พุทธานุสสติ หมายถึงอะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข24 พฤษภาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

พุทธานุสสติ หมายถึงอะไร พ่อครูว่า...มีคำถาม..(ไม่บอกชื่ออีกแล้ว) _ท่านครับขออนุญาตถามประเด็นธรรมนะครับ_พุทธานุสสติ_หมายถึงอะไรครับ พ่อครูว่า... ตามพยัญชนะก็บอกชัดๆว่า เป็นการระลึกถึงพระพุทธ พระพุทธ เราก็หมายถึงพระพุทธเจ้า ถ้าหมายถึงพระพุทธเจ้าในรูปธรรม ก็เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ถ้าหมายถึงคุณธรรม นี่ล่ะยิ่งใหญ่ ระลึกถึงคุณธรรม เรียกเต็มๆว่าพุทธคุณของ พระพุทธเจ้า พุทธคุณแท้ๆที่ท่านสรุปยอดไว้ก็คือวิชชาและจรณะ เป็นผู้ที่เข้าถึงหรือบรรลุวิชชาและจรณะ เป็นผู้ที่เป็นเจ้าของวิชชาจรณะ จรณะคือ การประพฤติ วิชชาคือความรู้ ที่เป็นความรู้โลกุตรธรรม โลกุตรธรรมมีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นผู้ตรัสรู้ หรือเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของศาสดาใดๆเลยในโลก ถ้าของพระพุทธเจ้าก็คือ วิชชาจรณะสัมปันโน แต่ถ้าเป็นของศาสดาอื่นๆมากมายก่ายกองที่เป็นเจ้าของศาสนาเทวนิยม ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอเทวนิยม อเทวนิยมหมายความว่า รู้จักเทวฺ ความเป็นเทวฺ ถ้วนรอบหมด และได้ทรงพิสูจน์แล้วว่า เทวฺ ซึ่งแปลว่า 2 หรือเทวฺหมายถึงจิตวิญญาณตั้งแต่น้อยจนถึงยิ่งใหญ่ที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดถึงขั้น ทางศาสนาเทวนิยมเขาไม่รู้จัก ว่า เจ้าของความรู้นั้น อยู่ที่ไหน เจ้าของความรู้ลึกลับก็ถือว่าเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในความเป็นเจ้าของความรู้ ที่เรียกกันว่า God หรือ พระเจ้า พระศาสดาแต่ละพระองค์ไม่ได้ศึกษาสัจธรรมมาอย่างรู้ตน รู้ตัว รู้รูปรู้นาม รู้อะไรที่สัมผัสชัดเจนในความเป็นจิตวิญญาณ ในความเป็นมนุษย์ชาติ ในความเป็นความรู้จริงๆไม่ได้รู้ถ้วนรอบ เพราะเขาไม่ได้ศึกษาอย่างรู้ถ้วนรอบอย่างศาสนาพุทธ เขาก็เลยดูลึกลับ ทีนี้ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วไม่ลึกลับ พิสูจน์ได้ จนกระทั่งที่สุดทำให้จิตวิญญาณหรือ เทวฺหรือพระเจ้า หรือเรียกไวยพจน์

อ่านต่อ

อีกอันว่า คำว่า อัตตา สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ มีทั้งรูปและนามในสิ่งเหล่านี้ เป็นสภาวะ 2 เสมอ เพราะเป็นชีวะ เป็นจิตนิยาม เพราะว่า เป็นของไม่เที่ยง ตั้งอยู่แล้วสุดท้ายก็สลายไป ความว่าสลายไปสูญ พระพุทธเจ้าท่านพิสูจน์ความสลายไป จนรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ว่าสลายถึงที่สุด เป็นดินน้ำไฟลมแยกธาตุจิตนิยาม หรือธาตุพระเจ้า ธาตุอัตตา แยกจากลักษณะ หรือเรียนจากลักษณะ 2 แยกเทวฺเป็น 2 ในทุกๆ 2 สารพัดประดามีทั้งหมด รู้แจ้งหมดในความเป็นเทวฺหรือความเป็น 2 ทุกสิ่งทุกอย่าง และ 2 นี้ที่ประชุมกันอยู่ ไม่ได้หมายความว่าประชุมกันอยู่นิรันดร แต่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป หมุนเวียน ในสามัญของไตรลักษณ์ก็หมุนเวียนกันไปในศาสนาเทวนิยม ไม่รู้จักความหมุนเวียน ไม่รู้จักไตรลักษณ์ ไม่ได้เรียนเลย พระเจ้าเอง เป็นเจ้าของความรู้ และเป็นสิ่งลึกลับ พระศาสดามีความรู้ และไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้ว่าความรู้นี้ เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ จนได้เป็นพระศาสดา มีคนมายอมรับนับถือในความจริงอันนี้ ก็เพราะไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้รู้ตัวเอง ไม่ได้เรียนรู้ที่ไปที่มาของความรู้เป็นไปมาอย่างไร แต่สุดท้ายรู้เหมือนกันว่า ความรู้ที่เรารู้นี้ของพระศาสดาแต่ละองค์ ความรู้ที่เรารู้นี่มันยิ่งใหญ่สุดยอด ไม่มีที่สุดเลย ไม่มีที่ไหนเทียบเท่าแล้ว ก็สงสัยว่า เอ๊ะ! อันตัวเรานี้ จะสามารถรู้ความรู้นี้หรือ มันไม่น่าจะเป็นของเรา มันเป็นความรู้ของใครน้อ! ก็ไม่กล้าที่จะบอกว่า เป็นความรู้ของตน ก็เลยเหมาว่า เป็นความรู้ของผู้ที่ให้เรามา ก็ถือว่าเป็นพระบิดา แล้วเราได้มาก็ถือว่าเป็นผู้ที่เป็นพระบุตร เป็นผู้ถ่ายทอดจากของพระบิดา ก็เข้าใจกัน เชื่อกันอย่างนั้น แล้วก็เอามาเผยแพร่ เอามาประกาศให้คนอื่นปฏิบัติตาม ก็เป็นศาสนา จริงๆ ศาสนาเทวนิยมก็เป็นศาสนาที่รักดี ชังชั่ว ไม่ประพฤติชั่วประพฤติแต่ดี ดีจริงๆเท่าที่ศาสดาสามารถจะรู้ และพระศาสดาแต่ละองค์จะสามารถรู้ตามแนวทางของแต่ละพระองค์ จึงมีแนวคิดต่างกัน มีศาสดาหลายองค์มากมาย ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ตั้งศาสนาไม่ได้ แต่เขาประกาศไปว่าใหญ่ อะไรต่างๆนานาสารพัด ก็จึงมีเยอะ นึกว่านิยมศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ แต่มีฤทธิ์มีอำนาจ มีความรู้ความฉลาดต่างๆนานา ทีนี้ส่วนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตรัสรู้ความดีความชั่วที่เขาเรียนรู้ ท่านก็รู้ ไม่ใช่รู้อย่างตรรกะ คะเนคำนวณเอา แต่รู้อย่างที่มีความรู้ความเป็นอย่างนั้นได้ด้วย ดีอย่างไรเป็นได้อย่างนั้น แล้วรู้ความเป็นได้ด้วยว่า มาจากเหตุอะไรทั้งหมด จนสุดท้าย ความรู้ว่าจิตวิญญาณ หรือพระเจ้า ก็คือสังขารธรรม ธรรมะที่ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นสภาพ รูปและนาม จับตัวกันเข้า ปรุงแต่งกันเข้า เรียกว่า สังขาร แล้วก็มาเรียกอีกคำว่า วิญญาณ ตั้งเป็นคำว่า วิญญาณ แล้ววิญญาณที่ยิ่งใหญ่ด้วยความเป็นพระวิญญาณยิ่งใหญ่ แต่ละองค์ๆของพระเจ้า ของที่พระศาสดายกไว้ แต่ไขความไม่ได้ พระพุทธเจ้ามาไขความได้ โดยรู้จักสังขารที่ปรุงแต่งกันตั้งแต่ 2 สภาพ เทวะ มากกว่า 2 ขึ้นไปอีกเยอะแยะ ปรุงแต่งกัน ปรุงแต่ง 2 ขึ้นไปจนนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น 2 สภาพที่ว่านั้นคือ สภาพ 2 ของสิ่งที่ปรุงแต่งกันขึ้นตั้งแต่รูปธรรมวัตถุ จนถึงนามธรรม พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ตั้งแต่วัตถุจนถึงชีวะ ในระดับที่ยังเป็นนามธรรมไม่เต็ม เรียกว่าพืช พีชนิยาม จนเป็นนามธรรมเต็มคือ จิตนิยาม ก็จึงรู้ว่ามี 3 สิ่งเท่านั้นคือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม จิตนิยามนี่แหละ เป็นใหญ่ที่สุด เป็นประธานที่สุดในการที่จะมีสังขาร ปรุงแต่ง แล้วเกิดเป็นวิญญาณ แล้วพระพุทธเจ้าตรัสรู้จนกระทั่งถึงที่สุดว่า อ้อ! แม้เป็นจิตวิญญาณแล้วก็มีกรรม ทรงไว้เป็นธรรมะ ทุกอย่างก็เลยมีตัวจิตนิยามกับกรรม 2 อย่าง จิตนิยามเป็นธาตุแสดง ทีนี้ กรรม เป็นการแสดงการกระทำของจิตนิยาม แต่ละหน่วยๆแต่ละของบุคคล ทีนี้ภาวะที่เป็น กรรมหรือการกระทำของแต่ละคนก็เป็นของแต่ละคนเรียกว่า กัมมัสกตา กรรมเป็นของของตน แล้วกรรมนี่แหละตกทอด ตัวเองก็จะต้องทำกรรมใด ก็มีวิบากแล้วก็เป็นของตน ตนต้องรับวิบากที่ตนทำ ต้องรับกรรมที่ตนทำ แล้วจะเกิดจะตายจะเป็นอยู่ เรียกว่า กัมมโยนิ จึงเกิดกรรมเป็นของตน ตนเองจึงเป็นทายาทของกรรมตนเอง กรรมก่อนตนเองทำแล้วเป็นมรดกตกทอด ตนก็ต้องมารับมรดกตกทอดของตัวเอง แบ่งใครก็ไม่ได้ด้วย มรดกของตน แบ่งให้ลูกทางสรีระ ก็ไม่ได้ เป็นของตน ของลูกก็ของเขา อาศัยร่างเราเกิดเท่านั้น อาศัยธาตุ DNA ธาตุเชื้อ ของเราเกิดเท่านั้นส่วนจิตวิญญาณเป็นของเขา จิตวิญญาณของใคร ก็พาตัวเองเป็นไปเรียกว่า กัมมโยนิ แล้วตกไปเป็นตระกูลของตนเอง ไปเป็นเผ่าพันธุ์ของตัวเองอีก สุดท้ายก็จบด้วย พาตัวเอง เป็นไปแล้วก็ตัวเองอาศัย เพราะฉะนั้นในขณะที่อาศัยอยู่ ยังไม่จบ มันเหมือนกับอยู่ในสงคราม อยู่ในสมรภูมิรบเรียกว่า กัมมปฏิสรโณ สรณะ แปลว่า ประกอบไปด้วยสงคราม ก็มีสงครามเป็นที่อยู่ที่อาศัยที่พึ่ง สงครามก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ตรัสรู้จริงๆเลย ก็ได้แต่ชั่วแต่บาป ก่อแต่ศัตรู ก่อแต่สิ่งที่ทำร้ายเรา มันก็มีสงคราม ไม่จบสงครามก็มีอยู่ยืดเยื้อตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น กรรมท่านไปจบด้วย กัมมปฏิสรโณ กรรมเป็นที่พึ่งอาศัยและสรณะ คือปกติในสงครามคุณก็ได้พึ่งสงคราม จึงพึ่งความทุกข์ไปตลอดกาลนานตลอดนิรันดร ถ้าเผื่อว่าไม่มาเรียนรู้ความจริงของพระพุทธเจ้า ที่สอน ให้หมดสงครามเป็นอรณะ ไม่ใช่สรณะ และไม่ใช่แค่มรณะ แค่ตายแล้วก็ต้องเกิดอีก เป็น อรณะไม่เกิดอีกเลย ไม่มีสงครามอีก อรณะก็เป็นอมตบุคคล เป็นคนที่จะรู้แล้วว่าจะเกิดหรือตายจะแยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลม ตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ สิ่งที่ขยายความมานี้ คร่าวๆนี้ สั้นๆสังเขป คือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ตรัสรู้ความรู้ความจริงอันนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ตรัสรู้อันนี้แล้วแม้แต่เบื้องต้นใบไม้กำมือเดียวคือรู้จักอัตตาของตัวเอง รู้ว่ามันมีอะไรพาให้เกิด ก็อุปาทานหรือตัณหาของเราเกิด ดับอุปาทาน ดับตัณหาเสีย ก็ดับได้หมด ไม่พาเกิด เมื่อผู้ที่เป็นอรหันต์รู้จักเหตุและดับเหตุได้ ไม่พาเกิดได้ ตายแล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็จบเป็นดินน้ำไฟลมไป แต่มีผู้ที่ไม่ยอมจบเรียกว่า โพธิสัตว์ศึกษาต่อไปอีก อยากจะรู้ว่า เรานะ รู้แล้วล่ะ ไม่เกิดไม่ตายเป็นอมตะเป็นอย่างนี้ แต่คนอื่นๆล่ะ เขาไม่เกิดไม่ตายเหมือนอย่างเราได้ไหม ก็ตามศึกษา ก็จะเห็นความจริง โอ้…ไอ้ที่ไม่เกิดไม่ตายอย่างเราทำได้ยาก นอกนั้นไม่รู้ความไม่เกิดไม่ตาย ทำไม่เป็น เพราะฉะนั้นจึงเกิดๆๆๆ ทำตายให้ตนเองไม่ได้ แต่มันต้องตาย ในรูปขันธ์ในสรีระที่บอกว่า คนไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ต้องตายแต่ตายไม่สลายจิตนิยาม ไม่บรรลุอนัตตาธรรม เป็นอัตตาวนเวียน จนกระทั่งสุดท้าย รู้สุดรู้มากมายอย่างที่เป็นศาสดา แล้วไปจบที่ศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งที่มีความรู้เป็นนิรันดร คิดว่า อัตตามันสลายไม่ได้หรอก ต้องเป็นนิรันดร เพราะฉะนั้น ศาสดาเทวนิยมจึงตายไปแล้วอยู่กับพระเจ้าเท่านั้นเอง แล้วเขาก็ไม่รู้ว่ามีอะไรต่อ ส่วนพระพุทธเจ้าเรารู้ว่าอย่างนั้นมันอยู่อย่างนั้นก็ได้ อยู่อย่างตายแล้วก็ไม่ต่อ แต่ที่จริงนั้น ต่อ ต้องเกิดอีกตามวิบากกรรม พาเกิดพาเป็นหมุนเวียน ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปอย่างนี้ แล้วก็จะได้ดีหรือตกยาก เพราะกรรมของตนที่ทำดีก็ดี ทำชั่วก็ทุกข์ยากลำบาก ทำดีก็สบายบ้าง ก็ได้แต่สบายบ้างเป็นสุขๆทุกข์ๆ พระพุทธเจ้ามารู้ถึงเหตุที่ทำให้ตายเกิดเกิดทุกข์ๆสุขๆ เพราะความไม่รู้จักความจริงของจิตนิยาม พระพุทธเจ้าจึงสามารถทำจิตนิยามให้เป็น พีชนิยาม อุตุนิยามได้ จึงสามารถแยกสลายเป็นอุตุนิยามได้จริง สูงสุดเป็นพระพุทธเจ้า รู้จักความเป็นเทว ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสดาทุกองค์อย่างที่ทุกองค์เป็น ได้รู้จบรู้จริงแท้ จะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าสุดท้ายท่านรู้และเป็นมาหมดแล้ว เป็นจนรู้แล้วว่าจริงๆอยู่ไปก็เป็นอย่างนี้ วนเวียนอยู่อย่างนี้นิรันดร เพราะฉะนั้นก็ต้องเบื่อหน่าย ท่านก็เรียนรู้ความเบื่อหน่าย จนกระทั่งไปหน่ายในการหลงปรุงแต่ง ที่เป็นโลกไม่ดี จนเป็นโลกที่ดีสุดท้ายก็สูงสุดเป็นพระเจ้า เสร็จแล้วก็ต้องเวียนตายเวียนเกิดแล้วก็ตกต่ำ ตกทุกข์ได้ดีๆ ตกทุกข์ได้ยาก อยู่อย่างนี้ เมื่อท่านรู้ว่าท่านทำให้เป็นสูญได้ ที่เขาต้องไปหมุนเวียนสุขทุกข์ ได้รับลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เสียลาภยศสรรเสริญโลกียสุข พระพุทธเจ้าก็ทรงเบื่อหน่าย เป็นมานานนับชาติไม่ถ้วนไม่รู้กี่ล้านชาติเท่านี้ ก็เลยสุดท้ายก็พอแล้ว แล้วท่านก็รู้จักวิธีที่จะแยกธาตุให้เป็นดินน้ำไฟลมได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกองค์มีสมัยเดียว