ความจริงของ นายทุน ศักดินา นักวิชา ข้าราชการ พาลชน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความจริงของ นายทุน ศักดินา นักวิชา ข้าราชการ พาลชน สู่แดนธรรมว่า…เมื่อวานพ่อท่านได้แสดงธรรมแจกแจง 5 อย่าง บางคนบอกว่าเป็นฐานะแต่ความจริงไม่ใช่ฐานะ แต่คือ นายทุน-ศักดินา-นักวิชา-ข้าราชการ-พาลชน สมัยก่อน ไทยเราปกครองโดยพระมหากษัตริย์ ดูแลด้วยเมตตา แต่ยุคนี้นายทุนมีอำนาจมากขึ้น อยากถามว่าเพราะเหตุอะไรครับ พ่อท่านถึงได้เขียนเรื่องนายทุน-ศักดินา-นักวิชา-ข้าราชการ-พาลชน เมื่อวานนี้ครับ พ่อครูว่า…เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่จริง นายทุน ยุคนี้มีความชัดเจนมากก็เกิดอยู่จริง ศักดินาซึ่งเป็นแกนหลักของมนุษยชาติตั้งแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีความสำคัญยังเป็นจริงอยู่ แต่คนจะไปเปลี่ยนแปลง จะไปถอนรากถอนโคนสิ่งนี้ไม่ให้เหลือ ทุกคนจะต้องเสมอภาค ทุกคนจะต้องเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นความคิดที่เป็นไปไม่ได้ มันเป็นความเพ้อเจ้อ เป็นความฝันลมๆแล้งๆ เป็นเรื่องความต้องการที่แส่หาขึ้นมา อย่างคน มีธาตุรู้เป็น 2 มีธาตุวิญญาณกับรูปธรรม รูปธรรมคือสิ่งที่ผสมผสานกับวิญญาณ วิญญาณนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด ทางเทวนิยมเรียกว่าพระเจ้า ซึ่งรู้สูงสุดก็เท่ากับศาสดาของเขา ศาสดาของแต่ละศาสนาแต่ละลัทธิรู้สูงสุด จริงๆแล้วเป็นความรู้ของศาสดาไม่ใช่ความรู้ของพระเจ้าแต่อย่างใด ศาสดาแต่ละองค์ก็มีความรู้ความจริงแตกต่างกัน ก็ไปหาผู้ที่มีทัศนคติตรงกัน ก็ไปบริหารกันไปเป็นแต่ละศาสนาแต่ละลัทธิ เพราะฉะนั้นความแตกต่างต่างๆพวกนี้ ก็มีนักวิชาการ นักวิชา นักรู้ นักศึกษาต้องชัดเจนต้องละเอียดและนักวิชาการนี้ ก็จะลงไปทำงานเรียกว่า ข้าราชการอีกทีหนึ่ง พวกที่จะเป็นข้าราชการส่วนมากเป็นนักวิชาการ แต่ทีนี้นักวิชาการก็ยังมีกิเลสโลกธรรม ก็ไปคบกับนายทุน ก็พยายามสะสมรายได้ ลาภ ยศ สรรเสริญอะไรต่างๆ แบบโลกธรรม ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น เอาไปเอาม
อ่านต่อ
า นายทุนก็ผยองหรือนักวิชาการสมคบกันเข้า ผยอง ก็จะทำให้ผิดธรรมชาติ จะไปล้มศักดินา ก็อย่างที่เป็น ก็ซับซ้อนวนเวียนอยู่อย่างนี้ อาตมาเข้าใจสัจธรรมนี้ไม่ใช่เข้าใจโดยตรรกะ ไม่ใช่เข้าใจด้วยเก่งความจริงคาดคะเนเอาหรือว่าศึกษาตามบัญญัติ ตามความรู้ของผู้รู้ที่เขาเขียนบรรยายบอกไว้ อาตมาไม่ใช่นักอ่าน ไม่ใช่นักศึกษา โดยเฉพาะชาตินี้ศึกษาน้อยมาก ไม่ได้อ่านไม่ได้ศึกษาของใคร เอาของตัวเองสดๆมาใช้ ซึ่งก็ยังเห็นว่าเกินพอเหลือใช้ คนยังเอาจากอาตมาไปได้ไม่หมด แม้อาตมาจะยังไม่มีมากถึงขนาดพระพุทธเจ้า แต่ขนาดนี้ก็เหลือเฟือ แม้ในยุคนี้ใช้ได้เหลือเฟือ แต่คนเขาก็ยังยาก ยังมีปัญญาไม่ถึงยังเข้าใจไม่ได้ ก็เป็นธรรมชาติธรรมดาของคนใกล้กลียุคก็จะได้คนอริยมรรคแค่นี้แหละประมาณจริงๆ พระสมณโคดมก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายแล้วในภัทรกัปนี้ ที่จะไปขึ้นเป็นภัทรกัปป์ใหม่ เป็นพระศรีอาริย์ ที่จะเป็นผู้ที่เกิดในยุคที่ คนง่าย คนสูง คนเจริญ มีมวลมาก พระศีรอาริย์จะได้สอนสบาย ก็จะมีคนที่เข้าใจโลกุตรธรรมได้เยอะได้สบาย เป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงกลียุคที่คนหมดแล้ว ล้างของเก่าไปขึ้นต้นใหม่เป็นคนที่ไม่มีกิเลสมากกิเลสหนา ในยุคกลียุคจะผลาญทรัพย์ศฤงคาร ผลาญทรัพยากรไปหมด แล้วก็จะหยุดค่อยๆเพราะทรัพยากรของโลกขึ้นมาใหม่คนก็สะสมเกิดขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งเกิดขึ้นมาก็ยังสุขสบายธรรมชาติก็ยังเยอะคนไม่มีกิเลสมาก ก็อยู่ค่อยๆสะสมพลเมืองจนมีพลเมืองมากจนกระทั่งเกิดกิเลสเกิดแย่งชิงเกิดทะเลาะกันขึ้นมาวนเวียนเป็นตามวัฏจักรอย่างนี้ตลอดกาลนาน ลักษณะของนายทุนเป็นอย่างไร ลักษณะของศักดินาสูงสุดก็เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรมที่สูงสุดมีทศพิธราชธรรมบริหารประชากรอยู่อย่างมีบารมีที่แท้จริง ก็เป็นความจริงขาดไม่ได้ พระราชา ขาดไม่ได้ในมวลมนุษย์ทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนยุคไหนขาดไม่ได้ ถ้าขาดก็แสดงว่าเสื่อม เป็นความไม่สมประกอบของธรรมชาติเป็นธรรมชาติขาเดียว ธรรมชาติไม่สองขามีแต่รูปหรือมีแต่นามอย่างใดอย่างหนึ่ง มีแต่ความคิดฟุ้งซ่านก็เป็นนาม มีแต่ความคิดไม่มีปัญญาก็แย่ ไม่สมประกอบเป็นธรรมชาติพิการใช้ไม่ได้ นักวิชาการจะต้องเข้าใจอันนี้ อาตมาเกิดในชาตินี้มาพูดตรงๆอาตมามาเป็นนักวิชาการ เกิดมาในปางนี้ชาตินี้มาเป็นนักวิชาการ มาสาธยายความรู้มาเป็นปุโรหิตมาเป็นผู้ที่นำความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นผู้ตรัสรู้สูงสุดในความเป็นมนุษย์ชาติและสังคม พระพุทธเจ้าไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากความเป็นมนุษย์และสังคม ก็เข้าใจองค์ประกอบและแต่ละยุคสมัยที่มันสังขารปรุงแต่งกันอยู่ตามเหตุปัจจัย เสร็จแล้วก็บริหารอภิบาลกันไป ข้าราชการก็เป็นผู้ที่สนองพระเนตรพระกรรณของในหลวงหรือของทางศักดินา ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นธรรมชาติธรรมดาของสังคมมนุษยชาติที่ลงตัวที่สุด ส่วนพาลชนนั้น คือตัวเกเร ตัวโง่ ตัวอ่อนแอ ไม่เดียงสาเป็นเด็กเล็กๆหรือพิการเป็นพาละ หรือเป็นภาระ ของสังคมเจริญที่จะต้องเลี้ยงดูช่วยเหลือเขา ในฐานะที่เขาเกิดมาเป็นชีวะ จิตนิยามอยู่ในสังคมแล้ว ก็ต้องช่วยให้เขาพัฒนามีความรู้ที่ดีจนกระทั่งเป็นโลกุตระขึ้นมาได้เรื่อยๆ ก็มีหน้าที่จะช่วยกัน เพื่อจะให้มนุษยชาติอยู่ในโลกกันอย่างเจริญ อาตมาก็แยกความรู้มาเป็นตาปัญญา ซึ่งตาปัญญาจะเข้าใจความเป็น ตาทั้ง 3 คือตาปัญญาเองจะรู้ทั้งตาเนื้อและตาทิพย์ ส่วนสายเทวนิยมหรือว่าสายที่ไม่มีปฏิภาณปัญญา ที่มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ไปโทษเขาไม่ใช่ไปว่าเขาหรอก มันเป็นสัจธรรมธรรมชาติของมนุษย์มหาเอกภพ ชีวะมันจะต้องเป็นอย่างนั้นมีผู้รู้กับผู้ไม่รู้ เป็นธรรมดา ผู้ที่เป็นเทวนิยมจะต้องศึกษา
640510_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมใหญ่สุดโต่งอย่างไรในศาสนาพุทธ