สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน สัทธรรม 7 และรูป 28.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน สัทธรรม 7 และรูป 28 _ด.ญ.น้ำมนต์...สัทธรรม 7 แปลว่าอะไรคะ? พ่อครูว่า...สัทธรรม 7 มี ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา วิริยะ สติ ปัญญา เป็นสามเส้าที่เป็นพลังงานของ coefficient สามข้อหลังนี้เสริมความเจริญของพลังงานสัทธรรมอีก 4 จิตคุณเข้าใจชัดเจน เชื่อมั่นเชื่อถือเชื่อฟัง มีศรัทธาชัดเจน เช่น ศีลข้อ 1 พระพุทธเจ้าไม่ให้ฆ่าสัตว์เราชัดเจน คุณไปเจอสัตว์แล้วจะฆ่ามัน ก็จะรู้สึกว่าจิตของเราทำไมมันเลวขนาดนี้ก็จะเกิดความละอาย แต่ว่าบางทีมันต้องเอามันอยากได้จริงๆที่เล็กมันแรง ก็ฆ่าได้ อายนะ มีหิริ ก็รู้ว่าไม่ดีแต่กิเลสมันเหนือกว่าสำนึกก็เลยฆ่า แต่ถ้าโอตตัปปะแล้วกลัวเลย หิรินี้บางทีกิเลสขึ้นหน้าก็ระเบิดได้ แต่ถ้าโอตตัปปะนี้กลัวเลยไม่ทำเลย นี่คือคุณสมบัติของธาตุจิตที่มันมีจริง ท่านเรียกว่าเทวธรรม คือจิตเจริญ เป็นสมบัติของผู้เจริญ หากไม่มีหิริโอตัปปะ คนรู้ว่าบาปแล้วแต่ไม่ละอายกูจะทำก็จะทำไม อันนี้เป็นสัตว์นรกไม่ใช่เทวดา หากรู้ว่าชั่วก็เต็มใจทำชั่วนี่คือสัตว์นรกไม่ใช่เทวดา ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ มันมีสภาวะจริง ไม่ฆ่าเลย แม้สัตว์นั้นจะทำให้เราตายเราก็ไม่ฆ่าเค้าตอบ นี่ยิ่งเป็นเทวดาชั้นสูงใหญ่เลย เป็นเทวดาที่เจริญมากอย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ ผู้มีจิต ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ สะสมจิตที่เกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับข้าวของเกี่ยวกับศีลข้ออื่นๆคุณก็เป็นพหูสูต ก็คือเป็นสัตบุรุษ เป็นผู้ที่เจริญสูงขึ้นมากขึ้น หรือบางทีเรียกว่า พาหุสัจจะ คือคนผู้มีความจริงมากยิ่งขึ้น เป็นความรู้ที่เป็นโลกุตระ มีสภาวะจริงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณยิ่งมีพหูสูตรก็มีสัมประสิทธิ์ วิริยะ สติ ปัญญา พากเพียร อิทธิบาทเจริญยิ่งขึ้นๆ
จ. ชีวิตรูป 1 = 13.ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส มั
อ่านต่อ
นยังเป็นสภาพที่ยังไม่ตาย ตายลงไปบ้างแล้ว ตายลงไปเยอะแล้ว เหลือน้อยลงเป็นชีวิตน้อยลง คุณก็จะรู้ดีกรีของความตาย ความจางคลายของความเป็นชีวิต ความดับของชีวิต ชีวิตหรี่ลงเบาลง มันเหย้า(ภาษาอีสาน) จนไม่ใช่แค่อ่อน แต่ดับ หยุด ตาย เรียกว่านิโรธ ดับ ไม่มีอาการมันเกิดขึ้นมา คุณก็จะรู้อาการของมันด้วยปัญญาด้วยความรู้ว่าอาการอย่างนี้คืออย่างนี้ ของใครของมัน ไปรู้ของคนอื่นได้อย่างไร ต้องทำเองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ก็จะรู้ว่ามีชีวิตหรือไม่มีชีวิต พละเรียกว่าแรง อินทรีย์คือชีวิต มีพลังแรงลงก็อินทรีย์เหลือน้อย จนมีน้อยกับไม่มีต้องแยกกันให้ได้ให้มันมี คือมี 0 มีอะไร คือมีความไม่มี พระพุทธเจ้าบอกว่าคนส่วนมากจะเรียนรู้ โลกสมุทัยกับโลกนิโรธ (ความดับหรือมีเหตุอยู่) พระไตรปิฎกล. 16 ข. [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ)
ฉ. อาหารรูป 1 = 14.กวฬิงการาหารจนถึงวิญญาณาหาร อาหารมี 4 กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) ในอาหารคำข้าวจะมี รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส คุณชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ก็เอามาอธิบายเฉพาะที่เกี่ยวกับสัมผัสได้ทั้งนั้น กิเลสอยู่ในนี้เยอะ คุณพิจารณาแค่อันนี้ก็ถึงอรหันต์ได้อาสวะสิ้นได้ จนถึงหมดอนุสัยเลยได้ อาสวะหมดเป็นปัญญาวิมุติอรหันต์ได้แล้ว ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป . อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) . (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244) . หากว่ามีแต่นามภายใน เป็นภิกษุสาติ มีวิญญาณล่องล่อย เป็นนิรมาณกายปั้นเอง ท่านถึงว่าภิกษุสาติ แล้วเทวนิยมจะเป็นเช่นนั้นหมด เช่น อ.มั่น อ.ชา บอกว่ามีวิญญาณเทวดาจากเยอรมันมา คือมีตัวตนแบบนี้เหมือนภิกษุสาติ พระพุทธเจ้าท่านบริภาษให้เลยว่าใครสอนเธอแบบนี้ ศาสนาพุทธไม่ได้เรียนอย่างนี้ ก็เลยให้พระสารีบุตรเอาไปอบรมเสีย เรียนรู้ผัสสะ จะรู้เวทนา เป็นนาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ขาดไม่ได้ ในเจตนามี 3 คือ กาม รูป อรูป นี่คือเจตนา 3 กิเลสในระดับกามคุณหมดแล้ว คุณเหลือรูป อรูป ก็ไปเรียนรู้กิเลสที่เหลือที่เป็นรูปอยู่ในจิต รูปาวจร คำว่า วจร ถ้ามีการสัมผัสมีความเป็นไป หากไปเรียนรู้แต่ในจิตไม่มี กามาวจร ไม่มีจิตออกมาจรรู้ภายนอก อันนี้ผิดเลย มีกามาวจร แต่เหนือกิเลสแล้วเป็นอนาคามี เหลือรูปาวจร อรูปาวจร ภายนอกไม่มีแล้วแต่ข้างในยังเหลืออยู่ ก็ล้างอีกให้ เป็นสุขุมรูป จนไม่มีอาการ ไม่มีวิญญัติ ไม่มีกิริยาของจิตเหลือเลย เฉยกลางว่างสูญ หากไม่เรียนรู้อาหาร 4 ผัสสะต้องรู้ ยิ่งไม่รู้เจตนาเลย มันเป็นกาม เจตนาแรก ไม่รู้ไม่ได้ศึกษาจะได้อย่างไร ยิ่งไปนั่งหลับตา ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่มีกามคุณ 5 ไม่มี ไม่ได้เรียนรู้ตามลำดับของพระพุทธเจ้าเลย การหลับตา ไม่มีกายสักขี ภายนอกเป็นพยานหลักฐาน ไม่มีกายสักขีเลย ปฏิบัติธรรมแบบนี้ไม่ได้ คุณต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คุณจะมีกายสักขี ต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายในบุคคล 9 อีก
ช. ปริเฉทรูป 1 = 15.อากาสธาตุ=รูปที่กำหนดจะให้ว่าง ปฏิบัติศีลข้อ 1 กับคนกับสัตว์ ปฏิบัติศีลข้อที่ 2 กับข้าวของกับพืช คุณก็จะมีกิเลสเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเรียนรู้ไม่ให้มีทุจริตกรรม ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เรียกว่ากามคุณ 5 ก็ต้องเรียนรู้สัมผัสแล้วมันเกิดกิเลสอย่างไร ถ้าคนเรียนรู้ละเอียดพวกนี้ไปหมดเลย คุณก็บรรลุอรหันต์ในตรงนี้แค่ศีลทั้ง 3 ข้อก็บรรลุพระอรหันต์ อาตมาย่นย่อลงมาอธิบายอย่างพิสดาร อธิบายพิสดารมากและเยอะก็ย่อลง คุณก็เข้าใจทั้งสองอย่างเข้าใจเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ก็มีสุขุมรูป จัดการกำหนดกรอบ เรื่องเกี่ยวกับสัตว์กับของกับพืช กับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็มีภูมิธรรมมีสมรรถนะสูงขึ้นเป็นพระอาริยะที่สูงขึ้น มันเป็นกระบวนการของการศึกษาก็เรียนรู้กิเลสในสิ่งเหล่านี้ จับตัวกิเลสเป็นหัวใจ ฆ่ากิเลสได้ ฆ่าได้แล้วองค์ประกอบต่างๆเข้าร่วมแล้วแต่เป็นสัจจะปรุงแต่งอย่างไม่มีตัวโทษ หรือกลิหรือกาลี ไม่มีแล้วอาการ เจตสิกของสิ่งที่ไม่ดีไม่มีแล้วก็เป็นจิตสะอาดทุกปริเฉท ทำได้ไม่มั่วไม่มากเกิน ทำทีละหมวดหมู่ ก็จะเป็นสิ่งที่ชัดเจน ถ้าหากทำอย่างไม่เป็นลำดับไม่มีชิ้นมีอันเลย คุณจะมีอะไรสำเร็จ ไม่มีอะไรสำเร็จ ก็ต้องจัดหมวดเรียกว่าปริเฉท จัดองค์รวม เป็น 0 ได้ ล้างกิเลสได้ก็จะมีตัวอย่างมีของจริง เช่นกิเลสไปติดสิ่งเสพติดการพนันบันเทิงเริงรมย์จัดจ้าน ถ้าเราไปดูกีฬาคนกระจอกให้ไปดูฟรีไม่ไป แต่ต้องไปดูกีฬาชั้น 1 เป็น league แพงเท่าไหร่ก็ดู ถูกหลอกไปดูดารา Champion มือหนึ่งมีแทคติก มีวิธีการยอดเยี่ยมเลย ไม่ดูไม่ได้ขาดใจตาย ก็เรื่องของคุณ อาตมาจ้างให้ไปดูก็ไม่ไปดู เสียตาเปล่า ไม่ต้องดูบางทีมันจะหาเงินก็ถ่ายมาให้ดูเหมือนกัน คนที่แอบดู แต่มันก็ต้องหาวิธีให้คนเข้าไปดูที่นั่งริงไซด์ แพงเท่าไหร่ก็ต้องไปดู ดีไม่ดีชี้บอกด้วยว่าให้เตะอย่างนี้ พวกนี้เก่งกว่าคนเตะ พวกคนดูมวยก็เก่งกว่านักมวยอีก ให้ต่อยอย่างนี้อย่างนี้ ใครเคยไปดูมาแล้วบ้าง เก่งกว่านักเตะเก่งกว่านักมวย บอกเขาอย่างไม่กลัวคนข้างเคียงเขาว่าเลย พอหมดปริเฉทรูปแล้ว ซ. วิญญัติรูป 2 = 16.กายวิญญัติ 17.วจีวิญญัติ ไหวให้รู้ ฌ. วิการรูป = 18.ลหุตา 19.มุทุตา 20.กัมมัญญา
วิการรูปคือสภาวะจิตต้องทำจิตให้เบาที่สุดให้ได้ ก่อนจะถึงวิการรูปมีวิญญัติ 2 คือกายวิญญัติกับวจีวิญญัติ ความเคลื่อนไหวองค์ประกอบภายนอกเรียกว่ากาย นัจจะ คีตะ วาทิต ถ้าเหลือแต่วจีวิญญัติคือ คีตะ วาทิตะคือภาษากับสุ้มเสียง ถ้ามีทั้ง นัจจะ คีตะ วาทิตะ 3 อย่างรวมกันเรียกว่ากายวิญญัติ พวกอธิบายธรรมะไม่มีกายวิญญัติมีแต่เสียง เปิดปากน้อย ไม่ออกกายวิญญัติเลย แต่โพธิรักษ์ออกหมดอย่างกับลิงเลย คีตะคือสุ้มเสียงสำเนียง วาทิตะคือคำที่เลือกสรรมา ไม่ใช่แค่ร้อยแก้ว แต่มีร้อยกรองเลือกเอาคำมาด้วย เรียกวาทิตะ ถ้าวาทะ คือภาษาธรรมดาทั่วไป ถ้าวาทิตะคืออันที่เลือกเอามาแล้ว อีก 3 คือ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา พระพุทธเจ้าเจตนาให้คนมาหาความเบาให้มาก ไปทำความแรงมันไม่ดีกระทบมาก อาตมาจำเป็นต้องแรงจำเป็นต้องดัง ด้วยความจำนน ไม่ใช่ว่าพวกคุณหรอกเพราะว่าพวกคุณยังหนาอยู่ก็เลยยังต้องแรง ขนาดนี้ยังไม่เข้าเลยยังไม่กระเทือน นี่พูดจริงนะ สังคมในยุคนี้มันเกินกว่า Hard Rock แล้ว ไม่อย่างนั้นไม่ถึงใจ ฉันใดก็ฉันเพล (ฮา..) ฉันใดก็ฉันนั้น อาตมาไม่ใช่ไปดูถูกแต่ว่าต้องทำ ขณะนี้พวกหนังหนายังไม่ค่อยเข้า ถ้าไม่แรงขนาดนี้ไม่ถึง พระพุทธเจ้าท่านให้ผู้ที่ทำได้เบาได้ดีเรียกว่าสุภาพ สุภาวะ อาตมานี้แรง หากคนแยกไม่ได้ก็จะถือสาว่า หยาบอย่างนี้ไม่ใช่อรหันต์ อรหันต์จะต้องพูดเบาๆหรือไม่พูดเลย อย่างอาจารย์เกษมอยู่สุสานไตรลักษณ์ ใครจะมาหาก็นั่งหลับตาเฉย เขาว่าอย่างนี้คือพระอรหันต์ มุทุตา คือจิตที่ทั้งเร็วไว ปรับตัวได้เร็วไว มีทั้งอิตถีภาวะ ปุริสภาวะในตัว Static กับ Dynamic เป็นฐานจิตที่มีบวกลบ ทั้งสองอย่างทำงานได้ดีได้เร็วมากไม่ใช่สูญหายไปไหนแต่ยิ่งมี ปายคุญญตา ยิ่งมีความแคล่วคล่องว่องไวรู้ก็เร็วปรับจิตก็เร็ว มีฐานจิตที่เป็นตัวต่อศรัทธาปรับตัวได้เร็ว มีความรู้ปฏิบัติปัญญาได้เร็วทั้ง 2 ด้าน มีประสิทธิภาพเร็วไวทำได้ดั่งใจ ทำได้ดี เร็วตามต้องการ มุทุธาตุ ผู้ที่มีความประมาณให้เบา กับมีมุทุธาตุ ก็สามารถทำให้เกิดความพอดีในกรรมทุกอย่างเรียกว่า กัมมัญญตา โดยมีอัญญาธาตุ ธาตุรู้กำกับการทำงาน ควบคุมการกระทำกรรมกิริยาของเราได้ดี จริงๆก็คือ ปัญญาหรืออัญญา ควบคุมให้เกิดความเบา อาตมาก็จะเบาลงเรื่อยๆ แต่ก่อนหนักกว่านี้ อีกหน่อยอายุเป็นร้อยกว่าจะเบาลงกว่านี้ด้วยสังขาร โดยพวกเราก็เข้าใจแล้วด้วย ผู้จะดังแรงแทนอาตมาก็จะมีต่อไป อาตมาก็ผ่องถ่ายไปสู่ผู้อื่นมากขึ้น วิการรูป 5 ก็สามารถทำได้เรียบร้อยดี ก็จะเหลือสุดท้ายเรียกว่า ลักขณรูป 4 ญ. ลักขณรูป 4 = 21.อุปจยะ ความเกิดอยู่เจริญขึ้นไป 22.สันตติ ความเชื่อมต่อสืบเนื่อง 23.ชรตา เคลื่อนไปสู่ความเสื่อม 24.อนิจจตา เคลื่อนไปเสื่อม>เจริญ ลักษณะ 4 อย่างคือฐานอาศัยของพระอรหันต์ พระอรหันต์สามารถจัดการ วิการรูปได้ เท่าที่มีบารมี เท่าที่เห็นควร อย่างอาตมาสามารถทำได้เท่าที่มีบารมีจึงสามารถทำกรรมกิริยาออกมาเท่านี้เท่านี้ อุปจยะคือจิตมันจะเกิด คุณก็สามารถควบคุมการเกิดนี้ได้ การเกิดจิตมีปัจจัยจะเกิดคือ อุปจยะ อุปะคือใกล้ จยคือ ปัจจัย ควบคุมการเกิดได้ จะให้เกิดมากเกิดน้อยเท่าไหร่ก็ตามบารมี ควบคุมยังไม่ได้ก็มีตัวกิเลสมีตัว สสังขาริกังก็ว่าไปแต่ผู้ไม่มีตัวเหตุนำพาให้เป็นแล้ว อสังขาริกังแล้ว ผู้นี้ก็จะมีสติสัมปชัญญะปัญญากำหนด เราจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิด สันตติ การต่อ จะต่อหรือไม่ต่อ จะให้เกิดมันก็ต่อ ไม่ให้เกิดก็ไม่ต่อ พระอรหันต์ก็อยู่กับความเกิดหรือไม่เกิดเท่านี้ ให้เกิดก็เกิดอย่างถูกคุมได้ไม่ให้เสียไม่ให้เสริม ให้มีแต่ดี ถ้าไม่ต่อก็ไม่มีสันตติก็ไม่เกิด เพราะอยู่ในภาวะที่ยังไม่ตาย ยังมีเหตุปัจจัยอยู่ อุปจยะ ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ต้องควบคุมการเกิดต่อไป ต่อไปแล้วก็จะเป็นสภาพ ชรตา กับอนิจจตา ชรตา คือ เกิดแล้วไม่มีอะไรไปเสริมต่อแล้วมันก็ต้องเสื่อม แต่ถ้ามีพลังงานอะไรไปเสริมบ้างก็ต้องไปต่อ ถ้าเป็น บวก หรือ เป็นสัมประสิทธิ์ระดับคูณก็จะก้าวหน้า การก้าวหน้าต้องมีสัมประสิทธิ์ในภาวะที่ต้องเสริมในระดับคูณ จึงมีการก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเอาแต่บวกๆๆช้า บางทีวิบากมาไล่ทันตายไปก่อนไม่ได้ทำอะไรทัน ในคณิตศาสตร์อธิบายสัมประสิทธิ์แค่ตัวคูณ แปลว่าสภาวะธรรมะอธิบายละเอียดกว่าคณิตศาสตร์ จะต้องมีพลังงานนั้นในระดับไม่ใช่แค่บวก คูณ เพราะฉะนั้นสูตรที่อาตมาเพิ่มเติมขึ้นจาก E=mc 2 จึงมีถึงขั้น + A. เป็น E=mc 2 + A. ถ้า A เป็น บวกไปเรื่อยๆก็ต้องเป็นคูณ แล้วก็คูณไปถึงยกกำลังก็ต้องเอามาเป็น C ออกมา เป็น E=C(mc 2 + A) สูตรของอาตมาจึงเป็น E=C(mc 2 + A) สูตรนี้ ก็จะมีนักวิทยาศาสตร์เอาไปใช้แม้แต่ในด้านพลังงานวัตถุ เป็นสูตรที่ก้าวหน้าทางสัมประสิทธิ์ยิ่งกว่าไอน์สไตน์ พลังงานปรมาณูต่างๆที่เอาของไอน์สไตน์มาใช้ก็มีอยู่ทุกวันนี้ แต่สูตรของอาตมานี้ทับทวียิ่งกว่าไอน์สไตน์แล้วไม่มีลิมิตง่ายๆ E=C(mc 2 + A) สูตรนี้ไม่มีลิมิตง่ายๆจะไปได้อีกมาก นักวิทยาศาสตร์เขาใช้แค่นี้ก็เหลือกินแล้วแค่ E=mc 2 จริงๆ เขาไม่ทำวัตถุ เอาจิตวิญญาณให้เจริญขึ้นแก่ชาวโลก เอาไปใช้เป็นพลังงานปรมาณูเพื่อสันติอย่างแท้จริง แต่ถ้านายคิมจองอึนหรือนายโดนัลด์ทรัมป์ออกไปก็จะบรรลัยจักรยิ่งกว่าไอน์สไตน์อีก จบ621007_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 74