ปฏิจจสมุปบาท อนัตตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาท อนัตตา ไล่ ปฏิจจสมุปบาทให้ฟัง เริ่มต้นตั้งแต่สามเส้าแรก อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพชาติ ตัวที่ 10 นี้ครบ รู้หมดเลย 10 ตัวที่ 11 เป็นตัวประธาน อาร์คิมิดีส บอกว่าโลกลูกนี้ เขาจะสามารถงัดให้เคลื่อนที่ไปไหนก็ได้ ด้วยคานงัด หาที่ตั้ง falcum ให้เขาสิ แล้วเขาจะใช้คานงัดคานดีด ดีดโลกให้กระเด็นไปได้ โดยรู้จักระยะน้ำหนัก เขาก็ไปยืนถ่วงอยู่ปลายด้านโน้น ไกลหลายล้านปีแสง งัดลูกโลกนี้กระดอนเลย เพราะอาศัยน้ำหนักคานยาวผสม มันมีแรงโน้มถ่วงของอวกาศหรือแรงดูดของจักรวาล ถ้าออกนอกโลกก็เป็นแรงดึงดูดจุดศูนย์ถ่วงของจักรวาล ถ้าในโลกนี้ก็ถูกแรงดึงดูดของโลกดูดเข้าหาแกนกลางของโลกอย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นความรู้ทางวัตถุความรู้ทางพวกนี้ มันหยาบ มันรู้ง่าย เรียนรู้ก็ไม่ยาก ผู้ที่รู้แล้วโดยสูตรสำเร็จ E=mc 2 ก็จบ มาเรียนรู้ทางนามธรรมคือ E=mc 2 + A. หรือว่า E=C(mc 2 + A) สูตรของอาตมา คนยังไม่กระเตื้องหรอก (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า…เป็นความลึกซึ้งที่เขาสามารถแตกพลังงานเล็กที่สุดให้เป็นระเบิดที่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่กว่าคือทำสิ่งที่เล็กที่สุดคือจิตวิญญาณ ให้สลายความยึดติด ให้แตกเป็น สุญญาณู พ่อครูว่า…ทางโลกีย์เรียกว่ากัมมันตภาพรังสี ถ้าเรียกของภาษาคุณค่าเรียกว่า ฉัพพรรณรังสี เพราะคนอวิชชาไม่รู้ ก็ไม่รู้สังขารคืออะไร วิญญาณคืออะไร สังขารคือตัว Dynamic วิญญาณคือตัว Static สังขารปรุงแต่งเป็นตัวธาตุ 2 วิญญาณเป็นตัวธาตุ1 อวิชชาก็คือความไม่รู้ของคนที่มี 3 ตัวนี้ มี อวิชชา สังขาร วิญญาณ อวิชชาก็ควบคุมตนด้วยอวิชชา ความรู้ของเขาจะเป็นวิชชาโลกีย์ เขาก็จะควบคุมวิญญาณให้มันปรุงแต่งกันให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าธาตุรู้ ปรุงให้มันฉลาดที่มาจาก ฉฬาย
อ่านต่อ
ตนะ ฉฬ + อายตนะ โดยรากเหง้าทั้งศัพท์และสภาวะจริง คืออายตนะ 6 กับธาตุรู้ เกิดมาจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ ผู้ที่รู้ตาหูจมูกลิ้นกายใจนี่แหละจึงสามารถที่จะรู้ ก่อนจะรู้ต้องเรียนนามรูป แยกวิญญาณเป็นนามรูปจึงจะเกิดอายตนะ เกิดอายตนะถ้าเผื่อว่าไม่สามารถที่จะแตกฉานเข้าไปรู้ว่าอายตนะ แล้วมันจะเกิดเดี่ยวๆไม่ได้ ต้องเกิดนามรูปกระทบกันก็คือผัสสะ ถ้าต่างคนต่างอยู่ นามก็อยู่กับนาม รูปก็อยู่กับรูป มันไม่เกิดอะไรขึ้น มันต้องกระทบสัมผัสกัน เกิดการกระทบสัมผัสก็เกิดอายตนะ หากยาวเป็นสะพานยาว หากสั้นก็เป็นสะพานสั้น แต่มันก็คือ ความเชื่อมต่อระหว่าง 2 ตัว ผัสสะขึ้นมาแล้วเกิดเป็นตัวเวทนา เวทนา ก็คือตัวเดียวกับตัวสังขาร ปรุงแต่งด้วยสังขาร สังขาร 2 ตัวปรุงแต่งกัน เกิดธาตุรู้คือวิญญาณ คุณอวิชชาก็ควบคุมกันอยู่ตรงนี้ แต่ตอนนี้วิจัยเป็นเรียนรู้พฤติกรรมของมันเกิดขึ้นเมื่อมีผัสสะก็เกิดธาตุรู้เกิดวิญญาณเป็นเวทนาแยกออกไปเป็นเวทนาเป็นตัวรู้ อ๋อ ตัวรู้เป็นอย่างไร มันจะมี 3 อาการใหญ่ เวทนา สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ อวิชชาก็อยู่กับสามอาการใหญ่ ไม่ต้องการทุกข์เอาแต่สุข เจริญหน่อยก็บอกว่ามันเมื่อยความสุข ก็เอา อทุกขสมุข เอาแบบไม่ทุกข์ไม่สุขดีกว่า พวกแสวงหาเริ่มต้นก็เอา อทุกขสุข ก็ทำได้ด้วยวิธีโลกีย์ ก็กดข่ม อาการไม่ทุกข์ไม่สุขของอาการเวทนา มันก็คือธาตุรู้เดียวกันกับวิญญาณหรือสังขาร ซึ่งมันรวมกันอยู่ สังขาร 2 ตัวรวมกันก็มาเป็นหนึ่ง วิญญาณเป็นธาตุคุมสังขาร แยกวิญญาณออกไปเป็นนามรูป พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ถ้าใครสามารถแยกนามรูปไว้เป็นคู่หู ตัวทำการศึกษา คุณศึกษาได้จบทุกอย่าง ในอาหาร 3 ข้อที่ 4 ผู้สามารถรู้วิญญาณ รู้นามรูปเป็นอันรู้ทุกอย่างหมดแล้ว จะเรียนรู้อะไรอีกต่อได้หมดจบ จบจนกระทั่งทำให้หมดสูญนิรันดร หรือมีอยู่นิรันดร จบสูญอย่างไม่เหลืออะไรเลย แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลม นิรันดรเลยไม่จับตัวเข้าเป็นชีวะอีก หรือจะเป็นชีวะเป็นธาตุรู้เป็นวิญญาณ ไปนิรันดร จนคุณไปเป็นวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรียกว่าพระเจ้าควบคุมอะไรอยู่ คุณก็ไม่รู้สิ้น รู้จบ รู้หมด รู้ครบบริบูรณ์เหมือนพระพุทธเจ้าท่านรู้
640416_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ผู้ไม่รู้ตัวเองไม่รู้ทั้งหมด ผู้รู้ทั้งหมด รู้ตัวเอง