยอะ รูป 28 กับ นาม 5 ที่พระพุทธเจ้าสอน อาตมาก็นำเอามาขยายความและให้ใช้งานซึ่งไม่ง่ายมันยาก ก็ค่อยๆอธิบายกันไป ตอนนี้เอาคุหัฏฐสูตร ขยายความให้เห็นข้อบกพร่องข้อผิดพลาดของชาวพุทธ อยู่ในนี้ครบเลยอาตมาถือว่าครบ ก็ค่อยๆขยายความขยายสภาวะไป ทุกอย่างเกิดจากรูปกับนาม 2 ตัวนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ในอาหาร 4 ข้อที่ 4 ว่า วิญญาณอาหาร ผู้ที่รู้จักรูปกับนามของวิญญาณได้แล้วเรียกว่าเป็นอันรู้ทุกอย่าง ก็ไปจัดการกับรูปกับนาม แล้วยิ่งขยายเป็นรูป 28 นาม 5 มันจะสังขารสังเคราะห์การต่างๆ เราก็ต้องไปเรียนรู้สังขารและทำต่างๆ แล้วเราจะเข้าใจความเป็นคนความเป็นตัวเราตัวคน แล้วแต่ละคนรวมกันก็เป็นสังคมกลุ่มหมู่ หมู่เล็กจนกระทั่งถึงหมู่ใหญ่ จนถึงทุกวันนี้ระดับ globalization เป็นระดับ ฟ้า บ่ กั้น สำนวนแปลของลาวเขาเจ๋งตรงนี้ ไปได้ไม่มีอะไรกั้นได้แม้แต่ฟ้า เป็นสารสนเทศที่ต่อเนื่องถึงกันหมดทั่วโลกเลย ไม่ว่าจะเหนือตกออกใต้ บนล่างอะไร สัมผัสถึงกันหมดเร็วด้วย อยู่ที่ไหนก็ติดต่อกันได้ถ้าได้เครื่องมือสมบูรณ์แบบก็ติดต่อได้หมด จะต้องมีทั้งคู่นะ มีคนเดียวก็ติดต่อกันไม่ได้ ต้องมีคู่ เป็นสื่อสารเครื่องมือเทคโนโลยีเขาอย่างนี้ทำได้หมด เก่ง เรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์ทางวัตถุ คนก็สามารถที่จะเอามาใช้ประกอบ คนขี้โกงก็เอาไปใช้ประกอบในทางเอาเปรียบเอารัดรู้มาก รู้มากก็เอาไปใช้ประโยชน์ตนเองขี้โกง เป็นบาปเวรเป็นภัยต่อตนต่อท่าน คนที่เข้าใจดีแล้ว จะไปทำภัยทำบาปทำไม ชีวิตพัฒนาขึ้นสั่งสมกุศลวิบากของตัวเองไป ดีกว่า จะไปทำอกุศลทำไม ชีวิตยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เราก็จะได้อาศัยกุศล หรืออาศัยบุญ บุญคือการชำระกิเลส แล้วต้องเข้าใจบุญว่าต่างกับกุศล พระพุทธเจ้าแยก 2 คำมันต้องต่างกันแล้วต่างกันมากด้วย ซึ่งเป็นนัยยะสำคัญที่ทุกวันนี้อาตมาก็บรรยายอยู่ในหนังสือที่กำลังวางตลาด ราคา 0 บาท อาตมาอ่านทวนดู ตอนนี้พึ่งอ่านได้ 90 หน้า มันมี 608 หน้า อ่านแล้วก็รู้สึกว่าขยายความได้ไม่เลว เรียกว่าดีมาก นี่รวบรวมมาจากข้อเขียน 2 ฉบับ แล้วมาขยายแก้แล้วไขอีกได้เป็น 600 กว่าหน้า จาก 8 หน้า ในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร เริ่ม 320 กับ 321 ยังไม่จบด้วยนะ มีถึง 351 ยังอีก 10 แค่ 2 ยังขยายได้มาก แล้วอีก 10 จะขยายอีกเท่าไหร่ สู่แดนธรรม…พวกเราถึงอยากจะเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆครับ พ่อครูว่า...มันก็ไม่รู้จักจบสิ ไม่รู้จักจบก็ไม่ได้อรหันต์ อาตมาถึงบอกว่าพวกเรามีจุดที่ได้จุดที่มีจุดที่จะจัดสรร จะสรุปจบได้กันแทบทุกคน อย่างน้อยจบโสดาบัน จบสกิทาคามี ถ้าจบโสดาบัน สกิทาคามี ซึ่งอาจจะยากหน่อย เพราะมันจะลงตัวกันยากสกิทาคามีมันเหลื่อมไปถึงอนาคามี อนาคามีก็ตัดจบได้ แล้วก็เป็นอรหันต์ยิ่งตัดจบได้เก่ง พวกเราสามารถตัดกรอบให้รู้จักทีละปริเฉท มันอาจจะทำยังไม่ชำนาญทำยังไม่เป็น ก็ค่อยๆเรียนรู้กันไป 640605_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึก และบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ปี 2564