สร้างศาสนาพุทธขึ้นมาในโลก สมัยเดียวไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนอยู่เป็นสมัย 2 เพราะว่ามันเหมือนกันหมด ทำอยู่ก็ทำอย่างนี้แหละ จะเป็นพระพุทธเจ้าเอง สูงสุดแล้วก็ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ ถ้าจะอยู่ต่ออีกก็ไม่เที่ยงแล้วจะอยู่ไปทำไม เราตายเสียให้เที่ยง ตายแล้วก็แยกดินน้ำลมไฟ เราก็หายไป พระเจ้าของเราก็หายไป อัตตาของเรา จิตวิญญาณปรมาตมันของเรา ก็สลายเป็นดินน้ำไฟลมหายไปเลย นี่คือที่สุดแห่งที่สุด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้อันนี้ อนุสสติ เรามาระลึกก็ระลึก เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่เราจะถ่ายทอดออกมาได้ แม้แต่ใช้คำว่า พระเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเหมือนกับพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ ก็คือเราเป็นได้เหมือน จะสูงส่งเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็เชิญ ไม่สูงส่งเป็นพระอรหันต์แล้วสลายตัวเองได้หรือเป็นโพธิสัตว์แต่ละระดับ แล้วจะสลายเมื่อไหร่ก็ได้นิพพานเป็นปริโยสาน เป็นพระโพธิสัตว์กี่ชั้น ระดับ 5 6 7 8 จนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้า สามารถที่จะรีไทร์ตัวเองได้ตลอดทาง แล้วคนก็รีไทร์กลางทางเยอะ จะอดทนไปจนถึงเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งนั้น สุดน่าเบื่อ แต่ก็มีคนพากเพียรจะเป็นอย่างเช่นอาตมา ยังไม่ได้คิดจะวางยังไม่ได้คิดจะเลิก จนพากเพียรมาถึงขั้นที่ 7 ก็เข้าข่ายที่จะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างเที่ยงแท้ นิยตะ จนกว่าจะไปเป็นขั้นที่ 8 อีกยาวนาน สุดท้ายถึงขั้นที่ 9 เป็นพระพุทธเจ้า ก็ยังมุ่งมั่นอยู่ตอนนี้ ยังรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐเป็นสิ่งที่มีค่าเป็นสิ่งที่น่าจะรู้ ได้เกิดมาแล้วก็บำเพ็ญโพธิสัตว์มากกว่า รู้โพธิสัตว์ระดับ 5 มา 1 2 3 4 ยังไม่รู้อะไรเท่าไหร่ รู้จบแล้วอรหันต์ ขั้นที่ 4 ก็รู้แล้ว ก็ต่อระดับที่ 5-6 จนกระทั่งถึง 7 แล้วก็จะมี 8 ก็คิดว่าโอ้โห! ไหนๆก็พากเพียรแล้วก็จะพยายามจะให้รู้สิ่งนี้แล้ว ก็ยังไม่คิดที่จะเลิกสลายตัวเอง รีไทร์ตัวเองกลางคันก็ไม่คิด จะมาก็อยู่ไปแล้วก็มีวิบาก อาตมาก็รับมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ผู้ที่เข้าใจและเชื่อที่อาตมาพูดมาและเห็นจริงเห็นดีเห็นงาม ปฏิบัติประพฤติเป็นโพธิสัตว์ตามที่อาตมาพาทำก็มีเยอะ แล้วเป็นสายปัญญา สายที่เป็นปัญญานี้เข้าใจแล้วก็บรรเทาทุกข์ได้ สายเจโตหมดทุกข์ได้ยากซึ่งก็จะอดทน ก็ขอจบอนุสสติ จากคุณที่ไม่บอกชื่อมา 650523 พุทธานุสสติ และอัมพัฏฐสูตร รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 39

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน