สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความปรุงแต่งของโลกและอัตตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.93 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความปรุงแต่งของโลกและอัตตา จริงๆ แล้วสรุป เรื่องความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้โลก กับอัตตา โลก คือสิ่งที่ปรุงแต่งทั้งหมดทั้งมวล ภายนอก ตั้งแต่ ห่างจากตัวเราไปนิดเดียว จนห่างไปทั้งประเทศ ทั้งหลายๆประเทศ ทั้งโลกทั้งลูก ปรุงแต่งอยู่ทั้งนั้น ถ้าไม่มีสัตว์โลก ที่มีจิตวิญญาณ มันก็ยังจะปรุงแต่งกันไป จนปรุงแต่งเป็นสัตว์ สัตว์มันก็อยู่กันตามธรรมชาติมีอัตโนมัติในชีวิตของมัน รวมถึงพืชก็มีอัตโนมัติของพืช เมื่อมาเป็นคนก็มีอัตโนมัติของคน ที่ปรุงเป็นจิตนิยาม สารพัดที่จะคิดได้ คิดดีก็ดีไป แต่มันคิดร้าย ร้ายจนกระทั่งตอนนี้ โดนัล ทรัมป์ก็สั่งยิงโทมาฮอร์ค 59 ลูกแล้ว นานๆแล้วที่ประเทศใหญ่ๆจะได้ทำอะไรอย่างนี้ ยิ่งโทมาฮอร์ค 59 ลูก ลูกละหลายบาทนะ เวลายิงไปฉิบหายวายป่วงไม่ใช่เล่นนะ แล้วมันจะยิงทำไม ทำลาย มีคนตาย ข้าวของพัง นี่ละจิตนิยาม ฆ่าแกงทำร้ายทำลายกัน เป็นทุกข์ที่เห็นชัดเจน แม้แต่ความรู้สึกทุกข์ในความไม่พอใจ ไม่สมใจ ไม่สมที่อยากได้ ไม่สมที่เราต้องการ เป็นต้น มันก็หลากหลายนิยามพิสดารมากมาย คิดแปลกๆวิตถารไปอีกมาก แล้วก็ก่อทุกข์ให้แก่โลก ทุกข์ที่มันมีด้วยทุกข์ขันธ์ สัตว์เดรัจฉานมีจิตวิญญาณ มันก็มีการรังแกเบียดเบียนกันเล็กๆน้อยๆ ไม่หาเรื่องอะไรกันมากมาย แต่เป็นคนนี่หาเรื่องกัน ข้ามทวีป ข้ามโลก นี่มันยังคิดเลยว่า จะมีสงครามในอวกาศ star war ระหว่างดาวลูกต่างๆ มันยังไม่เกิดเลย แต่ก็คิดฝันสร้างขึ้นมา จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ มนุษย์ต่างดาวมีรูปร่างสารพัดที่คิดขึ้นมา สรุปแล้วก็บ้าความคิด พระพุทธเจ้าก็มาสอนว่าบ้าอย่างนั้นผิด ให้เลิกบ้าแบบนั้น มันไม่คิดดี ไม่คิดอยู่ในกรอบ ท่านก็เลยตั้งกฏหลักเกณฑ์ขึ้นมาว่า อย่าไปคิดฆ่าสัตว์ อย่าไปคิด ละเมิดไม่เอาของใครที่ไม่ใช่ของ

อ่านต่อ

เรา อย่าไปคิดเรื่องกิเลสกามให้มากมาย จนละเมิด มันน่าจะมีวัฒนธรรม น่าจะมีคู่ก็คู่เดียวไม่ใช่สัตว์ที่สำส่อน เป็นคนก็อย่าพูดปด เป็นคนก็อย่าโง่นักไปเสพติดสิ่งที่พาเดือดร้อน ชีวิตไม่น่าจะต้องโง่ขนาดนั้น น่าจะมีปัญญารู้ว่า ไปเสพ ไปมัวเมาเสียเวลาทุนรอนแรงงานทำไม จะต้องมีภูมิปัญญารู้ว่าจะต้องเลิกมา เป็นขั้นตอน จนกระทั่งแบ่งเป็น ข้างนอก โอฬาริกอัตตา อัตตาหยาบใหญ่ภายนอก เป็นสุขด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แย่งชิง ลาภ ยศ สรรเสริญ แย่งชิงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างๆ ให้เลิกไปเถอะ มาขยันหมั่นเพียร มีลาภธัมมิกา สิ่งนั้นสิ่งนี้มีอยู่มีกินมีใช้ แทนที่จะเอาแรงงานไปวุ่นฟุ้งเฟ้อ ไปเต้นกระด๊อกกระแด๊ก แล้วก็ มีคนเอาเงินไป ให้กลายเป็นอาชีพอีก แต่ก่อนไม่มีใครจ้างหรอก เดี๋ยวนี้หลงติด เต้นกระด๊อกกระแด๊ก หาวิธีหลอกล่อให้พิสดารแปลกออกไปได้เงินได้ทอง แม้ร่ำรวย แล้วคนก็โง่หลงเอาเงินไปจ้าง พวกนักร้องดังๆ ต่างประเทศ จะต้องหาอะไรพิสดาร ท่าทางพิสดาร มีการแสดงออกพิสดารแปลกๆใหม่ๆ คนก็นิยมเอร็ดอร่อยปรุงแต่งจนร่ำรวย หลอกกันไปแย่งชิงลูกกลมๆในสนาม แย่งชิงกันอยู่นั่นแหละในสนามจนกระทั่งเด็กสงสาร เด็กก็ถือลูกบอลอีกลูกหนึ่งเข้าไป แล้วเอาไปยื่นให้ เห็นคนทั้ง 22 คนแย่งกันอยู่ในสนาม ก็เลยถือลูกบอลอีกลูกหนึ่งเดินเข้าไปในสนามไปยื่นให้ บอกว่าสงสารคน 22 คนแย่งกัน ก็เลยเอาอีกลูกไปให้ เขาแย่งชิง หลงกัน ไม่เอาเรี่ยวแรงเวลาทุนรอนมาสร้างสิ่งที่จำเป็นในชีวิต ถ้าจะร้องเพลงก็ร้อง อาตมาก็ยังแต่ง คือได้คิดว่า แต่ก่อนแต่งเพลงมอมเมา เกิดกิเลสแก่คน ก็เลยมาแต่งเพลงที่ทำให้คนลดกิเลส คนชั้นต่างๆก็คิดต่างกันไป คนชั้นต่ำก็คิดได้ต่ำ คนชั้นสูงก็คิดได้สูง มาถึงวันนี้แล้ว สังคมโลกจะเกิดมานานเท่าไรไม่รู้ แต่ว่าคนกลุ่มหนึ่งที่แสวงหาสิ่งที่ควรจะต้องได้ในชีวิต ตีกรอบมาที่คนไทย นับถือศาสนาพุทธ ตีกรอบมาถึงแม้คนอีกกลุ่มหนึ่ง ชาวอโศก ก็พยายามเผยแพร่ เอาธรรมะที่คนควรได้ควรมีที่พระบรมศาสดาของชาวพุทธได้ตรัสรู้ประกาศเอาไว้ให้รู้ให้ติดตาม เอาความรู้นั้นมาให้มนุษย์ได้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วตามลำดับ ตามบารมีของแต่ละคนที่จะรับไปได้ เมื่อได้แล้วก็ทำให้โลกนี้ดีขึ้น มันจะดีอย่างไร เป็นคนสูงสุดได้เป็นคนประเสริฐได้ รู้จักดับเหตุที่ไม่ประเสริฐที่เป็นสัตว์นรก ที่เป็นแบบสัตว์ชั้นต่ำ กิเลสจัดจ้าน จนกระทั่งกิเลสทุจริตต่างๆ กิเลสจัดจ้านไม่ใช่กิเลสทุจริต แต่เป็นอบายเหมือนกัน แต่กิเลสจัดจ้าน มีโทสะ แรง จัดจ้าน ก็เหมือนกัน อบายเหมือนกันกับทุจริต คนไม่เข้าใจอบาย ไปเร่งเร้า กามกันหนักหนาสาหัส นั่นคือโลกอบาย เขาพยายามยั่วยวนมีท่าทางที่ซับซ้อนอย่างนี้ sexy ขั้นสูงกลางต่ำ ทำให้แย่งชิงแข่งขันเอาชนะ จนต้องทุจริตโกง รุนแรง ทางกาม ก็จะแรงอีกอย่าง แรงอย่างจัดจ้าน ในจิตของมนุษย์ที่เรียกว่ากิเลสกาม กิเลสโทสะมูล ก็มีสองขั้วใหญ่ๆ เป็นเหตุร้ายของทุกวันนี้ คนเราไม่รู้จักเรื่องของกามเรื่องอัตตา พระพุทธเจ้าตรัสรู้กิเลส 2 อย่างใหญ่ๆ คือกามกับอัตตา หรือกิเลสโลกกับอัตตา พระพุทธเจ้าท่านพยายามหาทางสอนให้คนรู้จัก แล้วก็เลิกที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ที่จะกลายเป็นสัตว์นรกในจิตวิญญาณ จนกระทั่งให้เลิกจิตวิญญาณต่ำๆได้ ก็สูงขึ้นมาเป็น อุบัติเทพไปตามลำดับ คนที่หลงก็เรียกว่ามีสมมุติเทพ เทพที่เสพความสุข ความทุกข์ ในจิตวิญญาณของคนทุกคนที่ไปหลง เสพความทุกข์ ที่จริงไม่มีใครอยากเสพความทุกข์ ใครก็อยากเสพแต่สุข ไม่มีใครอยากได้ทุกข์นรก ไม่ดีงาม เสื่อมเสีย หรืออยากได้แต่ไม่ได้ก็ทุกข์ หรือไม่อยากได้แต่ได้ก็ต้องทุกข์ คนไม่ต้องการนรก อยากได้แต่สวรรค์ สวรรค์กับนรกเป็นธรรมะสอง ธรรมะสองนั้น มันก็จะต้องมีคู่ ไม่มีแยก ถ้ามีธรรมะสองมีคู่ อันหนึ่งมันเก๊ อีกอันหนึ่งมันจริง ในฐานะที่คน มีผัสสะ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีความรู้สึก ก็จะต้องรู้สิ่งเดียว มันไม่มีรู้สองสิ่ง แต่รู้สองสิ่งคืออวิชชา ความรู้อันหนึ่งเป็นเวทนาเก๊ เวทนาสอง พระพุทธเจ้าสอนให้มีเวทนาเป็นกรรมฐานหลัก ถ้าเรียนรู้ธรรมะคือเวทนา 2 แล้วแยกแยะ ธรรมะสอง ทำเวทนาสองให้เป็นเวทนา 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 600410_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน5

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน