เทวนิยมใหญ่ในสายพระมหากัสสปะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข10 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

เทวนิยมใหญ่ในสายพระมหากัสสปะ เทวนิยมใหญ่ ก็คือ ติดยึดความเป็นเทวะ ถ้าใครศึกษาประวัติของพระมหากัสสปะ ศึกษาดีๆแล้วจะรู้ว่า พระมหากัสสปะเป็นสายพระป่าเป็นเทวนิยมตัวเบิ้ม จนในยุคพระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นหนึ่งเดียว คนจะอยู่ป่าพระพุทธเจ้าก็ให้ทำได้ ก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่มีทัศนคติความชอบแบบเดียวกันก็มีบริวาร ซึ่งมีส่วนน้อย ไม่เหมือนในยุคนี้บริวารพระป่ามีเยอะ พระบ้านคือพวกเราชาวอโศกที่ไม่ใช่เถรสมาคม ที่เป็นเถระสมาคมนั่นยังแย่ยังหนักอาการยังหนักยังโลกธรรมหุ้มหัว หุ้มศีรษะอยู่เยอะ ยังไม่ไหวหรอก ทางพระป่าก็ไปทางเชน ไปทางมักน้อยสันโดษไม่เอาอะไร เพียงแต่ไม่สัมมาทิฏฐิเท่านั้น ไปนั่งหลับตาไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่มานั่งลืมตา แม้แต่สายพระบ้านก็ไม่ได้เข้าใจในเรื่องปฏิบัติลืมตา ก็ยังไปหลงว่าการปฏิบัติหลับตานั่นแหละเป็นวิธีปฏิบัติของศาสนาพุทธ แต่ไม่ได้ปฏิบัติจริงไม่เอาหนักเหมือนกับทางพระนั่งหลับตาจริงๆ ก็มานั่งบริหารแล้วเสพสุขด้วยลาภยศสรรเสริญกันเยอะ ก็เลยใช้เวลาฟุ่มเฟือยไปกับโลกธรรม นั่งบ้างไม่นั่งบ้างได้แต่พูด เลยเก่งทั้งพูดกลายเป็นผู้สาธยาย เอาอะไรต่ออะไรมาที่เป็นโลกจินตามาอธิบาย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ก็เลยกลายเป็นผู้ที่เลอะเทอะเยอะแยะไปหมด ก็เลยแบกสัมภาระวิบากไว้มากมาย ดิ้นไม่ออกจากสมภาร หนักเข้าแต่ละวัดก็ตีกันแย่งกันไปตามโลกีย์ มันเป็นเรื่องของโลกีย์ที่เห็นๆ ขออภัยที่อาตมาพูดนี้เป็นวิชาการไม่ได้ไป ข่ม หรือไปดูถูกดูแคลนอะไรหรอก ผู้ใดฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญาว่าท่านผู้นี้ ผิดก็ตรวจสอบก็แก้ไข ถ้ายังไม่เห็นว่าผิดจริงยังไม่รู้ก็แล้วไปอาตมาจะไปบังคับความรู้ได้อย่างไร คนรู้ก็รู้คนไม่รู้ก็ไม่รู้อาตมามีหน้าที่พูดความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้นเอง อาตมาก็ทำหน้า ที่ไป ที่เรียกว่าเทวนิยมใหญ่ คือ เป็นเจ้าแห่ง

อ่านต่อ

เทวนิยมเป็นใหญ่ทางเทวนิยม เป็นเทวนิยมที่พระพุทธเจ้ายอมรับว่าเอาหละเป็นอรหันต์ได้ ยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีภูมิปัญญาพอที่จะรู้จัก อัตตา รู้จักการลดละอัตตา เป็นคนมักน้อยอยู่แล้วเพราะฉะนั้นแม้จะลดละอัตตาได้นิดหน่อย มันก็อาศัยสบายอยู่แล้ว ทางสายมักน้อย พวกนี้ น้อยจนเกินจนกระทั่งไม่เอาอะไรไปอยู่ป่า ถ้าไม่มีพระวินัยก็ขุดดินขุดเผือกขุดมันกิน เด็ดต้นไม้กินเลย แต่ว่ามีวินัยของพระพุทธเจ้าว่า เป็นภิกษุเป็นผู้บวชแล้ว อย่าพรากพืช อย่าไปขุดดินกินหัวมันหัวเผือก ไม่เอา ให้พึ่งฆราวาส พึ่งพาอาศัยกันฆราวาสกับภิกษุต้องพึ่งพาอาศัยกัน นำพากันไปสู่นิพพาน ไม่เช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องสุดโต่งไปหนักเข้าจะไปเป็นแบบพวกเชนเลย เป็นพระป่าพระเทียนไม่รู้เรื่องโลกเลย ไม่เอา มันสุดโต่งไป มันไม่มีประโยชน์คุณค่ากับมวลมนุษยชาติ อย่างเพียงพอสมดุลมันโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง กามสุขัลลิกานุโยคก็โต่งไปอัตตกิลมถานุโยคก็โต่งไป พระพุทธเจ้าไม่เอาทั้งสองอย่าง ท่านให้ผลออกมาดีที่สุด ศึกษาให้ดีจัดสัดส่วนมันจะได้ความมัชฌิมาพอเหมาะพอดีได้อย่างสมส่วนที่สุด เทวนิยมใหญ่จึงเป็นหัวหน้าเทวะที่มีบริวารที่เหลือ พระพุทธเจ้าก็อนุโลม ยอมรับว่าท่านต้องใช้ศัพท์ที่เรียกว่าอุ้มพระมหากัสสปะไว้ ถึงขั้นที่เรียกว่า สายนี้เจโต ไม่ค่อยมีปฏิภาณปัญญาเท่าไหร่ ลูกศิษย์ก็เหมือนกันท่านก็ต้องอุ้มไม่ให้ลูกศิษย์ลูกหาแหนงหน่ายพระมหากัสสปะ ก็เลยบอกว่าพระมหากัสสปะมีฐานะเสมอเรา ช่วยพระมหากัสสปะไว้ถึงขนาดนั้น บริวารถึงอยู่ได้ไม่อย่างนั้นพระมหากัสสปะจะว้าเหว่เลย มันก็ตายสิน้อยอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องยุคสมัย พระพุทธเจ้าสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในภัทรกัปซึ่งมีผู้รู้ผู้ที่จะสอนได้นั้นน้อยที่สุดแล้ว หลังพระพุทธเจ้าแล้วก็มีโพธิสัตว์เช่นอาตมาเท่านั้น แล้วก็มีพระโพธิสัตว์องค์อื่น มีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นต้น มีโพธิสัตว์อื่น แม้กระทั่งอาตมาขานรับโพธิสัตว์ขั้นคานธี โพธิสัตว์ขั้นไอสไตน์ ก็ยังไม่อยากขยายความเดี๋ยวมันจะยาก แม้แต่คานธีก็ไต่เต้ามาทางเทวนิยม ก็มาหาความเป็นพุทธ มาหาความเป็นเทวะไปเรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มมา เป็นยุคนี้ที่มีตัวตนบุคคลเอามาอ้างอิงได้ จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้สูงเท่าในหลวงรัชกาลที่ 9 หรอกไม่ว่าจะเป็นคานธีหรือไอน์สไตน์ ไอสไตน์ก็เป็นผู้มีความรู้เรื่องวัตถุ แต่ก็ซ้อน คานธีมีบารมี แต่บริวารก็ต้องล้มตาย อย่างที่เป็น เกิดสงครามเกิดการฆ่าแกงทำร้ายทำลายกัน จนกระทั่งสุดท้ายด้วยคุณธรรมของธรรมะบารมีของธรรมะชนะอธรรม ที่มารังแก อังกฤษมารังแกก็ต้องถอยทัพไป อาตมาก็อธิบายยังไม่เก่ง แต่คานธีเขาใช้คำว่า สัตยาเคราะห์ เข้ามาทำร้ายทำร้ายเราก็ยอมตายท่าเดียว จึงมีคนตายเป็นเบือ ในยุคของคานธี ตายกันเยอะ พอมาเทียบกับยุคพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ตายอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในรัฐบาลที่เกิดการปฏิวัติกัน นี่คือการปฏิบัติอย่างสงบ ยิ่งกว่าคานธี เพราะคานธี ยังมีรบราฆ่าฟันการเกิดการฆ่ากันล้มตายกันเป็นเบือ แต่ของไทยตายไม่เท่าไหร่ จะสู้ก็ไม่ต้องไปสู้กับต่างประเทศเลย เพราะต่างประเทศมารังควานไม่ถึง เป็นบารมีของประเทศไทย เข้ามารุกรานไม่ได้ อันนี้เป็นนามธรรม เป็นบารมี เป็นฉัพพรรณรังสีของธรรมาธรรมะ ซึ่งยิ่งใหญ่มาก ศัตรูผู้หวังร้ายเข้ามาไม่ถึง เพราะฉะนั้นไม่เกิดในยุคนี้ ไทยจึงมีแต่สงครามภายใน เดี๋ยวนี้ก็ยังเหลือเศษเชื้อของสงครามภายในอยู่บ้าง เป็นธรรมชาติ เป็น error เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไรหรอกอาตมาพูดนี้ เขาจะไม่รู้เรื่องเลยพวกที่เขากำลังดีดดิ้นอยู่เพื่อจะทำอะไรต่ออะไรของเขากันอยู่ ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจที่จะรู้ตัว แต่มันเป็นสัจจะเขาต้องเป็น พระเทวทัตก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองต้องเป็น นี่ก็ฉันเดียวกัน อย่างทักษิณก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเป็น ไม่รู้ตัว แต่ก็ต้องเป็น เป็นเหยื่อแร้งกาแสดงอยู่อย่างนั้น นี่ก็ยังออกมา ตอนนี้มาในนามโทนี่ ก็อยู่อย่างนั้น ก็แสดงไป แสดงออกอย่างนี้ๆไป ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่เป็นการศึกษาของโลก ทั้งโลกียธรรมและโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมก็ต้องแสดงออกอย่างเข้าสายทาง สงบ สันติ อหิงสา จริงใจ จริงจัง แล้วก็ใช้ความจริง ใช้ความดีใช้ความถูกต้อง ใช้คุณธรรม เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในกระทั่งเขาจะมาทรมาน จะทำร้ายทำลายรุนแรงอย่างไรก็ยอม แม้เขาฆ่าตายก็ยอม ถ้าไม่ตายเหลือชีวิตก็ดีที่ไม่ถึงตาย เมื่อไม่ถึงตายก็ดีที่เขาไม่ตัดอวัยวะยังเหลือแขนขาอยู่ก็ดี แม้ว่าเขาตัดแขนขาก็ยังไม่ตายก็ดี อะไรอย่างนี้เป็นต้น เขาไม่ตัดแขนขามีอวัยวะถ้วนรอบก็ดี เขาก็ยังด่ายังว่า ข่มขี่ ก็ดีกว่าเขาตัดแขนขา สู่แดนธรรม…พระอานนท์ถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้าเขาด่าจะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่ายังดีกว่าเขาทำร้าย เขาทำร้ายก็ยังดีกว่าเขาตัดแขนขา เขาตัดแขนขาก็ยังดีกว่าเขาฆ่าให้ตาย พ่อครูว่า…ในสิ่งที่เป็นจริงเหล่านี้ก็ต้องใช้ชีวิตในแต่ละชาติศึกษา อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะต้องทำงานทางด้านนามธรรม ทางด้านความรู้ให้รอบและพร้อมกันนั้นก็มีรูปธรรม ก็เป็นรูปธรรมส่วนน้อย เพราะว่ามันไม่ใช่ง่ายๆต้องมีทั้งรูปทั้งนาม ถ้าไม่มีนามธรรมมันเป็นอย่างนี้ไม่ได้ จึงมีจำนวนน้อย มันก็ต้องสมสัดส่วนของมัน แต่นามธรรมคุ้มตัว เป็นรังสีราศีที่จะรักษาเราเอง นามธรรมเป็นประธาน ไม่ใช่รูปธรรมมาเป็นประธาน มีฉัพพรรณรังสีเป็นสิ่งที่คุ้มครองรักษา

640510_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมใหญ่สุดโต่งอย่างไรในศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน