ศาสตร์โลกุตระนำพาทุกศาสตร์ให้เจริญแท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ศาสตร์โลกุตระนำพาทุกศาสตร์ให้เจริญแท้ พ่อครูว่า...ต่อ สังคมที่ยังเอาคำสอนความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่ท่านค้นพบความลึกซึ้ง ซึ่งเป็นความลึกลับของทางเทวนิยมเขา แต่เป็นความลึกซึ้งลึกล้ำของสัจธรรม เอามาเปิดเผยให้เห็นทุกอย่างครบรอบหมดเลย จนกระทั่งกลายเป็นอมตะ อมตะคุณจะมีก็ได้ไม่มีก็ได้จะอยู่ก็ได้ไม่อยู่ก็ได้ สุดท้ายจริงๆก็คือหมด ไม่อยู่เลย 0 จากจิตนิยามซึ่งเป็นพลังงานจิตวิญญาณ เรียนรู้จนกระทั่งทำตัวเองให้เป็นพีชะ มีแต่คุณค่าประโยชน์ ไม่เป็นโทษภัยกับใครเลย แม้ว่าทุเรียนมันจะมีหนามมากมายก็ไม่มีโทษภัยกับใคร ใครจะไปแตะทิ่มแทงมันก็แล้วกัน มันอยู่ของมันเฉยๆคุณเอามือเอาร่างกายไปทิ่มหนามมันเอง พืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นสิ่งที่ไม่เป็นโทษภัยกับใครเลยจึงเป็นจุดสำคัญที่พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ธรรมจิตนิยามคือพลังงานของคนนี้ จัดการพลังงานของคนนี้ให้มีคุณสมบัติมีประสิทธิภาพเหมือนพืชให้ได้ หมดลักษณะโหดเหี้ยมแบบ จิตนิยาม หมดความโหดร้ายรุนแรงเลิก อย่างนั้นอย่ามาใส่ในจิตวิญญาณของตนเองให้พักให้เลิกให้หยุดเลย เพราะเราได้ฝึกฝนตามพระพุทธเจ้ามาจึงเริ่มทำได้มา 3 อันโลกีย์ก็พอรู้ว่า โลภจัด โกรธจัด มันเป็นลักษณะซาดิสม์รุนแรง มันไม่ดีหรอก ลักษณะสุขุม คัมภีรภาพ มันดีกว่าเยอะ ก็ค่อยๆดูค่อยๆฝึกมา จนกระทั่งรู้ว่าคุณค่าของความสุภาพ สงบ สูงกว่าความรุนแรงโหดเหี้ยม เป็นทิศทาง 2 ทิศทาง ความเบา ความสุภาพเรียบร้อยได้คุณภาพที่ได้ขีดพอดี ถ้าหากเลยไปชักจะไม่ค่อยดี ยิ่งเลยไปมากแรงหนักจะไม่ดีเลย เข้าใจแล้วทั่วโลกทุกวันนี้ โดยปริยาย เข้าใจกันทั่วโลก เขาจะต้องแสวงหาว่าทำอย่างไรเราจะเบาลง วิธีเบาลงเขาก็พยายามที่จะสะกดจิตให้หยุด โดยการบังคับ มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเบื้องต้น คนก็ต้องทำ ตามบารมี ตามขั้นตอน คนจะมาทำอย่างโลกุตระแบบพ
อ่านต่อ
ุทธเลยไม่ได้ทันทีหรอก ก็ต้องมีตัวเชื่อม สายเจโต ใช้ Meditation สะกดจิตให้ระงับจึงเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตระ โลกียะ ตัวเชื่อมตัวให้สงบ ตัวเบานิ่งควบคุมให้ได้ ไม่เอาแรง อย่างแรงอย่างร้ายอย่างโหด อย่างเช่น เจงกิสข่าน อเล็กซานเดอร์มหาราช อะไรพวกนี้หยุดเลิกเลย เดี๋ยวนี้ก็ยังจะเอาลักษณะพวกนั้นมาใช้ในสังคม นี่ยังมีหลงเหลือยังมีอยู่ แต่ก็ทำอย่างโจ่งแจ้งไม่ได้ เขารู้ว่ามันไม่ดี แต่ก็ต้องทำเพราะว่าจะต้องเอาชนะคะคาน ต้องเอาความรุนแรงเป็นตัวกำหนดทำกับสิ่งที่เขาจะต้องเอาชนะ ที่นี้ผู้ที่จะรอดจากพวกโหดเหี้ยมพวกนี้ก็ตรงที่ว่า เราไม่ไปเอาชนะเขาเลยให้เขาชนะเราเลย คุณจะทำร้ายเราเมื่อไหร่ก็ทำได้ อันนี้แหละยิ่งใหญ่ ยอมท่าเดียว แพ้ท่าเดียว ไม่มีตัวตนเลย คุณทำดับ ทำ 0 ได้ แต่มันซ้อนคนฆ่าพระอรหันต์เป็นอนันตริยกรรม ไปทำร้ายคนที่ไม่มีตัวตนยิ่งบาปมากที่สุด เหมือนกับที่อาตมาเคยเตือนพวกเรา อย่ามาโกงอยู่ในชาวอโศก บาปมันแพง อย่ามาเอาเปรียบอยู่ในชาวอโศก บาปมันราคาแพง ถ้าจะไปเอาเปรียบก็ไปเอาเปรียบข้างนอกเขา บาปไม่แพงเท่ามาเอาเปรียบในชาวอโศก มันเป็นอย่างนั้น เรื่องนี้พวกมีกิเลสมากเขาก็ยังละเมิดแต่ก็ยังไม่รุนแรงมากหรอกในชาวอโศกก็เป็นขนาดนี้ บางคนก็แรง เราก็เห็นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ขว้างงูไม่พ้นคอก็ปล่อยไป สรุปแล้วสูงสุด ทำสังคมให้เป็นเทวะ เป็น 2 คือ ให้มีคุณสมบัติของวรรณะ 9 กับคุณสมบัติของสังคมเป็นสาราณียธรรม 6 ได้ นี่แหละจะเป็นหลักประกันเป็นเครื่องชี้บอกว่าเป็นสังคมเจริญที่สุด พวกเราชาวอโศกเป็นตัวนำทำอันนี้ได้ อย่างไม่ได้อวดเก่งไม่ได้อวดดีแต่พูดความจริงขยายความจริงให้ฟัง แล้วทำให้มันเจริญ ในแต่ละคนเจริญ มันก็จะเป็นจริง ถ้ามันไม่เป็นจริงก็จะไม่ได้ ถ้ามันเป็นจริงได้ก็จะเกิดมวลเกิดการรวมกันเข้าเป็นเอกีภาวะ เป็นภาวะหนึ่งเราก็ทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ มันก็เจริญขึ้นตามสภาวะจริง อาตมายังมั่นใจว่าทุกวันนี้โลกทั้งโลกรู้แล้วว่าจะหันทิศไปทางไหน เขายังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ในจุดสูงสุด จุดนิพพาน ซึ่งเป็นจุดสูงสุดจุดสำเร็จ กิเลสหมดแล้วรู้จักกิเลสตัวเองแล้วก็ทำกิเลสตัวเองให้หมดไปได้ นั่นเป็นจุดนิพพาน นั่นคือความรู้ที่จะต้อง รู้แล้วก็ทำให้ได้จนกระทั่งรู้จักกิเลสตัวเอง ที่เมื่อเกิดเมื่อใดก็รู้ แล้วกิเลสจะเกิดต้องมีการกระทบ ถ้าไม่กระทบมันนิ่ง ก็เลยไม่รู้ว่าตัวเองมีกิเลสหรือไม่มีกิเลสจริง ต้องกระทบกระแทกกระทุ้ง บางทีต้องกระทบแรงถึงจะกระดุกกระดิก ขนาดกระทบอย่างแรงมันยังไม่รู้สึกรู้สาเลย แทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้า แทงด้วยหอกร้อยเล่มกลางวัน แทงด้วยหอกร้อยเล่มเย็น อย่าไปเรียกว่าตายเลย ก็ยังไม่รู้สึกรู้สา อย่าไปว่าถูกแทงตายเลยแต่ว่าไม่รู้สึกรู้สา ยิ่งกว่าเอาสำลีไปทุบหนังแรด ทุบหิน ทุบโลหะ ทุบเข้าไปเท่าไหร่ เดี๋ยวก็หมดสำลี โลหะมันไม่ได้สึกอะไรเลย อย่าไปคิดถึง พระพุทธเจ้าให้เอาผ้าใยบัวบางเบา เอาไปลาดที่ยอดภูเขาเวฬุบรรพต 100 ปีเอาไปลาดทีหนึ่ง จนกว่าภูเขาจะสึกจึงจะเรียกว่าหนึ่งกัป คิดดูสิมันจะนานขนาดไหน เรามาทำที่ปัจจุบันกระทบสัมผัสแล้วกิเลสมันเกิดอาการ เราก็รู้ว่ามันมีกิเลสก็แยกกิเลสเป็น 2 ขั้วใหญ่เป็นผลักเป็นดูด หรือเป็นรักเป็นโกรธ ก็ทำลายมันตั้งแต่หยาบให้มันลดลงจนเป็นพระอาริยะเป็นอรหันต์กันได้ ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คนในโลกกำลังตามหาตามค้นพากเพียรที่จะรู้จักทฤษฎีอันนี้ ซึ่งมีองค์เดียวในยุคกัป ใน 5,000 ปีนี้ ก็มีพระพุทธเจ้าสมณโคดมองค์เดียว อาตมาก็มาสืบทอดอันนี้ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เอาไปพิสูจน์แล้วคุณจะรู้ว่าจริงหรือไม่จริง อาตมาอธิบายไว้ทำตามให้ดีคุณจะรู้เองด้วยตัวคุณเองว่าจริงหนอ จับกิเลสเอากิเลสออกได้ ตั้งแต่หยาบมา คุณจะรู้ได้ด้วยตนเองไม่ต้องไปบังคับให้เชื่อเลย อาตมา ทุกๆคนเชื่อตัวเอง ไม่ได้มาเชื่ออาตมาหรอก อาตมาเอาคำสอนพระพุทธเจ้าให้พวกคุณเข้าใจ พวกคุณไปทำคุณก็เชื่อในสิ่งที่คุณทำได้เอง ไม่ได้เชื่ออาตมา แล้วไม่จำเป็นต้องเชื่ออาตมา ให้เชื่อในผลในจิตของคุณเองที่ทำได้ที่เป็นปรมัตถธรรม โลกุตรธรรมมีจริง คนที่บรรลุโลกุตรธรรมทำให้กิเลสดับเป็นนิพพานได้จริง มันจึงเกิดกลุ่มมนุษยชาติจริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่อธิบายไว้ยืนยันไว้มีวรรณะ 9 มีสาราณียธรรม 6 มีเศรษฐกิจระดับสาธารณโภคีซึ่งสุดยอดเลย แม้แต่การเมืองก็เป็นการเมืองบุญนิยม การเมืองที่เป็นสาธารณะอาศัย ไม่ต้องบริโภคหรอก เป็นการบริหารดูแลปกครองกันอย่างอาศัย เป็นสาธารณะอาศัย ไม่ใช่สาธารณะบริโภค อย่างนี้เป็นต้น จะเรียกโภคีก็ได้ มันมีทั้งการกินการใช้ การเมืองเป็นอุปโภค ทำกันคนละการงานคนละกิจ ก็เป็นการอยู่ร่วมด้วยสภาพ 2 ทั้งนั้น เช่น อุปโภคบริโภค ก็เป็นสภาพ 2 การเมืองกับเศรษฐกิจก็เป็นสภาพ 2 อย่างนี้เป็นต้น รัฐศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น รวมแล้วเป็นเรื่องของสังคม อาตมาพาทำเรื่องรัฐศาสตร์ บริหารโดยไม่ต้องบริหาร มีการขัดแย้งกันพอเหมาะบ้าง ไม่ได้แรงเลย นิดนิดหน่อยหน่อยแล้วก็วินิจฉัยกันก็จบ ใครไม่ยอมก็ตัวใครตัวมัน ใครยอมก็จบ ยอมแต่ข้างนอกแต่ข้างในไม่ยอม ก็ของใคร ก็ของเอ็งไม่ใช่ของข้า 640605_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึก และบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ปี 2564