สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สภาวะของวิชชาจรณสัมปันโน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สภาวะของวิชชาจรณสัมปันโน พ่อครูว่า...เปิดตำรา พระไตรปิฎก พระสูตรเล่มแรก สรุปในพุทธคุณ 9 มีข้อเดียวที่คนอื่นทำได้คือ วิชชาจรณะ สัมปันโน แล้วทำไปจะได้ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ แต่ต้องทำไปตามลำดับ นอกนั้น เป็นคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าทั้งนั้นเลย 1. อรหํ เป็นพระอรหันต์ คือ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไกลจากกิเลส ทำลายกำแพงสังสารจักรได้แล้ว เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ควรได้รับความเคารพบูชา เป็นต้น 2. สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง 3. วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา คือความรู้ และจรณะ คือความประพฤติ 4. สุคโต เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว คือ ทรงดำเนินพระพุทธจริยาให้เป็นไปโดยสำเร็จผลด้วยดี พระองค์เองก็ได้ตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพุทธกิจก็สำเร็จประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่ชนทั้งหลายในที่ที่เสด็จไป และแม้ปรินิพพานแล้ว ก็ได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้เป็นประโยชน์แก่มหาชนสืบมา 5. โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก คือ ทรงรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลกคือสังขารทั้งหลาย ทรงหยั่งทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตวโลกทั้งปวง ผู้เป็นไปตามอำนาจแห่งคติธรรมดาโดยถ่องแท้ เป็นเหตุให้ทรงดำเนินพระองค์เป็นอิสระ พ้นจากอำนาจครอบงำแห่งคติธรรมดานั้น และทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้ยังจมอยู่ในกระแสโลกได้ 6. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งกว่า คือ ทรงเป็นผู้ฝึกคนได้ดีเยี่ยม ไม่มีผู้ใดเทียมเท่า 7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 8. พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว คือ ทรงตื่นเองจากความเชื่อถือและข้อปฏิบัติทั้งหลายที่ถือกันมาผิด ๆ ด้วย ทรงปลุกผู้อื่นให้พ้นจากความหลงงมงายด้วย อนึ่ง เพราะไม่ติด ไม่หลง ไม่ห่วงกังวลในสิ
อ่านต่อ
่งใด ๆ มีการคำนึงประโยชน์ส่วนตน เป็นต้น จึงมีพระทัยเบิกบาน บำเพ็ญพุทธกิจได้ถูกต้องบริบูรณ์ โดยถือธรรมเป็นประมาณ การที่ทรงพระคุณสมบูรณ์ เช่นนี้ และทรงบำเพ็ญพุทธกิจได้เรียบร้อยบริบูรณ์เช่นนี้ ย่อมอาศัยเหตุคือความเป็นผู้ตื่นและย่อมให้เกิดผลคือทำให้ทรงเบิกบานด้วย 9. ภควา ทรงเป็นผู้มีโชค คือ จะทรงทำการใด ก็ลุล่วงปลอดภัยทุกประการ หรือ เป็นผู้จำแนกแจกธรรม
จรณะ 15 ศึกษาให้ดีเถอะ 15 ข้อนี้ในนั้นครบระบุไว้ครบแล้ว 1.ศีล การปฏิบัติศีลไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วโมเมว่า ได้ศีลสมาธิปัญญาวิมุติแล้วศีลก็บริสุทธิ์เอง ซึ่งมันไม่ใช่ แม้แต่ศีลข้อที่ 1 ก็ชัดเจนแล้วว่า คุณจะต้องมาตั้งต้นตั้งแต่มีศีลกำกับว่า คุณจะปฏิบัติตามศีลกำหนด ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายสัตว์ มีเมตตาต่อสัตว์ แล้วก็ต้องปฏิบัติสัมผัสกับสัตว์ แล้วคุณเกิดจิตไม่ทำร้ายมีความเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงจริงคน ที่สุดจริงๆ แล้วคุณก็จะลืมตาไม่เห็นจะต้องไปหลับตาคุณก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์กับสัตว์ คุณก็เป็นพระอรหันต์อยู่อย่างนี้กับสัตว์ทั้งปวง สัตว์ทั้งปวงก็มีพระอรหันต์อยู่ด้วยเป็นผู้หวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ สัตว์ทั้งตัวก็คือสัตว์คนนี่แหละ สัตว์เดรัจฉานอื่นก็จะไปช่วยอะไรได้มากมาย มันมีวัฏสงสารของมันอีกเยอะแยะมากมาย ก็ไม่ต้องไปช่วยมันหรอก มีพระพุทธเจ้าให้ช่วย พระพุทธเจ้าจะช่วยสัตว์เดรัจฉานที่ท่านรู้ว่าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้เป็นโพธิสัตว์มาเกิดท่านก็ช่วยเท่านั้นเอง แต่ถ้าสัตว์เดรัจฉานที่มันไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ท่านก็จะต้องปล่อยมันไปตามยถากรรม พระพุทธเจ้าจะไปช่วยสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นได้อย่างไร มีในตำนานพระไตรปิฎกมีไหม ต้องมีศีลเป็นตัวยืนยันเป็นหลักกำหนดขอบเขตของศีล ศีลข้อที่ 1 เป็นอย่างนี้ศีลข้อที่ 2 เป็นอย่างนี้ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับของ รวมทั้งดินน้ำไฟลมและพืช ของมันไม่มีบาปไม่มีบุญแต่มันมีความสุจริตเมื่อเอาของของเขา มันไม่สุจริตมันก็เป็นเรื่อง อีกอย่างก็เป็นเรื่องของเกี่ยวกับสัตว์ ต้องเมตตาปราณี ส่วนอันนี้เป็นเรื่องของตัวกูของกูข้อที่ 2 ข้อที่ 3 นั้นเป็นการเสพรส ถ้าทำศีล 1 2 3 ถ้าเข้าใจให้ดีๆปฏิบัติได้ดีแล้วก็จะเป็นอรหันต์ได้ ส่วนวจีกรรมก็เป็นส่วนที่เสริมหนุน ยิ่งจิต เป็นตัวปฏิบัติทั้งข้างนอกกายกรรม หรือวจีก็ตาม มีมโนกรรมเป็นตัวประธาน จัดการกิเลสในมโนนั่นแหละแล้วก็จะบริสุทธิ์สามารถกดข่มได้แต่มันไม่จริงแต่ถ้าจิตบริสุทธิ์จริง กายกรรมมันก็จริงนะ วจีกรรมมันก็จริง ไม่ขัดแย้งกันเลย ศีลเป็นจรณะข้อแรก 3 ข้อต่อมาก็เป็นตัวยืนยันว่าไม่มีการหลับตา
2. สำรวมอินทรีย์ ท่านบอกว่าสำรวมอินทรีย์ คุณสำรวมอินทรีย์ หากทำแต่จิต 1 ก็ทิ้งไปอีก 5 ทวาร พระพุทธเจ้าอนุโลมว่าทำอย่างนี้แล้วนะบางอย่างอาจจะหมดได้มีกายสักขียืนยันทั้งรูปนอกรูปในได้ แต่ไม่ได้เป็นอรหันต์ ที่พูดอย่างนี้คือคนที่ปฏิบัติธรรมมาแล้วมีภูมิเก่ามา ถ้าไม่มีของเก่ามาปฏิบัติอย่างนั้นไม่มีทางบรรลุได้ที่อาสวะมันจะหมด ไม่มีการถอนอาสวะได้เลยในศาสนาอื่น มีศาสนาพุทธเท่านั้นถอนอาสวะได้ ผู้ที่ปฏิบัติไปถึงกายสักขี โดยไม่ได้ปฏิบัติสมบูรณ์แบบให้ครบตั้งแต่ ศีล แล้วอปัณกธรรม 3 แล้วจึงเกิดสัทธรรม 7 อปัณกธรรม 3 ต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วก็มาพิจารณาการกินการใช้ ๓. โภชเนมัตตัญญุตา สิ่งที่กินไปได้เป็นอาหาร กินข้าวไปหล่อเลี้ยงร่างกาย อย่างเดียวนี้ก็สามารถพาให้บรรลุธรรมได้ อาหารคือคำข้าวนี่แหละจะรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในนั้นเราก็ปฏิบัติจนไม่ติดยึดได้ อาหารนี้ท่านขยายความต่อ อาหารเป็นคำข้าวแล้วยังมี ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหารวิญญาณอาหาร ถ้าเข้าใจแล้วไม่ได้ออกนอกจากที่พระพุทธเจ้าสอนถ้าได้แล้วมันจะรู้หมดเลยทำถูกหมดเลย อาตมาก็จะไม่ขยายความต่อเรื่องอาหาร 4 โภชเนมัตตัญญุตา หากไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีวันเป็นพระอรหันต์หรอก แม้ว่าจะมีภูมิเก่าบ้างแต่ว่าก็จะได้แค่กายสักขีไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ดีไม่ดีจะยาวนานกว่าปกติสายวิตรรกะที่ใช้เวลาถึง 80 อสงไขย เศษแสนกัปป์ แม้ข้อที่ 3 ของวิธีปฏิบัติที่ไม่ผิด คือการตื่น ชาคริยา
4.ชาคริยานุโยคะ คือตื่น ไม่ต้องไปหลับตา แค่หลับตาก็ไม่ใช่แล้ว ชาคริยาคือลืมตาตื่น สามข้อนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ไปหลับตานี้มันโมฆะ
อธิบายอปัณกปฏิปทา 3 ข้อนี้ แค่หลักฐานแค่นี้ก็เชื่อว่าสมบูรณ์แล้ว การสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตาแล้วก็การตื่นชาคริยานุโยคะไม่ต้องไปหลับตาปฏิบัติหรอกทฤษฎีพระพุทธเจ้าเรียนรู้ให้ดีไม่ต้องปฏิบัติแบบหลับตา ได้เป็นพระอรหันต์อย่างจริงด้วยไม่ต้องเป็น สุขวิปัสสโก อย่างที่อรรถกถาจารย์เอามาพูดที่ผิดเพี้ยนไป มันไม่ใช่อย่างนั้นด้วย ผ่านอปัณกปฏิปทา 3 คุณเข้าใจและปฏิบัติได้จริงก็จะเกิดสัทธรรม 7 หากว่าไม่ปฏิบัติอปัณกปฏิปทา 3 นี้สัทธรรม 7 ไม่เกิด สัทธรรม 7 คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา
5.ศรัทธาคือความรู้ความเชื่อความเข้าใจ ถ้าไม่มีอาการความรู้ความเข้าใจความเชื่อที่เป็นสัจธรรมที่เป็นของพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้ามันไม่เกิดศรัทธานี้มันไม่เกิดความเป็นหิหิริโอตตัปปะ เช่น ถ้าคนที่ปฏิบัติศีลข้อที่ 1 เข้าใจมีภูมิปัญญาลึกซึ้งว่าเราต้องไม่ฆ่า เราไม่ไปเป็นเหตุให้เขาจะต้องมาตายด้วยอะไรก็แล้วแต่ คุณจะรู้ตามขึ้นไปเลยขึ้นเรื่อยๆ หิริ เสร็จแล้วคุณก็จะรู้ว่าจิตเรายังมีจิตที่ไปยินดีในการเห็นสัตว์เขาตาย ไม่ต้องอะไรหรอก เห็นสัตว์เขาตายก็เป็นวิบากแล้วไปยินดี ขนาดเป็นพระพุทธเจ้าก็ยังไม่พ้นวิบากได้ง่ายๆ ยินดีในสัตว์ที่เขาฆ่าเขาฆ่าสัตว์ เขาก็ฆ่าได้เยอะ ชาวประมงฆ่าสัตว์ได้เยอะ ก็ไปมีจิตยินดี ขนาดมาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ววิบากยังไม่หมดเลย น่ากลัวไหม แค่ไปยินดี ที่เขาจับสัตว์มา ยังไม่ได้ฆ่าไม่ได้แกงต้มให้กินเลย สัตว์ตายถูกจับมา แค่นั้นยังเป็นวิบากที่ต้อยติ่งมาจนเป็นพระพุทธเจ้า มันต้องมีกุศลมากแล้ววิบากตามไม่ทันเท่าไหร่ แต่นี่ยังมีมาให้ท่านเป็นอีก วิบากมาปวดสมองเลย รู้ว่าวิบากตามเล่นงาน ท่านก็รู้เพราะว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า อันนี้ลึกซึ้ง อย่างอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ก็รู้ตามมาว่ามีวิบากอย่างไร บางทีมันมีอะไรอยู่ในใจแต่มันก็ไม่แรงอะไรหรอก นี่ก็พูดให้ฟังเมื่อถึงคราวถึงเวลาแล้วคุณจะรู้ ยังไม่ถึงคราวมันไม่รู้หรอกอันนี้มันลึกซึ้ง
เพราะฉะนั้นคนจะมีศรัทธาที่เชื่อมีน้ำหนักความเชื่อ เชื่อ อาตมาแบ่งไว้สาม 1 เชื่อถือ 2 เชื่อฟัง 3 เชื่อมั่น คำไทยนะ ถ้ามีคนเชื่อถือศาสนาพุทธก็เชื่อถือไปอย่างนั้นแหละหัวหกก้นขวิด ไม่ได้ปฏิบัติอะไรทำตัวเละเทะ บอกว่าเป็นศาสนาพุทธ รักศาสนาพุทธ ใครอย่ามาแตะ ศาสนาข้าใครอย่าแตะสามารถตายแทนได้เลย แต่ไม่ได้ปฏิบัติอะไรเลยนั่นคือ เชื่อถือ 2 เชื่อฟังจะปฏิบัติตาม คนที่เชื่อฟังก็จะปฏิบัติตามที่ท่านสอน ไม่ให้ฆ่าสัตว์หรือ ก็จะเชื่อฟังสูงกว่าเชื่อถือ 3 เชื่อมั่นปฏิบัติแล้วเห็นผลชัดเจนจริงเลย อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่นเลย เมื่อศรัทธามากพอจึงเกิดอาการหิริ ละอาย เมื่อจิตไม่ดีกับสัตว์ คุณจะละอาย เช่น ปลาตัวนี้อ้วนพี น่าใส่หม้อแกงนะ คุณรู้จักใจตัวเองแล้วจะละอาย เห็นผู้หญิงคนนี้งาม เฮ้ย! กามนะเว้ย จะละอาย แต่ถ้าคนไม่มีสำนึกอย่างนี้จ้างให้มันก็ไม่ละอาย แล้วมันไม่รู้ด้วยว่าอายทำไมวะก็ผู้หญิงสวย ชายมันก็ต้องชอบสิ ปลามันอ้วนพีมันก็ต้องน่ากินสิ น่าเอามาลงหม้อแกง ใช่ไหม มันจะหิริอะไร หิริ แล้วก็โอตตัปปะ หิริ คือ ละอาย แต่ลับหลังก็ยังทำอยู่แต่ถ้าโอตตัปปะแล้วมันมีความเกรงกลัว ต่อหน้าหรือลับหลังก็ไม่ทำบริสุทธิ์ตลอด แค่หิริโอตตัปปะ ปฏิบัติแล้วจะเจริญขึ้นจากบาปอกุศลที่คุณละอายคุณกลัวและคุณก็ปฏิบัติถูกต้องคุณก็สั่งสมคุณธรรมลงไป เป็นจริงเรียกว่าพหูสูต เป็นผู้รู้ที่ได้เกิดจากผลของการกระทำมากไม่ใช่แค่รู้เฉยๆนะ พหูสูตหรือพาหุสัจจะ ท่านปยุต พระพุทธโฆษาจารย์แย้งอาตมาว่า พหูสูตหรือพาหุสัจจะ ต่างกันแต่อาตมาว่า สภาวะเดียวกัน พหูก็แปลว่ามาก พาหุก็แปลว่ามาก แต่มากคนละระดับ อา กับ อุ พาหุ กับพหู อู นี้มีน้ำหนัก อุ นี่เริ่มต้นคี่ อา พา หุ นำมา พอมาถึง พ มันสั้นแล้วมันก็สูง พหู สูงกว่าพาหุสัจจะ พหูสูต สูต ก็แปลว่าความเจริญความดีงามความรู้ มันมีความรู้สูงขึ้นสูงขึ้น เจริญมากขึ้นมากขึ้น ถ้าจะเอาคำว่าพหูสูต มาใช้ตรงนี้ ไม่ใช่พาหุสัจจะ ส่วน วิริยะ สติ ปัญญา เป็นพลังงานร่วมที่จะเสริมให้เจริญใน 4 อันนี้แหละ ในศรัทธาหิริ โอตตัปปะ พหูสูต มันจะเป็นตัวเสริม เมื่อเห็นว่าดีแล้วก็จะเว้นระยะมีสตินำสติกับปัญญาเป็นคู่ที่จะพาให้เจริญ สติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอุตตระพาให้เจริญให้ได้ ในอินทรีย์ 5 ศรัทธาเป็นตัวต้นเหตุวิริยะสติสมาธิปัญญาต่อมาสั่งสมคุณสมบัติเหล่านี้จึงจะเกิดเป็นฌานเป็นสมาธิ ก่อนจะเป็นสมาธิ ไม่มีสมาธิในสัทธรรม 7 นะ คือจิตจะตกผลึกตั้งมั่น ต้องมีสัทธรรม 7 นี้ทำให้เกิดจิต สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นไปตามลำดับของฌานที่ 1 2 3 4
ฌาน 1 ก็เป็นสร้างพลังงานในระดับต้องมีวิตกวิจาร ต้องมีการคิดต้องมีการรู้พฤติกรรมของจิตต่างๆ แล้วก็ต้องรู้ขนาดแล้วรู้วิธีทำ ทำได้ เมื่อทำได้ก็ได้ผล เมื่อได้ผลคุณก็ดีใจเป็นปิติ ฌาน 1 มีทั้ง วิตกวิจาร ปีติ สุขก็มีรวมหมด เอกัคคตา เป็นจิตที่ยิ่งใหญ่ ฌาน 2 จะต้องทำงาน ได้ง่ายขึ้นเก่งขึ้นเบาขึ้นแล้ววิตกวิจารที่ยากลำบากหมดไปเหลือที่ทำได้ง่ายขึ้นแล้วก็มีปีติ เริ่มมีสุขจริงมากกว่า จนถึง ฌาน 3 จึงชื่อว่า ปีติ สุข และ อุเบกขา ฌาน 4 จึงเป็นอุเบกขาเต็มที่หรือสุขอุเบกขา สุขด้วยความว่าง สุขด้วยจิตที่ไม่มีกิเลสจนกระทั่งความสุขนี่มันเนียนกลาง คุณต้องอ่านจิตที่เป็นเนกขัมมสิตะ 18 ในภาคปฏิบัติ ธรรมชาติก็เป็นเคหสิตะ 18 มโนปวิจาร 18 มีอะไร ก็มี สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อย่างนี้ เป็นสภาพของจิต แล้วไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นเคหสิตะได้ ปุถุชนก็ทำได้ ยิ่งไปนั่งหลับตาสะกดจิตก็ยิ่งทำได้ ถ้ามันไม่ใช่แล้วมันก็ฟื้นใหม่กลับ หมุนเวียนกลับ กดข่มได้มากก็ได้นานหน่อยหลายชาติก็เป็นได้ แต่แล้วไม่ได้ฆ่าตัวเหตุ ต้องฆ่าตัวเหตุ จะฆ่าตัวเหตุได้ต้องอาศัย สัมผัส 6 ตาหูจมูกลิ้นกายกับใจ ที่จะเกิดอาการ เวทนาเป็นตัวความรู้สึกที่จะต้องปฏิบัติตรงนี้แหละ ถ้าไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานปฏิบัติ เวทนาจะเกิดได้ต้องมีผัสสะ แล้วต้องมีอายตนะจึงเกิดผัสสะ ต้องมีรูปนาม วิญญาณจะเรียนรู้ได้ต้องมีนามรูป ต้องสัมผัส ตากระทบรูป หูกระทบเสียง...พอกระทบกันก็เกิดอายตนะ ผัสสะเกิด ผัสสะกับอายตนะจะไม่ตั้งอยู่ ณ ที่ไหนเลย มันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกรรมกิริยาของคุณเกิดขึ้น ตากระทบรูปก็เกิดผัสสะตอนนั้น ถ้าไม่มีผัสสะ ตาก็ไม่กระทบรูป อายตนะก็ไม่มี เพราะผัสสะไม่มี ผัสสะมี มันจึงมีอายตนะเกิด หมดผัสสะอายตนะก็ไม่มี ไม่เกิด เพราะฉะนั้นผัสสะกับอายตนะจึงเกิดในปัจจุบันมีในปัจจุบันเท่านั้น ถ้าปัจจุบันคุณไม่มีผัสสะ ไม่มีการกระทบกันอายตนะมันก็ไม่เกิดมันก็ไม่มี ผัสสะไม่มีเพราะไม่มีอายตนะ อายตนะไม่มีเพราะไม่มีผัสสะ เมื่อมีผัสสะอายตนะ จึงเกิดเวทนา แล้วจึงพิจารณาเวทนา 108 นี่แหละเป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ กรรมฐานเดียวไม่ใช่มี 40 กรรมฐาน 40 กรรมฐาน เป็นความเข้าใจผิดของอรรถกถาจารย์
อรรถกถาจารย์หลายคนเป็นพี่อาตมา แต่ทำไมต้องมาทำผิดให้อาตมาต้องตามล้างตามเช็ด พูดอย่างสำนวนโพธิรักษ์นะพูดอย่างพี่ๆน้องๆ อย่าเลียนแบบล่ะ
เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจแม้สัทธรรม 7 ชัดเจน คุณมีได้ก็สั่งสมเป็นฌาน 1 2 3 4 ฌาน 4 นั่นแหละ คุณจะรู้ฐานที่แท้จริงของนิพพาน ฌาน 4 จิตจะว่าง ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ อุเบกขา ตัวอุเบกขาเพียวๆ เกิดเป็นอารมณ์เดียวไม่มีปิติสุข คุณจะรู้รายละเอียดอย่างที่เรียกว่าสุข มันว่าง มันไม่แรง ไม่หนักอะไรเลยมีจิตที่จะต้องไปชักจูงให้ต้องตามใจอย่างที่อยากได้ มันไม่อยากอะไรมากมาย มันมีความจำได้จริงๆ ตัวจำนี่มันไม่ใช่ตัวจริง พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า เรื่องความจำนี้มันยากนะกว่าจะล้างความจำได้เกลี้ยงสนิทมันยากนะ
เพราะฉะนั้นในตัวอุเบกขาจึงเป็นฐานนิพพาน คนที่มีอุเบกขาแล้วจะชัดเจนในอุเบกขา 5 ที่จริงมีมากกว่านั้น อาตมาตัดเอาเนื้อแท้ของอุเบกขาสำคัญ ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตสะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส คุณจะอ่านออก จิตไม่มีกิเลส จิตไม่มีอุปกิเลส แม้้เศษเล็กเศษน้อยก็ไม่มี กิเลสก็ไม่มี อุปกิเลสก็ไม่มี บริสุทธิ์ ปริสุทธา คือ จิตสะอาดบริสุทธิ์ ปริโยทาตา ท่านก็แปลทับศัพท์ไปว่า ผ่องแผ้ว ผุดผ่อง(ปริสุทธา) ท่านแปลสองคำนี้ แล้วมันต่างกันอย่างไร 2 คำนี้ ปริสุทธาคือ คุณอยู่กับโลก สัมผัสกับโลก สัมผัสเหตุแห่งทุกข์แห่งความไม่สะอาดนี้ เดี๋ยวนี้มันก็ยังสะอาดอยู่ แม้เราไม่เคยสัมผัสกับเหตุนี้มันก็ยิ่งสะอาด จะสัมผัสแรงขนาดนี้มันก็ยังสะอาดทั้งน้ำหนักและความแตกต่าง สัมผัสอีก มันก็ยังสะอาดๆๆ คือความเจริญจาก ปริสุทธา ไม่ทิ้งฐานสะอาดนะ แต่มันมีคุณสมบัติเจริญยิ่งขึ้นจากปริสุทธาเลย คุณภาพก็สูงขึ้น เหตุนี้แรงกว่าเก่ามันก็ได้ เหตุนี้แปลกไม่เคยเจอแต่เราก็บริสุทธิ์ได้ มันจะมีนัย ละเอียดอย่างอื่นมันก็ยังสะอาด ยืนยันความสะอาด ปริโยทาตา เพราะจิต มุทุ จิตมันหัวอ่อน มันรับรู้ได้เร็ว ปฏิภาณเร็วรับรู้ได้ง่ายปรับได้ง่ายทั้งเจโตและปัญญา มันเร็วทั้งลักษณะความรอบรู้ ทั้งลักษณะของจิตที่ให้เป็นอย่างนี้หรืออย่างนี้อย่างไรก็ได้ มีวสวัตตี มีอำนาจเหนือจิต ไม่ให้มันเปื้อน ให้แข็งแรงได้ แล้วมันก็ต้องรู้เร็วรู้ทันด้วย ไม่ใช่กินยาเข้าไปตั้งสองแผงแล้วถึงรู้สึกไม่ใช่ มุทุ แปลว่า เร็วแคล่วคล่องว่องไว กายมุทุตา คือ เวทนาสัญญาสังขารเร็วแคล่วคล่องว่องไว ตา คือคำนาม มุทุคือ คุณศัพท์ของมันเอง มุทุ คือแกนจิต ที่เร็วยิ่งกว่านักเล่นกล คนที่ตามไม่ทันก็จะบอกว่าพูดสับสนกลับไปกลับมา ท่านพูดกลับไปกลับมากับคนที่รู้ด้วยกันว่าคนจะเร็วรู้ทันไหม หากรู้ไม่ทัน มันยังถูกอยู่ก็ไปนึกว่ามันผิด มันยังผิดอยู่ก็นึกว่ามันถูก มันก็เสียเวลากับคุณหมุนไม่ทัน คุณหมุนไปไม่รู้กี่รอบแล้วคุณก็ยังไม่รู้
สรุปแล้ว มุทุ ก็เป็นตัวแกนกลาง รู้แววไว คล่องแคล่ว เป็นเวทนาคล่องแคล่ว สัญญาก็คล่องแคล่ว สังขารก็คล่องแคล่ว เป็นเจตสิก ในพจนานุกรมก็แปล กายว่า หมวดของเวทนาสัญญาสังขาร คนไม่มีสภาวะจะไปแปลอย่างไรได้ พวกเราพอจะรู้ ยิ่งพวกเรามีสภาวะธรรมแล้วก็จะรู้ว่าเวทนาสัญญาสังขารจะใช้ประโยชน์อย่างไร และกาละจิตของเราเป็นเวทนาอย่างไรปรุงแต่งเป็นสังขารอย่างไร เราก็จะทำสังขารของเราให้เป็นอภิสังขารได้เร็วขึ้นเพราะปฏิบัติจนกระทั่งสังขารสะอาด เป็นผลจากเราได้ทำเวทนากับสัญญา มีเหตุที่ไม่บริสุทธิ์อย่างไรเราก็กำจัดจิตของเราก็ยิ่งบริสุทธิ์สะอาดแล้วก็ปรุงแต่งด้วยความสะอาดก็ยิ่งเป็นจิตสังขารที่สะอาดๆๆ ไม่มีอสังขาริกัง ไม่มีตัวอกุศลมาร่วมด้วยเลย ถ้าสสังขาริกังก็มีอกุศลมาร่วมด้วยมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่นี่อสังขาริกัง ไม่มีกิเลสมาร่วมด้วย เพราะฉะนั้นจิตอย่างนี้ สะอาดอย่างนี้ ผ่าน มุทุภูตธาตุ ได้ จึงไปใช้ทำงานทำกรรม กัมมัญญตา(นาม) หรือ กัมมัญญา(กิริยา) ยิ่งไปทำงานได้สะอาด ไม่มีกิเลสเข้าไปร่วมทำงานด้วย เป็นการทำงานของจิตสะอาด แม้ว่ากายกรรม วจีกรรมจะดูหยาบ ดูว่าผิด พูดแรงๆอย่างนี้ หยาบ ไม่เชื่อ นี่หยาบ เสือใส่เกือก พูดหยาบอย่างนี้ได้อย่างไร เราก็สื่อเท่านั้นเอง อาตมาก็ไม่ได้ไปว่าอะไร อุตส่าห์พูดเลี่ยงไม่พูดคำเต็มแล้ว เพื่อใช้พยัญชนะสื่อสภาวะ เขาก็ว่าหยาบ ก็ไม่เป็นไร คนที่ติดใจในสิ่งที่อาตมาเจตนาจะใช้สื่อสารเพื่อคุณ ไม่ใช่พูดเอามัน เอาอร่อยที่ใจ อาตมาได้พูดคำหยาบสะใจมันไม่มี สื่อเพื่อคุณ ธรรมดาจะพูดทำไมเล่าคำเหล่านี้ ถ้าสามัญธรรมดาก็ไม่ได้พูด อาตมามาบรรยายธรรมะแล้วจะดูหยาบ แต่สามัญไม่ได้หยาบ มีแต่คำสนุกๆไม่หยาบ แต่เวลาอธิบายจะใช้ภาษาที่เป็นคำหยาบอธิบาย ก็เลยดูเหมือนพูดหยาบในการอธิบายธรรมะ ขนาดพูดหยาบแรง คุณยังเฉยไม่สะดุ้งสะเทือน ไม่มีหิริโอตตัปปะ คุณมันต่ำขนาดนี้ต้องใช้คำหยาบขนาดนี้ ตัวคุณต้องใช้ขนาดนี้นะ แต่ก็ยังไม่รู้ตัว เอาคนที่รู้ตัวก็แล้วกัน คนไม่รู้ตัวก็ปล่อยเขา ก็ทำอย่างไรได้ บังคับกันไม่ได้ ให้เขารู้ของเขาได้เอง สรุปแล้ว กัมมัญญาผ่านการทำงานแล้วอย่างไรก็ยัง ปภัสสร คือ ผุดผ่องผ่องแผ้ว จะทำอย่างไร จะยากอย่างไรก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ ไม่เกิดความหงุดหงิดรำคาญลำบากใจอะไร สบายๆ ผ่องแผ้วตามเดิม นี่คือคุณสมบัติของจิตอรหันต์ ที่อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์อาตมาใช้อาตมาทำตรวจสอบ อาตมาไม่มีจิตที่เปื้อน ที่พูดจริงๆอันนี้ไม่ได้อยากอวดอะไรเลย พูดตามสภาวะความจริงสู่ฟัง คนจะเป็นไปได้อย่างนี้ ในยุคนี้ เป็นได้จริงๆ เพราะงั้นคนที่มีปัญญาฟังอาตมาเข้าใจจะไม่ติดใจอะไร คุณก็มารับประโยชน์ อย่างนี้คุณไม่ได้ถือสา คนที่ถือสาอยู่เขาก็ยังมาไม่ได้ คนไม่ได้ถือสาก็ได้ความลึกละเอียดเอาไปปฏิบัติได้อีกมันก็เกิดประโยชน์ไป เพราะว่าคุณไม่ได้มีอะไรมาเพ่งโทษ ไม่ได้หาว่าอาตมาโกหก แล้วอาตมาจะโกหกไปทำไมโกหกจะต้องได้อะไรตอบแทน โกหกมันเสียหายนะ อาตมาไม่ได้ทำงานเพื่อต้องการสิ่งตอบแทนแล้วจะไปโกหกให้เสียหายทำไม มาให้ก็เท่าเก่า ไม่ให้ก็เท่าเก่า จิตอาตมาเท่าเก่า แล้วจะทำไปทำไม จิตเท่าเก่า คือไม่ได้ไม่เสีย แต่อาตมาเปื้อน ใช่ไหม แล้วจะทำไปทำไม ฟังทันไหมนี่ พูดสภาวะซับซ้อน แต่พวกเราเข้าใจตามสภาวะได้ ฟังเข้าใจทั้งพยัญชนะสภาวะก็มีรองรับพยัญชนะเหล่านี้ด้วยไหม บางคนชัดเจนมีมาก บางคนมีน้อย สรุปแล้วนะ สัทธธรรม 7 คุณต้องมีอาการต้องมีสภาวะเหล่านี้ให้คุณได้ปฏิบัติ ถ้าคุณไม่มี สัทธรรม 7 หรือ คุณไม่รู้เลย แล้วจะเอาอะไรมาเป็นเครื่องตรวจสอบว่าคุณเจริญมาถึงขั้นไหนแล้ว จรณะ 15 เป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่มีใครตรัสรู้หลักสูตรวิธีพวกนี้ เหมือนคนที่รู้จักหลักสูตรหรือวิธี หลักสูตรการทำปรมาณู ระเบิดปรมาณู คนที่รู้หลักสูตรก็ทำระเบิดปรมาณูเป็นผลสำเร็จได้ แต่ถ้าคุณไม่มีหลักสูตรคุณไปทำมันจะไปเป็นระเบิดอย่างไร มันก็เป็นสากกะเบืออย่างเดียว ก็มันไม่ระเบิด ไม่ได้พูดหยาบนะ แต่ให้ชัดเจนง่ายดี เทียบกับสากกะเบือ มันก็ชัดเจนดี คุณมีสัทธรรม 7 จึงเกิดฌาน 1 2 3 4 ตามลำดับ ฌาน ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาวิตกวิจาร แบบเจโตสมถะ อาตมาก็เคยนั่งมันว่างนิ่ง ลดวิตกวิจาร มีปีติ บางทียินดีมากเป็นอุพเพงคาปีติผางๆ จนมาบางเบาเหลือผรณาปีติ มันก็ยินดีไม่ผางๆอะไรหรอก ผรณาปีติ อธิบายเหมือนกับเอาจุนสีมาแช่ในน้ำละลายลงไปแล้วเอาตัวลงไปแช่ จุนสีก็จะแทรกเข้าไปในทุกรูขุมขนทุกซอกมุม ไม่มีเอกเทศไหนที่จุนสีจะไม่เข้าไปแทรกได้ โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว อย่างนี้แหละเป็นที่อาศัย ใช้ผรณาปีติ เป็นที่อาศัยเราก็รู้ว่ามันเบาไม่ทำให้เราเสียหายได้ไม่แรงจนกระทั่งเสียหายได้ เป็นแต่เพียงใช้อาศัย หรือคำว่า ผรณาปีติ หรืออภิปโมทยังจิตตัง อีกคำหนึ่งในอานาปานสติสูตร หากสามารถ อภิปโมทยัง ปราโมท แปลว่า ยินดี, ยินดีอย่างยิ่ง อภิปราโมท ยินดีมากหรือน้อยก็รู้ ยินดีน้อยๆ น้อยแค่ไหนก็อนุโลมได้ บางทีต้องยิ้มแย้มบางทีต้องมีเสียงหัวเราะอาตมาต้องปรับอนุโลมตามใจบุคคล มันไม่ได้เสพรสนั้น อาตมาหัวเราะตามเรื่อง ดีไม่ดีอาตมาก็ไม่เคยหัวเราะติดลมไปตามเรื่องหรอก ไม่เคย ที่หัวเราะแบบ555 อาตมาก็ทำไม่เป็นด้วยถ้าจะพยายามทำก็คงจะต้องทำ 555 เอิ๊กอ๊าก อาตมาหัวเราะแบบนั้นไม่เป็นมันก็ค่อยๆเข้าใจค่อยๆรู้ว่า กรรมกิริยาที่เราเลิกแล้วหลุดพ้นแล้ว ผรณาปีติ หรืออภิปโมทยังจิตตังมีนัยที่ต่างกัน อภิปโมทยังจิตตัง เรายังสามารถกำหนดความแรงหรือเบาได้ แต่ว่า ผรณาปีติ มันเบา เป็นฐานสุดท้าย ธรรมดาสามัญก็อยู่ที่ ผรณาปีติ ไม่ใช่คุณเฉยๆไปแบบใครก็ไม่กล้าเข้าไปพูดด้วยไม่เข้าไปยุ่งด้วยได้ คนอย่างนี้คุณจะกลัว มันไม่กล้าไปปฏิสัมพันธ์ ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ปฏิสันฐาน มันไม่มีเลย หากอาตมาตีหน้าเคร่ง อาตมาสบายนะไม่ต้อนรับแขกอะไรเลย หน้าไม่รับแขกเลย มันก็ทำได้นะ แต่ก็ต้องยิ้มแย้มโอภาปราศรัยดีไม่ดีต้องหัวเราะบ้างตามสมควรไปกับเขาเหมือนกับเล่นหม้อข้าวหม้อแกง แม่เล่นให้ลูก หรือแม่ครัวทำกับข้าวให้เขากินตามที่เขาชอบ แต่เราก็ไม่ได้ชอบกินอย่างที่เราปรุงเลย เรากินง่ายๆจืดๆ เราก็ต้องพยายามช่วยเขาหน่อย อยากให้เต็มที่อย่างที่เขาชอบเลยทั้งหมด แม่ครัวทางโลกเขาก็ต้องปรุงให้เขาติดยึดให้เขามากินของฉันตลอด ฉันก็ได้ลูกค้าตลอดกาลนาน เราจึงต้องมีจุดสัมพันธ์กันอย่างเฉลียวฉลาดกับคนในโลกนี้อย่างเหมาะสมควร ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุดเลย เมื่อเข้าถึงฌาน คำว่าฌานของพระพุทธเจ้าคือ ไฟ คือ พลังงานจิต ที่ปรุงอยู่ในปัจจุบันเท่านั้นนะ เกิดอยู่ในปัจจุบัน คุณนั่งหลับตาทำฌาน คุณก็ได้ความว่าง ฌานของคุณติดเกาะ แต่ฌานพระพุทธเจ้าไม่ได้ติดเกาะ ฌาน จะรู้เร็วรู้ไวชัดเจนทำได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌานทั้ง4 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตอะไร แม้คุณจะอุเบกขา บางทีอาตมานั่งอาตมาก็วางเฉยๆทุกคนก็คุยกันไป คุณพูดอะไรก็รู้แต่ไม่ปรุงแต่งด้วยจิตก็ว่างวางเฉย ไม่ได้ปรุงด้วยก็ไม่รู้เรื่องกับคุณ แต่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร บางทีก็รู้ว่าคุณปรุงมากไปอาตมาก็ไม่รับผิดชอบด้วย ก็เป็นเรื่องของพวกคุณที่จะต้องรับผิดชอบ อาตมาไม่ได้รับผิดชอบแล้ว จะไปเสียแคลอรี่ทำไม อาตมาก็อยู่เฉยๆ ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาก็ฟังได้แต่ไม่รู้เรื่องด้วย เหมือนคุณเล่นอะไรในเครื่องพวกนี้ คุณก็เก่งสิอาตมาไม่เก่งอาตมาต้องใช้ก็ต้องให้คุณช่วย ถ้าคุณไม่ช่วยอาตมาก็ใช้ไม่ได้เท่านั้นเอง อาตมาก็รับผิดชอบแต่แนวลึกที่มันยากที่จะต้องเสริมเติมให้แค่นี้ก็หนักแล้ว เรื่องพวกนี้คุณช่วยอาตมาไม่ได้ ต้องเห็นใจหน่อย
จรณะ15 ฌาน 1 2 3 4 จิตคุณจะแคล่วคล่อง จะปรุงร่วมด้วยหรือไม่ร่วมด้วย อาตมาอยู่กับปีติก็ไม่ต้องมาก อยู่กับสุข และว่าง อาตมาอยู่กับฌาน 3 หรือฌาน 4 ฌาน 1 อาตมาไม่ร่วมด้วยก็ได้ คือการได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง4 เราจะร่วมด้วยแค่ไหนอย่างไรเราก็มีสิทธิ์ เราไม่ร่วมด้วยเราก็ไม่ต้องเสียภาษี เราร่วมด้วยเราก็ต้องเสียภาษี หมดฌานทั้ง 4
มาถึง วิชชา 8 วิชชานั้นมีตั้งแต่ศีล เป็นยาดำ คือความรู้ ธาตุรู้ เรียกว่า ปัญญา วิชชา เรียกว่าเป็นปัญญา ปัญญา ญาณ หรือวิชชา ก็ดี เป็นความรู้โลกุตระมันไม่ใช่ความรู้ของเ ฉโก อันโลกีย์ แต่อันนี้โลกุตระ แล้วก็พูดแล้วพูดอีก เอาของพระพุทธเจ้ามายืนยันว่าปัญญาก็ดี ญาณก็ดี วิชชาก็ดี จะต้องมี 5 เงื่อนไข จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลกะ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเราจะดูด้วย 5 อย่างนี้มันเป็นตัวบังคับเลยว่าจะต้องลืมตาสัมผัสอยู่กับโลกข้างนอก อาโลกะ มีแสสว่าง มีโลกหมุน พระอาทิตย์ส่องแสงมากระทบแล้วมากระทบเข้าลูกตาคุณจึงรู้ เป็นปัญญาเป็น ญาณ เป็นวิชชา หากคุณไปหลับตาปฏิบัตินั้นโมฆะจากศาสนาพุทธ ไม่มีปัญญาเกิดมีแต่สัญญาความเก่า หรืออดีต 18 คุณจะเก่งประมาณไหน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive