นิยาม 5 เป็นความรู้ของอเทวนิยม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.49 KB
วันที่แก้ไข9 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

นิยาม 5 เป็นความรู้ของอเทวนิยม ก็อยู่ในกระบวน 5 นี้ขึ้นไปเรื่อยๆ ผู้รู้นี้คือผู้ที่อธิบายอยู่จะต้องมีปัญญาอย่างแท้จริง อธิบายอย่างอาตมาไม่ใช่โมเม เป็นการอธิบายสัจธรรมอย่างแท้จริง เอารูปเอานามเอาสภาวะคู่ของสิ่งที่ปรุงแต่งกันทำงานต่อกัน ตั้งแต่บวกลบในนิวเคลียส พลังงานตั้งแต่วัตถุเล็กละเอียดที่สุดจนกระทั่งรวมหมู่ หลายหมู่หลายพวกมาช่วยกันเป็นพลังงานมากขึ้นมากขึ้น พลังงานทางวัตถุก็อย่างหนึ่งพัฒนามาเป็นพลังงานทางนามธรรมมาเป็นชีวะ ขั้นตอนของชีวะพระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้หมดตั้งแต่เป็นอุตุ เป็นพลังงานสูงสุดก็จับตัวเป็นพลังงานชีวะ มาเริ่มต้นจับตัวเป็นชีวะ ได้สัดส่วนเป็นตัวเองขึ้นมาก็เป็นพืช พืชก็ปรุงแต่งตัวเองมี I S H I เป็นประธานแล้วมีพลังงานอีก 2 บวกกับลบ คือ She กับ He ตัว she คือพลังงานลย ตัว he พลังงานบวกปรุงแต่งสามเส้านี้เจริญขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมีพลังงานตรัสรู้แล้วเป็นพระพุทธเจ้าก็จะปรุงแต่งจาก พีชะ มาเป็นจิตนิยามได้เร็วขึ้น จากจิตนิยามปรุงแต่งไปสูงสุดของจิตนิยามแท้ๆสูงสุดก็คือสภาวะ 2 เองปรุงแต่งกันอยู่ จริงๆมันไม่ได้เป็นของใครมันเป็นอนัตตา ผู้นั้นก็จะรู้ที่สูงที่สุดในตัวเองด้วยความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านรู้มาก่อน พระพุทธเจ้าทุกพระองค์รู้มาก่อนแล้วก็มาประกาศสอน แล้วก็แบ่งเป็น ธรรมะนิยาม 5 อาตมารู้ว่า พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐรวบรวมโดยคณะพระกัสสปะซึ่งเป็นเทวนิยมตัวใหญ่เลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีภูมิปัญญาที่จะเลือกเอาโลกุตรธรรม เอาธรรมะนิยาม 5 มาบรรจุในพระไตรปิฎกได้ พระกัสสปะท่านยังไม่เห็นคุณค่าของธรรมะนิยาม 5 ท่านยังไม่มีความรู้ในธรรมะนิยาม 5 รุ่นหลังๆพอรู้ก็กระจายความอธิบายกันไป จนกระทั่งมีอาจาริยวาท มีอรรถกถาจารย์รวบรวมมา อยู่ในตรงนั้นตรงนี้ อันนี้อยู่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆ

อ่านต่อ

ษาจารย์ ก็ได้อันนี้มา เพราะเมืองไทยเรียนวิสุทธิมรรคของพุทธโฆษาจารย์ จนกระทั่งเกิดพุทธโฆษาจารย์อยู่ในเมืองไทยเป็นคนไทย เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นพุทธโฆษาจารย์อยู่ ก็เป็นเรื่องอาจิณไตอาตมาไม่แปลกใจอะไร เพราะท่านก็ต้องมาเป็นอาจารย์นามสกุลท่านก็ อาจาริยางกูร เป็นตระกูลของอาจารย์ เป็นองค์ธรรมของอาจารย์ อาจาริยางกูร นามสกุลท่าน ท่านประยุทธ์ท่านก็เป็นพุทธโฆษาจารย์อยู่อย่างนั้น ขออภัยพูดอย่างวิชาการ ไม่ได้ไปลบหลู่ท่าน อาตมาก็ได้รับประโยชน์จากท่าน ต้องขอบคุณท่านอย่างยิ่งและที่ท่านบันทึกความรู้พยัญชนะอะไรไว้ อาตมาต้องพึ่งตลอด โดยหนังสือของท่าน 2 เล่มที่อาตมามีประจำอยู่ เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่ ใช้อาศัยท่านมากเป็นพระคุณอย่างมาก ที่ได้พยัญชนะพวกนี้บันทึกเก็บ ท่านเก่งท่านอุตสาหะวิริยะ ต้องยกย่องท่านจริงๆ ท่านรวบรวมความรู้ พยัญชนะต่างๆมา แต่น่าสงสารที่ท่านไม่รู้จักจับสภาวะแล้วก็ลดให้หมดไปทีละอย่าง เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ โดยไม่รู้สภาวะธรรมเต็มๆให้ได้ แม้แต่สังโยชน์ข้อที่ 1 ท่านจะสัมมาทิฏฐิแล้วหรือยัง สักกายทิฏฐิ ท่านรู้คำว่า กายอย่างสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์แบบหรือยัง ถ้าท่านยังไม่รู้ สักกายทิฏฐิ อ่านความเป็นกาย เป็นธรรมะ 2 รูปนามของตนให้ได้ แยกให้ออก คำว่า กาย เป็นเทวะ แยกเป็นเป็นนามก็ดี ภายนอกภายในก็ดีแยกเป็น 2 ระหว่างโลกียะโลกุตตระก็ได้ จับคู่กันไปตั้งแต่ความหยาบ ไล่ทีละคู่ๆไป พระพุทธเจ้าท่านสอนตามศีล ตั้งแต่เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับข้าวของ เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกายทางทวาร 5 ศีลข้อที่ 1 2 3 เข้าใจไปตามลำดับแต่คุณจะได้ธรรมะลึกซึ้งรู้จักตัวต้นตัวจบ ตัวต้นตัวสังขารกันปรุงแต่งกันอยู่อย่างนี้ ก็จะเข้าใจปฏิจจสมุปบาทชัดเจน รู้ตั้งแต่สังขารปรุงแต่งกันเป็นวิญญาณขึ้นมา วิญญาณก็เป็นตัวเดียวกันกับเวทนา หรือว่า เวทนาก็เป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ ก็ไปอ่านอาการของเวทนา จะเกิดได้อย่างไรก็แยกแยะ เมื่อมันสัมผัสกับรูปนามกันขึ้นก็จะเกิดเป็นอายตนะ อายตนะก็เป็นตัวกลาง ที่จริงอายตนะก็คือ ตัวเวทนาหรือตัววิญญาณนั่นแหละ มันเป็น 2 ตัว อายะ กับ ตนะ อาตมาแยกพยัญชนะสภาวะให้ฟังนี่ทบทวนอีกที อายะ แปลโดยภาษาคือ ประโยชน์ ตน คือ ตะนะ คือตัวตั้ง อาศัยตั้งไว้ที่จริงมันไม่ คือ นะ อาตมาไม่ได้โมเมจับแพะชนแกะ พยัญชนะก็อาศัยมันเท่านั้น คู่ระหว่างอายะกับตนะ ศึกษาแยกให้ได้ว่าอันนี้คือประโยชน์กับตัวกูของกูคือ ตนะ ถ้าจะเป็นตัวตนก็เป็นโลกีย์ไปหมด แต่จะใช้ประโยชน์ก็ใช้ประโยชน์ได้ สร้างเป็นทำเป็น มีประโยชน์เอาไปกินไปใช้ในชีวิตหรือเอาไปทำได้ดีกว่านั้น ให้คนอื่นเขาเอาไปทำ เช่นเอาไปปลูกเป็นพืชผักมากินและสร้างวัตถุ เราสอนนามธรรมที่ลึกซึ้งไปเรื่อยๆ พวกนี้จะได้อาศัยความรู้ทางนามธรรมศึกษาพัฒนาตัวเองซ้อนๆๆขึ้นมา อาตมาว่าสอนเรื่องความรู้นี้ก็เหลือเฟือแล้ว ผู้ที่รู้จักการสร้างทำวัตถุก็สร้างขึ้นมา แล้วก็แบ่งมาให้อาตมากินใช้บ้าง อาตมากินไม่มาก ใช้ไม่มากหรอก นอกนั้นก็เกื้อกูลกันไป บอกมันก็ขยายความรู้ทั้งรูปธรรมนามธรรม วิญญาณก็มีตัวการคือตัณหา ตัณหาเป็นตัวการที่ร้ายที่สุด คลังของตัณหาคืออุปาทาน ใส่เซฟใส่คลังเอาไว้ที่อุปาทานเสร็จแล้วคุณก็กำจัดพลังงานตัณหาอุปาทานให้หมด ถ้าไม่หมดมันก็ตกเป็นภพเป็นชาติ เป็นคู่อยู่อย่างนั้น ภพก็คือแดนเกิด ชาติคือตัวอาศัยเดินเกิดเกิดอยู่ จะสามารถรู้จักสภาพเทว คู่ แล้วแยกแยะอธิบายได้ คนเข้าใจเอาไปปฏิบัติเพื่อลดละความยึดถือตัวเองได้ จนกระทั่งหมดอะไรที่เรายึดถือเอาไว้ เลิกได้หมดเลย คุณก็เป็นพระอรหันต์ของแต่ละคน มาจบลงที่อรหันต์พอดีเวลา (หมดเวลา)

640509_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ถอดรหัส นายทุน-ศักดินา-นักวิชา-ข้าราชการ-พาลชน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน