วิโมกข์ 8 จบได้ที่อากิญจัญญายตนะหากสัมมาทิฏฐิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.59 KB
วันที่แก้ไข10 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

วิโมกข์ 8 จบได้ที่อากิญจัญญายตนะหากสัมมาทิฏฐิ คุณหายโง่ : ถามมาว่า...พระมหากัสสปะเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในการแสดงธรรมะวันที่ 9 พ.ค. ศกนี้ พ่อครูกล่าวว่า พระมหากัสสปะเป็นเทวนิยมใหญ่ ขอได้โปรดขยายความในความสัมพันธ์ระหว่างพระอรหันต์เจ้ากับเทวนิยมใหญ่ในพระมหากัสสปะด้วยค่ะ พ่อครูว่า…ก็ขอเหมา อาตมาไม่ได้อ่านทวนนะ หนังสือเล่มนี้เขียนตั้งแต่ 2548 พุทธเป็นอเทวนิยมอย่างนี้ ก็ขอขยายความอีกนิดหนึ่ง เทวนิยม กับ อเทวนิยม ก็เป็นคู่ของธรรมชาติเป็นเทวะหรือธรรมะ 2 เป็นคู่ที่ยิ่งใหญ่มาก เทวะ กับ อเทวะ อเทวะ เป็นอย่างเดียวเท่านั้นในทุกยุคทุกสมัย ต่างคนต่างคิดว่าตัวเองเป็น อทวะ ก็มีอเทวะจริงอยู่อันเดียว นอกนั้นก็ไม่ได้เรื่องอะไรเป็นสะเปะสะปะ ในยุคนี้อาตมานำอเทวะมายืนยัน พุทธทั่วไปหลงในเทวนิยมเต็มไปหมด มีอเทวนิยมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องสะเปะสะปะที่จะรู้ตั้งแต่ สังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายะ ก็แยกกายแยกจิตไม่เป็น แยกอุตุ พีชะ จิต ก็มีความรู้ว่า กายที่ไม่เหลือกายเป็นอย่างไร พีชหรืออุตุ ไม่มีกายแล้ว ความเป็นกายต้องมีความรู้สึกทางจิต เมื่อไม่มีจิตแล้วก็ไม่มีกาย เป็นหนึ่งไปเลย กายต้องมี 2 เสมอ กายเป็นหนึ่งไปแล้วกายก็ไม่มีตัวเอง ถ้าเป็นจิตก็เหลือแต่จิตไม่มีกาย แล้วก็ไม่ศึกษากาย พวกเอาแต่จิตๆๆๆ ไม่ศึกษากายเป็นเทวนิยม 100% กายก็นึกว่าเป็นของภายนอกเป็นดินน้ำไฟลม ซึ่งไม่ใช่ กายต้องมีคู่ภายนอกภายในเสมอ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมคู่กัน เป็นวิญญาณมีรูปมีนาม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาหาร 4 ข้อที่ 4 รูปกับนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือตัวรู้ จะเป็นตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวจนกระทั่งมาเป็นพระพุทธเจ้า นาม คือผู้รู้ รูปี รูปานิ รูปี คือรูป รูปานิ คือ ตัวผู้ที่จะเข้าไปรู้รูป รู้อย่างสัมผัสเห็น ปัสสติ ในวิโมกข์ 8 มี รูปี รู

อ่านต่อ

ปานิ ปัสสติ (วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1) วิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 ก็ขยายความ อัชฌัตตัง อรูปสัญญีเอโก พหิทารูปานิปัสสติ อัชฌัตตังแปลว่าภายใน สัญญีคือ ผู้มีการกำหนดรู้ สามารถกำหนดรู้สภาพทั้งรูปทั้งนามตั้งแต่ กามรูป จนถึงรูปรูป พ้นจากกามแล้วมาเป็นรูปภพ อรูปภพ ก็มารู้รูป แล้วก็ทำลายรูปได้ อยู่เหนือรูปได้จึงเรียกว่า อรูปสัญญี เป็นผู้ที่กำหนดได้ทั้ง กาม ทั้งรูปภพ อยู่เหนือได้ แล้วก็เหนืออรูปภพ ทำลายอรูปภพได้ ก็อยู่ในนี้ในตัวเองโดยส่วนตัวทั้งหมด เอโก ทั้งหมดมีทั้งภายในและทิ้งภายนอกไม่ได้ด้วย พหิทารูปานิ ต้องเป็นผู้รู้ภายนอกด้วย ปัสสติ นี่คือ วิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญีเอโก พหิทารูปานิปัสสติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้ที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ส่วนวิโมกข์ 8 ข้อที่ 3 สุภันเตเรียกว่า อันตะ จากสุภันเตวะ คำว่า เอวะ คือ สิ่งที่เราปฏิบัติตามนั้นแหละ สุภะ แปลว่า สิ่งที่ควรเป็นควรได้ ท่านก็แปลว่างามก็ไม่ผิด แต่ฟังแล้วเป็นโลกียะ สรุปง่ายๆว่าต้องเอานิพพานให้ได้ก็โน้มทิศทางไปสู่นิพพานในที่สุด คุณก็ทำอันนี้ให้ โหติ ให้มี ให้เป็น ให้สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 3 เท่ากับรูปฌาน รูปฌานต้องมี 4 เขาเข้าใจไม่ได้ก็จะโมเมไปใหญ่อธิบายเรื่อง ฌาน พวกที่หลับตาก็ไม่มีสภาวะก็เลยไม่รู้เรื่อง อาตมาเรียนรู้ฌานโลกีย์ ไม่มีปัญหาหรอกแต่ ของพุทธเจ้าไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอย่างนั้น แต่เป็นฌานที่เป็นธาตุรู้ที่เผากิเลสได้ เป็นฌาน 1 2 3 เข้าฌาน 4 ก็เป็นสภาวะอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จะไปเอานิยายกับอรรถกถาจารย์ไม่ได้หรอกเพราะท่านยังไม่มีสภาวะ สรุปแล้ววิโมกข์ 8 ของ 3 ข้อนี้คือ รูปฌาน สมบูรณ์แบบครบถึงขั้นอุเบกขา แล้วก็ตรวจสอบรายละเอียดลงไป อุเบกขามีความว่างกับวิญญาณ อากาสา คือ ความว่างจากกิเลส สะอาดบริสุทธิ์ไม่มีสภาพ 2 ผลักดันอยู่ เป็นกลางเลย มี 0 หรือ 1 เอาสภาพที่ยังมีก็เป็น 1 0 ก็รับรู้แล้วว่ามันไม่มีเพราะฉะนั้นจะเป็นหนึ่งก็คือยังมีอยู่ จะเป็น 0 ก็คือไม่มีอะไรอยู่ ไม่มีกิเลส จะมีอยู่ก็คือวิญญาณสะอาด อากาสาฯคือ สภาพเป็น 0 กับ 1 วิญญาณ ธาตุรู้คือตัว 1 อากิญจัญญาฯ ก็ตรวจกิเลสอีกทีนึงว่ามันไม่มีแล้วนะ ตรวจในขณะมีตาหูจมูกลิ้นกายใจพร้อมในขณะนี้แหละ มีวิญญาณ มีที่ตั้ง ไม่ใช่วิญญาณสัมภเวสี จะคนที่เรียนรู้ต้องครบทั้งตาหูจมูกลิ้นกายมีที่ตั้งที่เกิด คำว่า วิญญาณฐีติกับสัมภเวสี 2 อย่างนี้ก็ยังแยกความต่างกันไม่ออก ก็ยังแยกไม่ได้อย่างพระพุทธเจ้าท่านบริภาษภิกษุ สาติ ไปงมงายกับวิญญาณล่องลอย สัมภเวสี วิญญาณหลับตาไม่มีที่ตั้ง วิญญาณไม่อยู่ในทางตากระทบอยู่ ก็ได้ยินเสียงอยู่รู้อยู่ จมูกลิ้นกาย ครบ มีที่ตั้งมีที่ยืนยันอ้างอิง เป็นความจริงครบบริบูรณ์ทั้งรูปทั้งนามทั้งนอกและในครบกายครบจิต ความรู้เหล่านี้ถ้าไม่ชัดเจนในความจริงก็บกพร่องไป แต่ถ้าครบถ้วนรอบปฏิบัติสัมมาทิฏฐิตั้งแต่วิญญาณฐีติ 7 ถึงขั้นไม่มีกิเลสแล้ว ทบทวนแล้ว อากาศก็ดีวิญญาณก็ดีก็ว่างชัด วิญญาณก็สะอาดเต็ม ไม่มีกิเลสแม้นิดนึงน้อยนึง สัมมาทิฏฐิก็จบตรงนี้ ไม่ต้องไปทบทวนอะไร เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือการทบทวน ถ้าผู้ใดไม่เต็มที่ 100% ในวิญญาณที่ติก็ต้องทบทวนเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ต้องทบทวนตรวจสอบสัญญากำหนดรู้ต่างๆอะไรที่ยัง เนวะ ยังไม่รู้ครบใช่ก็ไม่ใช่ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ก็ต้องตรวจสอบ สอบทวน ให้สะอาดบริสุทธิ์เรียกว่า สัญญาเวทยิตตัง นิโรธัง โหติ เอาสัญญากำหนดรู้ในเวทนา มีผู้รู้แปล เวทยิตตัง ว่าเคล้าเคลียอารมณ์ เอาสัญญารู้ให้ครบปฏิเวธ ให้ครบให้หมดเลยว่าถูกต้องสมบูรณ์แบบ นิโรธแน่นะ สัญญาเวทยิตนิโรธ คุณก็ทำให้ชัดเจนว่าแน่นะ มีแน่เป็นแน่ตามที่ต้องการ ตามที่เราเรียนรู้มา มีของจริงตรวจสอบทั้งรูปทั้งนามของคุณ สมบูรณ์แบบคุณก็จบด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธ อย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่ไม่มีสภาวะจริงจะมาอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้หรอก ถ้าหากอาตมาพูดผิดก็เป็นวิบาก

640510_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมใหญ่สุดโต่งอย่างไรในศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน