สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน แยกกายแยกจิตให้เป็นอุตุธาตุได้อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน แยกกายแยกจิตให้เป็นอุตุธาตุได้อย่างไร พ่อครูว่า…นิยาม 5 หรือธรรมนิยาม 5
ธรรมชาติของวัตถุเรียกว่าอุตุนิยาม ธรรมชาติของพืชเรียกว่า พีชนิยาม ธรรมชาติของจิตก็คือจิตนิยาม
อุตุนิยาม คือเรื่องของพลังงานของวัตถุ แล้วพลังงานของวัตถุนี้มันควบคุมตัวมันเองไม่ได้ นอกจากตัวมันเอง มีลักษณะหรือประสิทธิภาพของธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า แม่เหล็กก็ดึงดูด ผลักกัน ตามที่มันมีประสิทธิภาพของแต่ละธาตุ แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมองค์ประกอบ พัดไปมา ดันไปดันมา กลิ้งไปมา เคลื่อนไหวไปมาจนกลายเป็นลูกโลกทั้งโลก ก้อนเบ้อเร่อวิ่งอยู่ไหนมาหาจักรวาลซึ่งมันน่าอัศจรรย์มันมีมากมายแต่ไม่ชนกัน มันมีเซ็นเซอร์ในตัวเอง มีแต่อุกาบาตที่เหมือนเด็กแว้น ไม่รู้เรื่องไปเที่ยวชนเขา ส่วนโลกแต่ละลูกเขามีเซ็นเซอร์นะ มันใกล้กันก็จะออกจากกัน ไม่อย่างนั้นระเบิดตูมตาม เรื่องของสมมติสัจจะก็เป็นจริงของมันเราศึกษาเอามาใช้ได้ ระดับต่อมามันมีพลังงานความเป็นชีวะ จับตัวกันรวมตัวกันเป็นกลุ่มของธาตุ มันก็สังเคราะห์สังขารกันเป็นชีวะ ทางฟิสิกส์วิทยาศาสตร์เค้าก็ศึกษาแยกออก มีชีววิทยา แต่เขาก็จะไม่รู้ละเอียดลออเท่าของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ารู้ไปถึงจิตนิยาม ชีวะของพืชต่างกันอย่างไรกับชีวะของสัตว์ ชีวะในระดับของพืชแตกต่างจากวัตถุอย่างไร อุตุนิยามอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านก็ให้แยกจิต แยกจิตก็คือแยกกาย หากไปพูดข้างนอกเขาจะงง แยกกายจะไปแยกจิตได้อย่างไร ความรู้ของชาวพุทธทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไป เข้าใจว่าจิตนี้ไม่ใช่กาย เพี้ยนไปเลยว่ากายคือวัตถุ-ดินน้ำไฟลมอย่างเดียวไม่มีจิตไปร่วมคือกาย นี่คือเจ๊งเลย สุญโญเลย คนที่เข้าใจว่ากายคือวัตถุอย่างเดียว ไปไม่รอด ไม่เข้าใจศาสนาพุทธ
ในพจนานุกรม กาย
อ่านต่อ
คือ กอง ฝูง หมู่ มีความประชุมกันอยู่ของ เวทนา สัญญา สังขาร กายคือหมวดแห่งเจตสิก คือ เวทนา สัญญา สังขาร กายก็คือจิต อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ กายก็คือจิต มโน วิญญาณ ดีนะมีในพระไตรปิฎกว่าไว้ หากเข้าใจกายคือวัตถุคือร่างอย่างเดียวก็ผิดมากเลย แต่เข้าใจกายเป็นแค่จิตก็ยังผิด แต่ดีกว่าเข้าใจกายว่าคือวัตถุ พระพุทธเจ้าให้แยกกายแยกจิตออกจากกัน ตามมูลกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง พระภิกษุในสมัยนี้ไม่สามารถแยกได้แล้ว ตรงไหนเป็นกายตรงไหนเป็นจิต แต่เขาไปแยกกายแยกจิต ตอนนั่งสมาธิ ให้แยกจิตออกไปเห็นว่าตัวเองกำลังนั่งสมาธิ เขาว่านี่คือคนเก่งที่สามารถแยกกายแยกจิตได้..ไชโย! เขามีกันจริงๆในวงการ มีพระมาถามว่า ที่นี่สอนแยกกายแยกจิตอย่างไร มีคนตอบว่า...ที่นี่ไม่ได้สอนให้แยกกายแยกจิตอย่างนั้น แต่สอนให้ถอดเกือกก่อน อะไรที่จะลดละได้ให้ลดละก่อน
กายกรรม เขาแปลว่า สิ่งที่พึงกระทำทางกาย แปลว่าการออกกำลังทางกาย Exercise กายกรรมเปียงยาง ไปโน่นเลย กายกัมมัญญตา แปลว่า ความคล่องแห่งกาย ถ้าเข้าใจว่าเป็นความปราดเปรียวแคล่วคล่อง เขาเข้าใจว่ากายคือร่างภายนอกอย่างเดียว การแปลอีกอันว่า...ความควรแก่การงานแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร อันนี้แปลมาเข้าท่าหน่อย คือเกิดความสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวกับจิตแล้วเกิดปฏิกิริยาก็เกิดการทำงานเอาอะไรที่ควรแก่การทำงาน แต่หากเข้าใจเพียงแค่ความคล่องแคล่วของร่างกายนี้ เป็นนักวิ่งนั้นดิ้นกระโดด ก็ไม่ได้จัดการกับจิตเจตสิกก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรม กายกลิ คือกิเลส สิ่งเป็นโทษเป็นภัย เป็นความชั่วช้าไม่ดีที่อยู่ในกาย เมื่อหมายกายนี้เอาที่จิต สู่แดนธรรมว่า เขาก็มองว่าเป็นขี้ไคล แผลเน่าเปื่อย พ่อครูว่า...แล้วมันจะได้ปฏิบัติธรรมไหมนี่ ยกตัวอย่างไปอย่างนี้
กายกสาวะ คือ ความหมักหมมแห่งร่างกาย ก็ยังไม่เข้าหาอาสวะ น่าสงสาร กายคติ คือการดำเนินไปของรูป นาม หรือแปลว่าสิ่งที่เป็นไปในกาย สิ่งที่อยู่ในกาย กายคุต คือผู้คุ้มครองรักษาร่างกายได้แล้วกายสงบ แต่กายรูปนามสงบคือกิเลสสงบกิเลสไม่มี กิเลสหายไปจากจิต เพราะไม่มีตัวกวน จิตยิ่งแคล่งคล่องว่องไว สงบของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้เป็นกายมุทุตา ไม่ได้หมายความว่ากายคือร่างสงบนิ่งเฉยแข็งไม่กระดุ๊กกระดิ๊กมันก็เลยไปจัดการกับสิ่งไม่เป็นสาระมากมาย นอกจากคุณไปทำกายทุจริต พระพุทธเจ้าก็สอนต่อไป แต่นี่ไม่เข้าใจปรมัตถ์กัน คำว่ากายนี้เกี่ยวข้องกับจิตเยอะเลย ในพจนานุกรมบันทึกเรื่อง กาย ไว้มากเลย ชีวิตตอนลืมตาปกติกับตอนนอนหลับอันไหนทุกข์กว่ากัน ก็ตอนลืมตา แต่นี่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติมันไม่เป็นลำดับ คุณไม่ได้มรรคผลอะไรเลย ในข้างในจิตมันเหมือนกับเข็ม ข้างนอกนี้เหมือนภูเขา ไม้ซุง แม่น้ำ แต่คุณจะเอาเข็มไปพัฒนาตอนหลับตาปฏิบัติ ตอนลืมตาแล้วเอาเข็มมางัดภูเขาไม้ซุงแม่น้ำให้ตายก็ไม่สำเร็จ อย่างถูกต้องเป็นลำดับหน้าอัศจรรย์คือการปฏิบัติภายนอกก่อน ตา หู จมูก ลิ้น กาย 5 ทวาร สัมผัสแล้วเกิดกิเลส อ่านกิเลสจากเวทนาในเวทนา นี่คือกรรมฐานของศาสนาพุทธ มันมีอวิชชาก็จะเกิดกิเลสเราแยกรูปแยกนามว่าอันนี้คือจิตที่ถูกรู้รับสัมผัสไปตามจริงตามความเป็นจริง แล้วก็มีเจตสิกอีกที่มีกิเลส หากมันมีกิเลสปรุงแต่งชอบไม่ชอบ งามไม่งาม ก็ต้องทุกข์สุขกับมัน เราควรรับรู้ความจริงตามความเป็นจริง ตอนนี้เขาไม่ได้แยกกายแยกจิตไม่ได้เรียนอย่างนี้เลย นั่งหลับตาปิดทวารทั้ง 5 ไปเอาแต่ในสัญญา บอกว่านั่งเป็นฌานสมาธิ แต่ก็ไปหลับตาสะกดจิตเข้าไป จิตนิ่งเขาก็บอกว่านั่นแหละคือจิตเป็นสมาธิ เขาอธิบายนะ ฌานก่อนแล้วเป็นสมาธิ บางพวกสับสน สมาธิก่อนแล้วเกิดฌาน จิตเป็นฌาน 1 2 3 4 แล้วจิตนิ่งไม่คิดเลย เขาว่าเป็นสมาธิ อาตมาก็ว่าไม่ถูก สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ต้องเป็นความแคล่งคล่องของเวทนา สัญญา สังขาร เพราะไม่มีตัวถ่วงคือกิเลส เป็นกายกัมมัญตาทำงานอะไรก็ดีไปหมด ไม่มีอะไรถ่วงไว้ แต่เขาว่ากายสงบคือนั่งนิ่งๆ คือสมาธิ ขอบอกเลยว่า พวกคุณไม่ได้รู้จักสมาธิเลยของศาสนาพุทธ สมาธิมันจะเกิดได้ต้องเกิดจากการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วจิตใจคุณจะสะอาดปราศจากกิเลส เมื่อจิตใจสะอาดปราศจากกิเลสจิตใจก็จะสะสมตกผลึก เป็นจิตที่สะอาด ตกผลึกอัปปนา พยัปปนา เจตโนอภินิโรปนา คนที่ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่สำเร็จจ้างให้ก็ไม่ได้บรรลุธรรมของศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ปฏิบัติแบบปฏิบัติสมาธิ ไม่ได้มีสมาธิเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 คุณปฏิบัติเกี่ยวสัมผัสกับสัตว์ก็เกิดกิเลสตัณหาอะไรกับสัตว์ เราก็แยกกายแยกจิตแยกกิเลสตัณหามาได้แล้วก็ทำด้วยวิปัสสนาเห็นไตรลักษณ์ จริงๆแล้วเอ็งไม่ได้มีตัวตน ธาตุปัญญามันจะฉลาดอย่างนี้ พอเห็นกิเลสเราก็บอกว่าไอ้โง่ ในสัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา ไม่เกิดในการนั่งหลับตาสมาธิ อย่างเราเห็นไก่ก็จะเอามาลงหม้อแกงก็ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดจิตไม่ดี เห็นคนแล้วไม่ชอบใจก็จะไปตบเขา ก็ไม่ได้ดูจิตใจที่ไม่ดี มีกิเลส สัมผัสกับสัตว์ต่างๆก็ไม่เท่าไหร่ แต่คนนี่แหละตัวดีสัมผัสแล้วกิเลสรักโลภโกรธหลงเกิดเยอะแยะไปหมด ให้เป็นรู้จริงนี่แหละคือโจทย์แล้วก็ล้างกิเลสพวกนี้ มันไม่มีตัวตนหรอกมันก่อเหตุแห่งความทุกข์ความสุขอยู่อย่างนั้น ถ้าคุณจะดูอาการของกิเลสตัวนี้แล้วก็บอกว่าเอ็งอย่ามาเสนอหน้าเอ็งไม่ใช่ตัวจริงเองเป็นอนัตตา ถ้าหากธาตุปัญญาของคนแรงมาก กิเลสมันก็หายไปหมด พ่อครูจิบน้ำ… สมณะฟ้าไท พ่อครูว่า.. จรณะ 15 แยกกายแยกจิต เมื่อเราปฏิบัติตามศีลของพระพุทธเจ้าเราเกี่ยวข้องกับสัตว์โดยเฉพาะคนนี้แหละเป็นสัตว์ตัวดีแล้วเราก็จะเกิดเวทนาต่างๆ รัก โลภ โกรธ หลงตลอดเวลา ถ้าศึกษาให้ดีๆ เราก็พิจารณาเอาอาการของกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง มันเกิดเมื่อสัมผัส แล้วก็ต้องสร้างปัญญาในการปฏิบัติให้เกิดพลังงานปัญญามีประสิทธิภาพ เมื่อกิเลสเกิดเจอหน้าปัญญานี้มันไม่รอดเลย นั่นคือมีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นพลังสามารถระงับสามารถพลังงานปัญญามันสามารถมันเหมือนคนมีฤทธิ์ เหมือนอย่างนักเลงเจอคนกระจอก หรืออย่างสัตว์เล็กเจอสัตว์ใหญ่ มันก็วิ่งหนีเลย ปัญญามันจะกำจัดกิเลสมันไม่ไว้หน้าเลย ฆ่าให้ตายเลย ปัญญาคือปุญญะ ปุญญะนี้ไม่ไว้หน้ากิเลส เจอหน้ากิเลสก็ปหาน ปัญญากับปุญญไปด้วยกันมาด้วยกัน ถ้าเผื่อว่ามาถึงขั้นปุญญะเมื่อไหร่กิเลสตาย ก่อนจะมาเป็น ปุญญะนี้คือฌาน เป็นพลังงานฌาน คือ พลังงานที่สร้างขึ้นมาและมีประสิทธิภาพไฟฌาน ฌานแปลว่าไฟ ยังโชคดีที่พจนานุกรมยังมีติดไว้บ้าง เกือบหายไปแล้วจากพจนานุกรม ซึ่งทั่วไปเขาแปลฌานว่าเป็นการเพ่ง เช่น การเพ่งจนใจเป็นสมาธิ แปลว่าเพลิง แปลว่าไฟ แสดงว่าสมาธินี้คือไฟ แต่นี่เขาแปลเป็นโลกียะไปหมด ทั้งที่โลกุตระ ฌานคือไฟ ไปอธิบายว่า เพ่งคือเพ่งพิจารณาก็พิจารณาจนจิตเกิดไฟสมาธิ เกิดฌานเกิดปัญญา ล้างกิเลสได้ด้วยปัญญาด้วยความรู้เผา เป็นไฟเผาราคะโทสะโมหะ มันต้องมีประสิทธิภาพสูงกว่าจึงจะสลายได้ เมื่อสามารถสลายได้ ฌานกับบุญก็คืออันเดียวกัน จะว่าเพ่งก็ไม่ได้เพ่งแบบสมถะ จนจิตเแข็งทื่อนิ่ง แต่มันก็น่าจะชัดเจน อย่างนั้นไม่ใช่ทิศทางไม่ใช่องค์ประกอบ ที่ผู้ปฏิบัติแล้วเกิดสภาวะอย่างที่อาตมาอธิบาย ไปสลายไปฆ่ากิเลส เราจะรู้ว่าปัญญามันมีประสิทธิภาพขนาดนี้มีฤทธิ์เดชสลายกิเลส เราก็จะเห็นว่า ปัญญาหรือบุญนี้ หรือฌาน ต้องมีปัญญา แล้วมันถึงจะทำลายพลังงานของกิเลสนี้ได้ ทำลายด้วยพลังงานปัญญาความจริงรู้ว่าเอ็งอย่ามาเสนอหน้ามาแสลน พลังงานจิตเรารู้ทันมีประสิทธิภาพให้พวกนี้ไม่เสนอหน้า แม้มันจะมีอยู่เต็มโลก มันอยู่กับเรามันไม่กล้ามาตอแยมาใกล้รัศมีเลย พระอรหันต์คือผู้ไกลจากกิเลส หรือกิเลสไกลจากผู้เป็นพระอรหันต์ แต่ไม่ได้หนี กิเลสมีอยู่เต็มโลก แต่อรหันต์คือผู้ไกลจากกิเลส กิเลสไกลจากผู้ที่เป็นอรหันต์ เหมือนอย่างเก้งกวางนี่ไกลจากเสือ เมื่อมันได้กลิ่นเสือสิงห์มา มันก็ไม่กล้าเข้าใกล้ กิเลสมันกลัวจึงไกลจากอรหันต์
อาตมาเอาพระไตรปิฎก เรื่อง ไกลจากวิเวก ผู้ไกลจากวิเวก..คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2 ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย [30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย. พ่อครูว่า…ปฏิบัติเรียนรู้ลดกิเลส กามคุณ 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จนมันทำอะไรกันไม่ได้ก็เหลือแต่กิเลสภายในเป็นรูปภพ อรูปภพ แล้วก็ลดละไปอีกกิเลสแม้มีแต่ภายในก็ต้องลดละ สมมุติว่าคนที่เป็นช่างเพชรช่างทอง แต่ไม่รู้การโกลนหินมาก่อน แต่จะไปทำเจียระไนเพชรขั้นตอนสุดท้าย ใครเขาจะให้คุณทำ ยังไม่ดูรายละเอียดตั้งแต่โอฬาริกอัตตา จะไปเรียนรู้มโนมยอัตตา อรูปอัตตาได้อย่างไร? อาตมาพูดเขาก็ว่าไม่เหมือนกับที่ครูบาอาจารย์เขาสอน แล้วอาตมาบอกว่าอาตมาไม่มีครูบาอาจารย์อีก เขาก็บอกว่าเป็นพระพุทธเจ้ารึ เราก็บอกว่าไม่ใช่ เราเป็นโพธิสัตว์ เขาก็บอกว่าโพธิสัตว์อะไร คือสัตว์ใต้ต้นโพธิ์หรือ อาตมาก็บอกว่าตัวเองเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 พูดความจริงให้ฟัง เขาหาว่าอวดอีก แต่เขาไปติดกับคนที่หลอกลวง ไม่ตื่นเสียที
กระทำให้จิตมีสภาพเป็นอุตุ เป็นพีชะได้อย่างไร? หากไม่ทราบสภาวะ จิตที่เป็นอุตุ มันไม่มีความรู้สึกไม่มีเวทนา ไม่เป็นชีวะด้วย เป็นดินน้ำไฟลม ถ้าเราสามารถทำจิตให้เป็นดินน้ำไฟลม ให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตายแบบอุตุแล้วได้เลยนี่คืออรหันต์ นี่คือการบอกเคล็ดลับ ไม่รักกันจริงไม่บอกนะ นี่แหละคือพระอรหันต์ ถ้าคุณทำจิตให้เป็น พีชะ อุตุไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์จะปรินิพพานเป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้วเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้วผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต. ยกตัวอย่างเล็บส่วนไหนเป็นจิต ส่วนไหนเป็น พีชะส่วนไหนเป็นอุตุนิยาม ทำจิตให้เป็นอาการพีชะได้โดยจิตไม่มีทุกข์ไม่มีสุขได้ นี่คือพีชะ แล้วมันก็ยังอยู่ในจิตเรา แต่ไม่สุขไม่ทุกข์นี้ไม่เสียเวลา คนเราเสียเวลาอยู่กับความสุขความทุกข์ทั้งนั้นแหละ เดี๋ยวนอนดีกว่าเป็นสุขเดี๋ยวนั่งสมาธินิ่งๆก็เป็นสุข คุณก็ต้องเสียเวลากับมันเท่านั้น ถ้าหากหมดความสุขความทุกข์แล้วก็ไม่เสียเวลา อาตมาไม่มีเสียเวลามีประโยชน์ทุกเมื่อ ไม่มีอะไรก็ทบทวนธรรมะเพื่อที่จะเอามาอธิบาย บางทีนอนอยู่อะไรดีขึ้นมาก็ลุกขึ้นมาเขียนไว้ สงบก็พักไป เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอยู่ก็อยู่กับธรรมะ ปรุงกับธรรมะ เพื่อที่จะเอามาเปิดเผย ยิ่งเห็นธรรมะพระพุทธเจ้าลึกซึ้งขึ้นทุกวัน อาตมายังไม่หมดที่จะรู้ความลึกซึ้งธรรมะพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึงชัดเจน อาตมาเป็นพระอรหันต์เป็นพระโพธิสัตว์มาก็เข้าใจทำจิตของเราให้เป็นอุตุได้ แม้พีชะก็ไม่มีได้ นั่นแหละจึงจะสามารถปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ถ้าคุณไม่เข้าใจก็จะไม่รู้ว่าสอนไปทำไมอุตุ พีชะ จิต ถ้าคุณสงสัยว่าไปสอนทำไมก็ไม่ได้อยู่ในสายศาสนาพุทธ ไปนั่งหลับตาสงบสะกดจิตก็จะบรรลุอรหันต์อย่างมหาบัว ตอนพระพุทธเจ้า จะปรินิพพานก็ อยู่กับอรูปฌานแล้วมาอยูที่รูปฌาน ตายที่ฌาน 4 แต่คุณเป็นใครใหญ่ขนาดไหน ก็ไม่รู้เรื่อง _มีคนถาม การแยกกายแยกจิตจะต่างกัยการแยกเวทนา 2 หรือแยกเทวะ อเทวะ หรือเปล่า พ่อครูว่า..คุณแยกกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมได้คุณแยกสองแยกเทวะทั้งนั้นเลย เทวะ แปลว่า 2 ศาสนาเทวนิยมไม่ได้เรียนรู้เทวะ แล้วสอนอีกว่าจิตมีหนึ่งเดียวคือพระเจ้า แล้วพระเจ้าอยู่ไหนไม่รู้มีแต่พระบุตรเอาคำสอนพระเจ้ามาเผยแพร่ จริงๆแล้วคือคำสอนของพระบุตรเองแต่ไม่รู้โง่เอง ไม่กล้าพูดกว่าตัวเองรู้เอง แต่ไปเชื่อว่าของพระเจ้า ศาสดาเทวนิยมองค์ใดก็แล้วแต่ ก็มีความรู้เท่ากับศาสนาแต่ละองค์ ไม่ใช่ของพระเจ้าที่ไหนหรอก นี่เป็นการพูดสัจธรรมวิชาการไม่ได้เป็นการดูถูกดูแคลน ศาสดาของศาสนาคริสต์ก็ว่าไปศาสนาอิสลามก็ว่าไปศาสนาบาไฮก็ว่าไปตามศาสดาแต่ละองค์ก็เท่าที่มีความรู้ของตัวเองทั้งนั้นแหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่าท่านรู้ความรู้นี้ ท่านเป็นเจ้าของความรู้นี้ธรรมะสามี ไม่ใช่ความรู้อยู่ที่ไหนไม่รู้เป็นพระเจ้าเป็นเจ้าของ ไม่ใช่แต่เป็นของท่านเอง จะว่าอวดดีก็ใช่ไม่ได้เอาของใครมา แต่รู้สูงสุดรู้จนกระทั่งเทวะเป็นอย่างไรรู้จนสามารถสลายเทวะได้ เทวะที่ใหญ่ที่สุดนิรันดรคือพระเจ้าสามารถสลายพระเจ้าทิ้งเลย หมดสวรรค์หมดนรกเลย เห็นไหมว่าจิตวิญญาณของศาสนาพุทธเก่งกว่าพระเจ้าเพราะสามารถสลายตัวเองได้พระเจ้าก็ไม่สามารถมายุ่งได้ สวรรค์นรกไม่ไปกับคุณหรอกอย่ามาสั่ง ศาสนาพุทธตัวอย่างนี้แหละทำอย่างนี้ได้จึงมีปรินิพพาน ศาสนาเทวนิยมจึงไม่มีปรินิพพาน ก็ชัดๆอย่างนี้ แต่ใครจะอยู่นิรันดรก็ว่าไปอยู่กับพระเจ้า ศาสนาเทวนิยมส่วนใหญ่ตายจากชาตินี้ไม่รู้อะไรก็ไปเกิดกับพระเจ้า เพราะไม่ได้ศึกษากรรมวิบาก ศาสนาทุกวันนี้จึงไม่รู้จักกรรมวิบาก ศาสนาฮินดู ก็ศึกษากรรมแต่ว่าแบบเทวนิยม มีพระเจ้าไม่รู้จักกี่องค์และก็บอกว่าข้านี่แหละใหญ่ มีพระพรหมพระนารายณ์พระอิศวรพระศิวะอะไรไม่รู้ใครใหญ่กว่ากัน ก็เลยเอาว่าใหญ่ทั้ง 3 ก็แล้วกันเป็นตรีมูรติแยกหน้าที่ไม่ให้ทะเลาะกัน
สู่แดนธรรม ...กิเลสเป็นชีวิตินทรีย์ น่าจะเป็นสัตว์ แต่กิเลสระดับพีชะมีไหมครับ… สมณะฟ้าไท เราต้องฟังแล้วฟังอีกด้วยปัญญาอันยิ่ง ต้องฟังสัตบุรุษจนเป็นตัวเราเองได้ พ่อครูว่า...ถ้าเผื่อว่าใครก็ตามอ่านอาการของจิต ความรู้สึกที่ไม่มีความรู้สึก อย่างเช่นอุตุมันไม่มีความรู้สึก เป็นพลังงานที่ไม่มีความรู้สึก คุณจะทำจิตของคุณอย่างไรให้เป็นธาตุ ดินน้ำไฟลมที่มี มีความรู้สึกนี้ได้ คุณจึงจะเป็นอรหันต์ ถ้าคุณแยกตอนเป็นๆนี้ ก็ทำให้เป็นปัจจุบัน คุณแยกไม่ได้ แล้วตายคุณจะไปแยกได้อย่างไร ต้องแยก จิตคุณ เห็นอาการลิงคะว่าจิตคุณเป็นอุตุ หรือเป็นพีชะ หากเราสัมผัสแล้วจิตไม่รับรู้ หรือรับรู้แล้วขอให้มีความสุข ความสุขก็ต้องแยกความแตกต่าง ถ้ารับรู้แล้วมันก็ไม่เกิดความประพฤติเลย เหมือนเล็บตัดออกไปเป็นดินน้ำไฟลม แต่คุณทำจิตของคุณให้เป็นอุตุอย่างนั้นได้ไหม ถ้าทำได้แล้วก็ไม่เกี่ยว เพราะในโลกนี้มีลาภยศสรรเสริญโลกียสุข คุณสัมผัสมันก็เหมือนเราตัดส่วนเล็บนี้ทิ้งไป แล้วเราก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ส่วนเล็บนี้เป็นดินน้ำไฟลม แล้วมันมีธาตุอะไรประกอบ ผมมันมีธาตุอะไรประกอบบ้าง หนังน่าจะประกอบด้วยโปรตีนเยอะ ฟันก็คงมีแคลเซี่ยมเยอะ มันก็คงแตกต่างกันไป แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สอนให้เป็นรู้รายละเอียดพวกนี้หรอก เข้าใจได้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรแต่ที่สำคัญคือความสุขความทุกข์ เพราะความสุขความทุกข์เป็นตัวกำหนดจิต ให้คุณไปวุ่นวายกับอะไรเขา ไปวุ่นวายกับดินน้ำไฟลมมันก็ไม่จองเวรจองกรรม ทำให้สุจริตก็แล้วกันอย่าไปทุจริตกับดินน้ำไฟลม แต่กับพืชพรรณธัญญาหาร คุณก็จะต้องเกี่ยวข้องเป็นอาหาร ดินน้ำไฟลมก็มีส่วนเป็นอาหารน้อย แต่พืชนี้เป็นอาหาร เป็นอาหารสัตว์อาหารคน กินพืช ศาสนาพุทธอีกว่าสัตว์ไม่ใช่อาหารของคน ดินน้ำไฟลมก็ไม่ใช่อาหารทั้งหมดมีส่วนบางส่วนที่มาเป็นอาหาร แต่อาหารหลักๆนั่นคือพืช คุณดูความจริงตามความเป็นจริง ชีวิตคุณก็อยู่กับที่นำไปลงเกี่ยวกับพืชเกี่ยวกับสัตว์ ก็ไม่ไปเบียดเบียนสัตว์ ดินน้ำไฟลมที่อาศัยก็อาศัยไป อาศัยพืชเป็นอาหารหลักไปเลี้ยงขันธ์ คุณก็รู้ความจริงคุณก็ทำถูกต้องตามสิ่งที่ควรตามหน้าที่ตามความเหมาะสมทุกอย่าง คุณก็ไม่ทะเลาะไม่ไปเปลี่ยนเปลี่ยนไม่ไปวุ่นวายอะไร กับคนก็เป็นคนปลอดภัย เป็นพระอรหันต์อย่างที่อาตมาพูดอาตมาเป็นคนอย่างนั้นอาตมาก็ปลอดภัย กับสัตว์ก็ปลอดภัยกับคนก็ปลอดภัย เป็นแต่เพียงคนมีความถือดี อาตมาพูดถึงความไม่ดีก็ถูกเขา แต่ว่าเราด่าเพื่อให้เขาเอาออก เราปรารถนาดีด่าให้รู้ตัวว่าอย่าไปเก็บไว้มันเลวเอาออก สิ่งที่ดีไม่ต้องพูดมากไม่ต้องเอาออก แต่สิ่งที่ไม่ดีจะเอาไว้ทำไมมันเป็นสิ่งไม่ดีเราช่วยคุณนะ จะว่าเสือกก็เสือก มันมีประโยชน์นะ ขอ Tiger G ไม่ต้องมาเผือก ก็ได้ ทุกวันนี้อุปัชฌาย์ไม่ได้สอนภิกษุให้แยกกายแยกจิตอย่างนี้เลย อย่างที่อาตมาแยกให้ฟัง จะรู้ไหมและบวชไปทำไม บวชเอาเงินหรือ?
มาเข้าสู่เรื่องกายเรื่องจิตนี้อีก ถ้าคุณไม่สามารถแยกกายแยกจิตออกได้จริงๆ กายแล้วก็มีรูปนาม ธาตุปัญญาธาตุรู้สามารถสัมผัสว่าอันนี้แหละคือดินน้ำไฟลม มันมีลักษณะอาการจริงที่คุณทำเวทนาในเวทนา ให้เป็นเวทนาที่ไม่มีเวทนาหมายความว่าเป็น อทุกขมสุข ไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ กลางๆ นิวตรอน ก็จบ จบอยู่ตรงนี้ ศาสนาพุทธจบอยู่ตรงที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แกนอุเบกขา จึงเป็นแกนที่ยิ่งใหญ่ ต้องเรียนรู้เวทนา 108 ปุถุชน ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบกับอะไรแล้วก็เกิดความสุขความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ได้ในทวาร 6 จะเกิด 18 อย่างนี้ ในปุถุชนเป็นธรรมดาอย่างนี้เป็นเคหสิเวทนา อาริยชนมาเรียนรู้ ออกจากเคหสิตเวทนาอย่างปุถุชน เอากิเลสออกทำลายกิเลส คือเนกขัมมะ จนหมดกิเลสเป็นอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วทำความไม่สุขไม่ทุกข์นี่แหละอาศัยอุตุก็ได้ เป็นพีชะก็ไม่ทุกข์ไม่สุข เรารู้อาการของจิต อย่าว่าแต่อุตุเลย ถ้าคุณทำจิตให้เป็นอุตุไม่ได้ปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ได้ ตายแล้วแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมไม่ได้ ตั้งแต่ตอนเป็นๆ แยกจิตให้เป็นอุตุไม่ได้ แล้วจะปรินิพพานเป็นปริโยสานได้อย่างไร เป็นพีชะ ก็ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ทำไมอาตมารู้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์อาศัย พีชะตลอดเวลา ทำจิตขอให้มีความสุขความทุกข์ได้จริงๆ คุณทำได้ก็เอาจิตอย่างที่อาตมาพูดมาพูด _สู่แดนธรรม...ที่ผมถามไปว่ากิเลสเป็นพืชหรือไม่ ผมได้คำตอบว่า..คนมีนิพพานแบบมิจฉานิพพพานคือไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนกัน แต่ไม่เหมือน พ่อครูว่า..กดข่มไว้ ทำให้จิตวิญญาณไม่สุขไม่ทุกข์ แต่ไม่มีผัสสะ ถึงไม่มีนิพพานของพุทธ คุณจะบอกว่าไม่ทุกข์ไม่สุข แต่เป็นการกดข่ม จะกดข่มเก่งอย่างไรก็ไม่ได้เรียนรู้จากผัสสะ ที่เกี่ยวข้องกับโลกเปิดๆ แต่ถ้าคุณศึกษาจากภายนอกแล้วหมดสุขหมดทุกข์จากภายนอกและเหลือภายในก็ทำให้ไม่สุขไม่ทุกข์ได้อีก จึงจะเป็นพระอรหันต์เป็นลำดับ หยาบ กลาง ละเอียดได้ชัด ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตาได้ หากตั้งแต่ภายนอกกามคุณก็ยังพ้นความทุกข์ความสุขไม่ได้ ต้องพ้นความทุกข์ความสุขจากภูเขาแม่น้ำ ดินน้ำไฟลม แล้วคุณก็จะเป็นทุกข์อยู่ในถ้ำ ที่อาตมาสมมุติว่าเป็นเข็ม แล้วก็ลืมตาบอกว่าเอาเข็มออกมาสู้กับดินน้ำไฟลมภูเขา ก็เป็นสุดยอดจอมยุทธ์เลยนะ ซึ่งมันไม่มีมันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นเรื่องเพ้อพก การเรียนรู้แยกกายแยกจิตนี้จะต้องชัดเจน ด้วยความรู้แล้วทำได้อย่างแท้จริง ถ้าไม่เข้าใจอย่างแท้จริง คุณจะทำได้หรือ ไม่ได้ ต้องเข้าใจอย่างแท้จริงจนคุณทำได้ ทำจิตของเราให้เป็นอุตุ จะรู้ได้อย่างไร ในโลกที่ยังวนเวียนไปเกี่ยวข้องอยู่ ไปเกี่ยวข้องกับอบายมุข ไม่เกี่ยวข้องกับการขี้โกงเป็นนักการเมืองขี้โกง เราก็รู้ว่ามันขี้โกง ไม่โกงโดยตรงก็โดยอ้อมด้วยได้เหลี่ยมด้วยการเล่นลิ้น ก็คือการไปแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ผู้มีภูมิปัญญามีความเฉลียวฉลาดพอรู้แล้วเราอยากไปทำงานชั่วอย่างนี้ เมื่อคุณศรัทธาพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ในสัทธรรม 7 ศึกษาสัทธรรม มีหิริโอตัปปะ หากว่าเราไปแอบแฝงอยู่กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุข คุณจะมีจิตสูงขึ้น เรายังไม่ดีเราจะอาย หิริ แต่ถ้าคุณนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีสัทธรรม 7 ลืมตาคุณมาคุณก็เป็นคนตาบอดตาใส จะยุ่งกับพวกเรื่องละอายน่ากลัวเหล่านี้ไม่รู้เรื่องหรอก คุณไม่มีความศรัทธาในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ไม่มีหิริโอตัปปะ ไม่มี อัตตาหิโอตัปปะพหูสูต คุณไม่ได้อะไรจากศาสนาเลย แต่หากจิตของคุณรู้สิ่งเหล่านี้แล้วทำกิเลสออกจึงเรียกว่าฌานเผากิเลส เป็นจรณะ 15 เกี่ยวกับศีลข้อที่ 1 คนเกี่ยวกับสัตว์ คุณจะไปทำร้ายมันจะไปฆ่าแกงมันก็ไม่รู้เรื่องเลยเพราะว่า อปัณกธรรม 3 คุณไม่เคยปฏิบัติ สำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตาคุณจะเกี่ยวข้องกับมันแล้วเอามาบริโภคอุปโภคเกี่ยวกับสัตว์คุณละอายหรือไม่ คุณมีความขี้โลภหรือไม่ แล้วคุณสร้างเองสร้างให้คนอื่นอาศัยได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ จะโกงเอามาหมดก็ไม่รู้เรื่องอะไร อย่าไปพูดถึงฌาน ฌานของพระพุทธเจ้าเกิดจากศีลเกิดจากการปฏิบัติ อปัณกธรรม 3 เกิดสัทธรรม 7 ปฏิบัติอย่างหลับตามันทำให้เกิดความเย็น ไม่เกิดไฟในการเผากิเลสเลย ไม่เป็นฌาน แต่ฌานคือไฟเผากิเลส เขาไม่รู้จักกิเลส รู้จักแต่การดับ แต่การทำฌานคือเผากิเลส ทำให้เกิดวิราคานุปัสสี เผากิเลสจนดับ เห็นนิโรธานุปัสสี อาตมาทำได้เห็นสิ่งใดเอามาพูด มันหมดแล้วจึงประกาศได้ว่าอาตมาเป็นอรหันต์ อยากเป็นอรหันต์อย่างอาตมาบ้างไหม พวกเราอยากแต่พวกนั้นเขาไม่เอา เขาจะไปนั่งหลับตาแล้วเป็นอรหันต์ พวกนั้นจึงน่าสงสาร อรหันต์ไม่มีหรอกอย่างนั้น ต้องมาทำอย่างนี้คือรู้จักกิเลสลดกิเลสเพิ่ม หมดกิเลสจริงเป็นพระอรหันต์ _สู่แดนธรรมว่า..พวกเขาจำนนทุกอย่างอย่างที่พ่อครูสอนแต่เขาไม่เอา จะทำอย่างที่อาจารย์เขาทำแบบเดิม พ่อครูว่า..เขาจึงเป็นพวกที่ไกลจากวิเวก และจมไปด้วยกิเลส ไม่ใช่เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สมณะฟ้าไทสรุปจบ...เขาอรหันต์แช่แข็งพวกเราอรหันต์ไฟแลบ621006_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แยกกายแยกจิตให้เป็นอุตุธาตุได้อย่างไร