560720_รายการเทศน์ก่อนฉัน โดยพ่อครู ที่วังน้ำเขียว เรื่องศาสตร์อันยอดสุดคือพุทธศาสน์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข18 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560720_รายการเทศน์ก่อนฉัน โดยพ่อครู ที่วังน้ำเขียว เรื่อง ศาสตร์อันยอดสุดคือพุทธศาสน์

พ่อครูว่า …วันนี้ วันเสาร์ ที่ 20 กรกฏาคม 2556 จัดรายการที่ห้องกันเกราสันติฯ… คุณต้องเห็นกายทิพย์ของ อาตมา คือส่วนหนึ่งที่อยู่ในร่างของ อาตมา ซึ่งคำว่า กาย แปลว่า หมู่ หรือกอง หรือองค์ประชุม ส ิ่ งที่รวมกันอยู่ เรียกว่า กาโย มารวมกัน เรียกว่า สัมปยุตตัง พอรวมกันแล้วเรียกว่า สหคตัง คือร่วมกันไปด้วยกัน อ ๊ องล๊อง มีปฏิกิริยาร่วมกัน เช่น กายที่มี 3 อย่างนี้รวมกันคือ 1 . ญาณสัมปยุตตัง 2 . อุเบกขาสหัคตัง 3 . อสังขาริกัง กุศลจิตที่เป็นโสภณจิตคือญาณสัมปยุตตัง 3 อย่างนี้รวมกันเป็นบริบทอยู่ ญาณคือปัญญาหยั่งรู้ สัมปยุตตังคือมีญาณมาร่วม อะไรเกิดก็รู้ด้วยญาณปัญญาประกอบร่วมอยู่ และลักษณะของจิตเป็นอุเบกขา คือความวางเฉย ทั้งหมดที่พูดนี้เป็นลักษณะนามกาย สังขาริกะแปลว่ามีผู้ปรุง มีอยู่สองอย่างคือ 1 . คำว่าปรุงคือตัวเราเป็นผู้ปรุง และ 2 . อย่างอื่นมาร่วมปรุง ซึ่งเราจะเป็นตัวสำคัญของการปรุง เราจะปรุงเองหรือรับรู้ว่ามีสิ่งอื่นมาร่วมปรุง สังขาริกะแปลว่ามีผู้ชักชวน ส่วนอสังขาริกะคือไม่มีผู้ชักชวน เช่นผู้หญิงเป็นตัวชวน แต่เราจะปรุงร่วมด้วยไหม? ถ้าเราไม่ปรุงร่วมเขาก็ตบมือข้างเดียว เรามีอุเบกขาต่อสังขารที่เก่ง เรามีญาณรู้ว่าจิตเรามี สังขารุเปกขา ของวิปัสสนาญาณข้อที่ 8 จิตจะเร็วไว sensible มีคุณสมบัติสูงกว่า sensitive คือเก่งกว่า จิตที่มีญาณปัญญาและมีอุเบกขาสหัคตัง คือเก่งสะสมความสามารถเป็นวสี มีคุณสมบัติของฌาน 4 มีเอกัคคตา ตกผลึกสั่งสมเป็นคุณสมบัติแน่นเข้าเป็นอเนญชา เป็นสมาหิตัง เป็นนิจจัง ทุวัง สัสตัง อุเบกขาของผู้มีบารมีสูงแข็งแรงขึ้นเป็น สมาหิตะ เป็นตัวตั้งมั่นแข็งแรง เป็นกุศลเจตสิกตัวนี้ เมื่อกระทบสัมผ

อ่านต่อ

ัสกับสิ่งข้างนอก เราจะสังขารได้อย่างอปุญญาภิสังขาร ไม่ต้องล้างกิเลสแล้ว เราจะอนุโลมแค่ไหน ถ้าอนุโลมผิดก็เสียท่าได้ แต่ถ้าประมาณพอดีพอเหมาะได้สัดส่วนแห่ง sensible เราต้องฝึกประมาณอย่างสัตบุรุษ ก็เป็นผู้ปรุงเอง ส ิ่ งกระทบสัมผัสมายั่วยุเราจะให้กิเลสเราขึ้นเราก็เฉยต่อการยั่วยุ คือมีอุเบกขาแข็งแรง จะยั่วยวน ทำร้ายทำลายอย่างไร เราก็คงกระพัน อยู่ยงคงกระพัน มี คุณสมบัติของนิพพาน คือ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ตัวรู้ ญาณสัมปยุติ มีตั ว แกนเจโต คืออัปปนาพยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีอุเบกขาแข็งแรงและมีวิตักกะที่มีการกลั่นกรองเลือกเฟ้นเอามาทำงานทำประโยชน์ เมื่อตรองแล้วเอาแต่กุศลก็มาทำงาน อย่างประมาณจัดสรรเอง วจีสังขารก่อนเป็นกรรมวาจาหรือกัมมันตะ เป็นกรรมกิริยาของจิตสังขาร ก่อนออกมาเป็นวจีกรรมเป็นกัมมันตะเป็นอาชีวะต้องผ่านวจีสังขารก่อน คนจะควบคุมวจีสังขารได้ต้องรู้สังกัปปะ 7 หรือมีองค์ฌาน กิจของฌาน คือรู้กิเลสและทำลายกิเลสอย่างมีปัญญา เมื่อสั่งสมฌาณก็เกิดเป็นสมาธิตามลำดับ นามกาย ที่เป็นเจตสิกที่มีองค์รวมของ สามอย่างนี้ 1 . ญาณสัมปยุตตัง 2 .อุเบกขาสหัคตัง 3 . อสังขาริกัง ซึ่งอสังขาริกังนั้นยากกว่า เราจะเอามาสังขารได้ประโยชน์ก็ทำได้ ถ้ามันสังขารแล้วพาเสียก็มัดมือมัดเท้าเสีย อย่าให้มาร่วมสังขาร เราก็ควรคุมได้ นี่คือกาโย นามกาย ต่างจาก นามรูป ซึ่งรูปคือตัวที่ถูกรู้ เวทนา คืออาการอารมณ์ ถ้าเรามีญาณอ่านอารมณ์ออก เรารู้ว่าอาการอย่างนี้คือสุข อาการอย่างนี้คือทุกข์ ...หัดให้รู้เวทนาในเวทนา นี่คือสุข นี่คือทุกข์นี่คือเฉยๆ คือรู้อาการ และรู้ความต่างกันของอาการคือ ลิงค อาการมันต่างกัน มันเป็นอิตถีภาวะอย่างนี้นะ ซึ่งเป็น ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ - material qualities of sex)10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง – femininity) 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย – masculinity) ถ้าเรามีปุริสินทรีย์น้อยกว่าอิตถินทรีย์ก็เสร็จเลย การโกหกความจริงของธรรมะขั้นจิต เจตสิก รูป นิพพาน เช่นโกหกว่าไม่มีกิเลสนี่ราคาแพงมากนะ คือปาราชิกเลย ส่วนรัฐมนตรีเดี๋ยวนี้โกหกมากเลยทำให้เมืองไทยเสื่อมมาก เมืองไทยหน้าด้านแล้ว มีคนไม่ละอายต่อการทุจริต ไม่เปลี่ยนแปลงให้คนอื่นที่ดีกว่ามาทำ คนอื่นให้ออกกูก็ไม่ออกวะนี่คือหน้าด้าน อาตมา มาแสดงธรรมบนยอดเขาก็ต้องพยายามพูดในส ิ่ งที่สูงหน่อย ในเวลาที่สมควร คำว่ารูป,นาม,กาย 3 คำนี้ อาตมา เคยขยายความมาเรื่อยๆ คำว่ารูป 1 .เป็นมหาภูตรูป 2 . อุปาทายรูป เริ่มต้นจากดิน น้ำ ไฟ ลม ข้างนอกเป็นอุตุหรือพีชะก็ตาม ซึ่งจะเป็นจิตได้ต้องเอาที่นามธรรมเป็นหลัก อุตุและพีชะก็มีแค่ สัญญากับสังขาร ยังไม่ครบเจตสิก 3 จึงไม่เรียกว่ามีวิญญาณ อย่างอุตุบางอย่างมีพลังงานสูงแรงเกินเป็นอุณหธาตุที่รุนแรงมากอย่างดวงอาทิตย์มันก็ไม่มีชีวะเกิด จนกว่ามันจะเย็นลงจนมีธาตุ ที่สังเคราะห์กันเป็นชีวะได้ มันมีลักษณะของอาโปและวาโยแทรกเป็นตัวเชื่อมในปฐวีธาตุที่เป็นช่องว่าง แม้ที่สุดมีตัวเชื่อมในวาโย ก็ยังมีสิ่งเล็กกว่านั้นอีกคือ อากาสธาตุที่แทรกตัวในปฐวีธาตุอีก ในสังคมโลกเขาต้องการสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ซึ่งรวมของความเป็นมนุษย์กับความเป็นสังคมเข้าด้วยกัน ซึ่งเขาทำไม่ได้ในการรวม ใครก็ทำไม่ได้ให้คนทั้งโลกมาเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำได้แต่ให้คุณรู้ตัวเอง ว่าจะเอาอย่างนี้ คุณรู้เองทำเอง ว่าจะมาอยู่ร่วมกันอย่างนี้ ไม่บังคับใคร คุณมาอยู่ที่นี่เขามีหลักเกณฑ์ ถ้าคุณผิดหยาบมากเขาก็มีมติให้คุณออก ถ้าคุณไม่ยอมออก ก็อาศัยอำนาจของกฏหมายข้างนอก ซึ่งทั่วโลกเขามีกฏเกณฑ์ แม้เขาเป็นกลุ่มน้อยก็มีสิทธิ์ของกลุ่มน้อย เช่นกลุ่มนี้เขาไม่กินเนื้อสัตว์ เขาไม่ทำร้ายแม้สัตว์ ย ิ่ งถ้าคนเขาก็ไม่ทำร้ายแน่ คือเขาทำถูกแล้ว ต้องให้สิทธิ์เขา Minority right นี่คือกฏแห่งโลกเขาถือกัน ถ้าคุณจะกินเนื้อสัตว์ก็ต้องไปกินข้างนอก ถ้ากินข้างในนี้ถือว่าเบียดเบียนทำร้าย ผู้คุ้มกฏหมายต้องให้ความคุ้มครอง เช่นพวกนี้ไม่มีอบายมุข เขาไม่ได้ระรานใครไม่ได้แย่งชิง เขาออกมาจากอบายมุข เช่นคุณดังเพราะเต้นรำเก่ง เราก็ออกมาเลิกเต้นรำ คุณยังฟ้อนรำอยู่ พระพุทธเจ้าว่าเหมือนคนบ้า คนร้องเพลง พระพุทธเจ้าว่าก็เหมือนเด็กร้องไห้ จะถือสาไปทำไม? ตอนนี้ อาตมา ไม่ร้องเพลงแล้ว อาตมา เคยออกอัลบั้ม อัลบั้ม ปรุงแต่งให้คนเอาไปใช้ในทางโลกุตระ เอามาใช้ใน FMTV ได้บ้าง หรือมีเพลงที่พวกเราแต่งกันบ้างก็เอามาใช้ได้ ต้องมีน ้ำ กระษัยบ้างไม่อย่างนั้นกินไม่ลง ศิลปินก็เป็นคนจัดองค์ประกอบให้ได้พอเหมาะเพื่อเป็นสิ่งนำไปสู่จุดหมาย Interest point ถ้าทำได้ก็คือศิลปินที่มี การจัด Composition ที่โน้มให้มี Trend ไปสู่เป้าหมาย จุดหมายหรือ Interest point ได้ ซึ่งทำตามฐานะตามบารมี โลกทั้งโลกเข้าใจได้ว่า สูงสุดคือหมดตัวหมดตน สูงสุดคือไม่มีเป็นตัวเราของเรา จะยกให้เป็นเต้ยหรือเป็นใหญ่ได้ก็เพราะมหาชนหมู่ประชาชนยกให้ ว่าเป็นผู้บริหาร เป็นนายก (อ่าน นา_ยะ_กะ หรือ นา_ยก อย่าอ่านว่า นาย_ยก) ไม่เคยมีนาง_งก ในสารบบ ถ้าอ่านนาย_ยก คุณปูก็ไม่ได้เป็นนายกฯหรอก ทุกวันนี้คนแสวงหาจุดสูงสุดอันนี้ จักรพรรดิ์พระพุทธเจ้าก็เป็นมาแล้ว อาตมา ก็เคยเป็นผู้มีอำนาจมีทรัพย์เป็นกษัตริย์เป็นเศรษฐีใหญ่ของแคว้นก็เป็นมาแล้ว ซึ่งคนที่จะมาทำงานร่วมจะทำอย่างถวายหัวเพราะเชื่อว่าท่านเป็นผู้ทำงานเพื่อมวลชน ไม่สะสมกอบโกยเปลืองผลาญ เลี้ยงไว้อย่างถูกๆ แต่ท่านมีสาระทำประโยชน์ เรามีหน้าที่ทำให้ท่านก็ทำให้ท่าน ไม่ต้องให้ท่านไปแบกหามเก็บหรอก แล้วเราก็ไม่ต้องติดยึดว่าต้องเป็นผู้บริหารเป็นนายคน เขาก็จะยกให้เป็นเอง เป็นนาย ที่มีคำขยายคือ กะ (เป็นคำขยาย) สังคมจะศึกษา เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ อื่นๆก็เพื่อมาใช้กับสังคม พระพุทธเจ้าก็ศึกษาความเป็นมนุษย์กับสังคม อาตมา ก็ศึกษาอันนี้เพื่อให้ได้ทำงานได้ดี คนทุกคนในไทยนี่คนรู้จัก อาตมา ศึกษาว่าเป็นใคร มีบทบาทอย่างไรต่อสังคม ตั้งแต่หมู่เล็กและเอื้อมไปสู่สังคม ตั้งแต่ทำปัจจัย 4 ก็ทำพอกินพอใช้เลี้ยงตน แม้บางอย่างต้องซื้อต้องหา เช่น ไฟฟ้า หลอดไฟ เทคโนโลยี ก็ซื้อมาใช้เพื่อจำเป็น อุปกรณ์ที่เอามาใช้ก็มีแฝงอยู่ว่า เราทำเป็นผลผลิตไปแล้ว คุณเอาส ิ่ งแลกเปลี่ยนมาเกินควรไหม ? เช่น อาตมา ควรมีแรงงานวันละ 5,000 บาท (ซึ่งน้อยกว่าคนทางโลกที่มีค่าตัวในระดับสูงๆ) ในราชการคนเงินเดือนสูงสุดทุกวันนี้เท่าไหร? เอานายกฯ เป็นสูงสุดมีรายได้เดือนละแสนกว่า ได้วันละห้าพันบาท ซึ่ง อาตมา ว่าวันละห้าพันก็ได้ ถ้า อาตมา มีค่าแรงงานที่กระทำออกไปนี้ อาตมา ก็เป็น Activist ของสังคมคนหนึ่ง เพราะทำประโยชน์ให้ทั้งหมู่ตนและสังคมนอก ยกตัวอย่างเราทำสินค้าตัวหนึ่ง ราคาทุนมันคิดอย่างบริสุทธิ์รวม error แล้วก็ตาม มีราคาเท่ากับ 1,000 บาท คุณจะให้เขาไป ถ้าคุณคิดราคาขาย 1,000 บาท ผลงานคุณไม่มีค่าอะไรเลย เจ๊า แต่ถ้าคุณไปขายราคาเกิน 1,000 บาทนี่คือคุณไร้ค่า เป็นคนเอาเปรียบสังคม ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดเลว เพราะไปเอาขอ ง คนอื่น เป็น อทินนาทาน แม้เขาจะจำนนก็เป็นการใช้เล่ห์เอาเปรียบคนอื่น คนใดสามารถทำงานแล้วขายต ่ำ กว่าทุนได้นี่คือ คนบุญนิยม เช่นขาย 999 คุณก็ได้คุณค่า 1 คนไหนชัดเจนว่าเราไม่ต้องเอาเปรียบเราก็สลายตัวตนเพื่อคนอื่นดีกว่า เราทำคุ้มกินคุ้มใช้ของเราแล้ว เราเสียสละไปแต่เราก็อยู่รอด และเมื่อคนเสียสละมาอยู่ร่วมกันก็เป็นไปได้ ไม่กลัวว่าอโศกจะพัง ทุกวันนี้คนต้องการอย่างนี้เยอะ คือเป็นตระกูลอาริยกะ เป็นตระกูลเจริญ ไม่ใช่มิลักขะที่ไม่เจริญ พว ก อ เวไนยสัตว์ก็ต้องปล่อยเขา แต่มันมากทุกวันนี้ เป็นมิลักขะมากแล้วเปลี่ยนไม่ได้ เราต้องรู้จักวิธีอยู่ไม่ต้องรุกรานเขาจนเขาโกรธทำร้ายเรา ประมาณยากเพราะเป็นเสือดุกระทิงดุ มันจะบ้าได้ด้วย ระรานไปหมด คนที่มีจิตวิญญาณ มีใจเห็นด้วยปัญญาว่าสิ่งที่เราทำมีฝีมือมีความรู้ และมีผลผลิตเป็นผักพืชเครื่องมือเครื่องใช้ก็เป็นกรรมกิริยาที่เป็นคุณค่า ไม่ใช่เป็นการมอมเมา ต้องแยกให้ออก เช่น การแจกแทปเล็ตให้เด็ก ในตัวแทปเล็ตมันมีคุณสมบัติเอาผีเข้าในแทปเล็ตได้ เด็กฉลาดก็เอามาใช้ได้เป็นแฮกเกอร์ก็เสื่อม เด็กเหล่านี้มีวุฒิภาวะพอหรือ? ที่จะเอาแทปเล็ตไปให้เด็ก รร.เราจึงไม่รับแทปเล็ตที่ ทางการแจกให้เรา บางโรงเรียนก็ยอมให้เซ็นรับแล้วเอาของคืน บางรร.เขาบังคับให้รับอย่างของอโศกเราเขาไม่ให้เซ็นว่าไม่รับ เด็กเรียนอยู่กับเราไม่ให้มีโทรศัพท์ส่วนตัว ก็ให้มาใช้ส่วนกลางกับผู้ใหญ่ เพราะโทรศัพ ท์ นี้มีผีอยู่ในนั้นมาก เราไม่ให้เด็กมีเงินในมือ จะใช้ก็มีเงินส่วนกลางหรือญาติมาฝากไว้จะใช้ก็ไม่ว่า เราไม่ได้เรียกร้องว่าให้เอาเงินมาฝากไว้ให้เด็กใช้ เราเลี้ยงอย่างลูกหลาน เด็กเจ็บป่วยเราก็จ่ายให้รักษาให้เหมือนลูกหลาน พ้นจากเราไปก็แล้วไป อยู่กับเราเราก็ดูแล ส ิ่ งเหล่านี้ได้มากจากความรู้ของพระพุทธเจ้ามา เป็นของเดิมที่เคยได้มาแล้ว แม้จะไม่สอดคล้องกับกระแสสังคมโลก หรือกระแสหลักของประเทศที่เขาสอนกัน อาตมา ก็พิจารณาแล้วนำเสนอ ให้คุณมีสิทธิ์เลือกเอาเอง อะไรเป็นธรรม อะไรเป็นอธรรม เป็นนานาสังวาสกัน พวกเราอยู่ในสังคมที่มาลดละกิเลสตนเอง เราไม่สะสมมาก บริขารก็ลดเรื่อยๆ แต่ก่อนเพชรก็เป็นบริขาร ไม่มีก็จะตาย ไม่มีเพชรประดับก็ไม่มั่นใจจะออกไปข้างนอก รู้สึกว่าตนเองจะด้อย ย ิ่ งออกงานใหญ่ๆไม่มีเพชรไปประดับจะตาย ไม่มีก็ไปยืมของคนอื่นไปโชว์ เขาจะหาว่าฐานะเราแย่ ซึ่งเราไม่ทำแล้ว เราไม่มีเพชรเราก็สบาย เรามีสมรรถนะเราล้างส้วมเป็น ทำสาระได้ตามที่เราทำได้ เราก็รู้จักสาระขยันเพียรไม่ดูดาย เราก็อาศัยกินใช้ในส ิ่ งที่เราทำไปแลกค่าในสังคม ก็ยังมีเหลือเป็นส่วนเกินให้ประโยชน์แก่คนอื่น คุณก็เป็นคนไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนสังคม คนชนิดนี้แหละที่ อาตมา สร้างให้พวกเราเป็น น้อยแค่นี้ก็พอ เสื้อผ้าปัจจัยแค่นี้ก็พอ อย่าง อาตมา ไม่ต้องไปแย่งคอมฯ ที่เป็นของดีราคาแพงให้ อาตมา อาตมา ว่าก็ใช้แต่นิดหนึ่ง ให้เอาของดีประสิทธิภาพสูงไปให้คนอื่นดีกว่า แต่คนก็จะเอาของดีให้ อาตมา ใช้ เป็นภาวะย้อนแย้งอยู่ แต่ อาตมา ก็ใช้ได้แค่ประสิทธิภาพเท่านี้ไม่ได้ใช้เต็มทั้งหมดหรอก อย่างอาหารคนก็เอามาให้กินมาก ไม่กินให้ก็โกรธอีก กระเพาะอาหารมีเท่านี้นะ ทิศทางที่พระพุทธเจ้าค้นพบให้มาเป็นมนุษย์มักน้อยสันโดษ รู้ว่าต้องอาศัยปัจจัย 4 ต้องอาศัย บริขารบางอย่าง เช่นโบราณต้องมีเครื่องกรองน้ำ (ธรรมกรก) ตักน้ำรอยตีนควายมากรองดื่มใช้ได้ มีเข็มมีด้ายก็มี แต่ทุกวันนี้ อาตมา ทำงานไม่ต้องมีส ิ่ งเหล่านี้เลย มีคนขวนขวาย เป็นไวยวัจจกรช่วยทำ ไม่ต้องกังวลกับบริขาร 8 หรือแม้แต่คอมฯ แว่นตาก็เป็นบริขาร ไม่ต้องกังวลเลย มีไวยาวัจจกรคอยดูแลให้ อย่างคอมฯ เวลาเสียก็มีคนแก้ให้ คนเราถ้าเราทำงานให้สังคม ทำงานให้ดี คนก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ เพราะให้ท่านไปท่านไม่เอาไปเสพสุขส่วนตัว ท่านเอาไปเป็นนาบุญ คนจึงให้ ท่านเพราะท่านไม่มีตัวตน ไม่เอามาเป็นของตน ไม่เสพเป็นสุขส่วนตน คนก็พร้อมจะอุดหนุนเป็นเรื่องสามัญ โลกสากลทั้งโลกความจริงอันนี้เป็นเหมือนกันหมด พิสูจน์ความรู้ของพระพุทธเจ้า โลกมีมหาวิทยาลัยที่ย ิ่ งใหญ่แค่ไหน ก็ดูเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า รัฐศาสตร์คือต้องรู้ พฤติกรรมคนในรัฐ กิเลสคนในรัฐ งานการของคนในรัฐ ก็มีความสามารถจัดการบริหารกิเลสคนในรัฐว่าไม่ให้ออกมาเพ่นพ่าน เราก็ดูฝีมือนายกฯ ปูไปก่อน แต่เราก็ได้ยินแต่คำปัดสวะว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แทนที่จะมีคำบอกว่าคืออะไร จะแก้อย่างไร ดูแล้วออกนอกท่าทุกที ไม่เข้าท่าเลย แล้วไม่รู้ว่าออกนอกท่าไปไหนแล้วไม่รู้ว่าไปไหนก็คือ จะเอาอยู่ไหม ฉายาของคนนี้ไปกดคำว่า "อีโง่" ในกูเกิ้ลเลย ไม่ได้แกล้งนะ ไม่ได้โกรธนะ แต่พูดให้ฟังในสัจธรรมว่าไทยเรามี นางกอย่างนี้ ในด้านรัฐศาสตร์ที่ อาตมา พาทำก็รู้จักรัฐ รู้จักการงานของคน รู้จักพฤติกรรม รู้กิเลสคน แม้มีตรงกันข้ามกัน คนละขั้ว คุณก็สามารถจัดการบริหารให้อยู่ร่วมกันได้ แล้วคุณก็รู้องค์ประกอบว่าอะไรคืออะไร มันต้องมีจุดไฮไลท์เป็นจุดชี้ชวน คุณก็ทัชไฮไลท์อันนั้นไว้ ซึ่งคุณก็ต้องรู้กาโย องค์ประกอบที่ได้สัดส่วนที่เราอยู่ได้ โดยมีโฮไลท์ ให้คนสนใจมาสัมผัส ของดีที่ควรอวด ถ้าคุณมีของดีควรอวดก็ติดไฮไลท์ไว้ อโศกเรายังไม่กล้าติดไฮไลท์ยังไม่ดีพอ เรามีแสงติดไม่นาน เป็นแสงที่ติดไม่นาน ซักวันก็จะโตขึ้นเป็นแสงที่ติดนานขึ้นน่าดูขึ้น สังคมอโศกนี่น่าอบอุ่น เราก็ทำเรื่องเศรษฐกิจ สังคมไป แม้แต่สื่อสารเราทำเพื่อสังคม ไม่ใช้เป็นเครื่องมือหากิน ซึ่งคนเขาใช้หากินทั้งนั้น อย่างฟรีทีวี ตราหน้าเลยว่าเป็นสื่อสารหากินทั้งนั้นเป็นสื่อสารมอมเมามากกว่าให้สาระ ขออภัยที่ต้องกล่าวสัจจะ เช่นให้ข่าวกีฬามากเกินไปนี่ค ื อไร้สาระ กีฬานี่อย่าพูดให้เหม็นขี้ฟันว่ารู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย คุณยังไม่ล้างกิเลส ส่งไปแข่งก็เพื่อเอาชนะทั้งนั้น ด้วยสามารถ เลห์กล อำนาจทั้งนั้น ส่งไปเพื่อเอาชนะ ไม่ได้รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัย คนต้องลดกิเลสจึงทำได้ ถ้าคุณยังไม่แข็งแรงทางจิตใจก็ทำไม่ได้ รัฐศาสตร์ ถ้ามหาวิทยาลัยใดสอนว่า นักการเมืองคือผู้แสวงหาอำนาจ นี่ล้มมหาวิทยาลัยเลย ให้ตกรัฐศาสตร์เลย ผู้ศึกษารัฐศาสตร์ต้องไปลดอำนาจ กระจายอำนาจ แล้วคนจะให้อำนาจคุณเอง เขาให้คุณร้อย คุณใช้ห้าสิบก็มากแล้ว นอกนั้นให้คนอื่นเขาเติมเต็มมา ให้อำนาจประชาชนมาเติมเต็มไปจนร้อย คุณใช้ห้าสิบก็มากแล้ว คุณใช้สามสิบเถอะ ยิ่งคุณไม่ใช้อำนาจเลย ประชาชนให้คุณเต็มร้อยเลย นี่คือรัฐาธิปัตย์ที่แท้จริง ตัวอย่างรัฐาธิปัตย์ที่แท้จริงของไทยเลยคือ ในหลวง หลายอย่างเราว่าน่าจะใช้แต่ท่านไม่ใช้ เพราะพวกนี้เป็นหมาบ้าจะทำร้ายได้ ในหลวงน่าเห็นใจมาก ซึ่งคนเคารพทั่วโลก นักประชาธิปไตยก็เคารพ คอมมิวนิสต์ก็เคารพ (คอมมิวนิสต์ฉลาดจะเคารพ พวกไม่ฉลาดจะไม่เคารพ) สรุปความเป็นรัฐศาสตร์ความเป็นนักการเมืองคือคนที่ไม่เอาเป็นของตน แม้แต่อำนาจ คนเขาให้เป็นหัวหน้ากอง เป็นผู้บัญชาการ ก็ไม่ต้องใช้อำนาจหรอก คุณทำตัวเท่ากับคนส่วนล่างเลย คนเขาจะเคารพคุณ แต่คุณเบ่งอวดแล้วใครจะเคารพคุณ เรารับใช้มนุษยชาตินี่ประเสริฐแล้ว อ่อนน้อมถ้อมตนเป็นคนรับใช้ จะกี่ชาติก็ใช้อันนี้ ทำอย่างไม่เสแสร้งทำอย่างจริงใจเลย คนข่มเราก็น้อมตาม แต่ถ้าใครข่มมาแล้วต่อต้านก็จะทะเลาะฆ่ากัน ถ้าเราให้เขาข่มไปจนสุดท้ายเราก็แบน จนเราไม่เหลือก็ละลายไป เราไม่ต้องเอี้ยวตัวหลบให้เขาบี้แบนให้ละลายจนสิ้นซากเลยไม่เหลือเลย ถ้าทำได้คุณได้อรหันต์เลย แต่เพราะคุณเลี่ยงเลยไม่ได้ แต่ต้องตั้งศีลมาทำตามลำดับ ตกผลึกแบ่งทำเป็นตามลำดับไป ผู้บริหารไม่ว่าระดับใด ถ้าไม่ยึดเป็นตนเป็นของตน ทำเพื่อมนุษยชาติจริง อย่างเราทำธุรกิจมา เมื่อได้ผลมาเราก็จะแบ่งหุ้นให้ สอนให้เขาเป็นอาริยะแบบเรา เขาก็จะสอนคนอื่นต่อเป็นลูกโซ่ไป ย ิ่ งสูงย ิ่ งเอาน้อย สุดท้ายคนสูงสุดยกให้คนอื่นหมดเลย แต่ท่านก็ทำงานเพื่อมวลนี้ทั้งหมดคนก็เคารพ ท่านไม่เอาจริงๆ คนก็ย ิ่ งให้ คนให้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ถ้ามากไปท่านก็จะบอก และต้องมีฐานะที่ควร เช่นพระเจ้าแผ่นดินก็ต้องมี พระที่นั่ง ตั่งเตียง ฉลององค์ ฉลองพระบาท ก็ต้องพอเหมาะพอสมที่ท่านอยู่ในฐานะที่จะใช้ ในสังคมที่เขายึดถือค่าของคนว่าต้องมีอย่างนี้ แต่นักธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นมีแต่ผ้าสามผืน มีบาตร ไม่มีรองเท ้ าก็พอ พระพุทธเจ้าถ้าอยู่ทางโลกต้องเป็นจอมจักรพรรดิ์ ต้องแบกหามเยอะ ท่านก็มาเป็นพระพุทธเจ้าดีกว่า ต่อให้มีใครว่าเป็นจักรพรรดิ์ดีกว่าเป็นพระพุทธเจ้า ต้องสมยุคสมสมัย บางสมัยต้องไปเป็นพระเจ้าจอมจักรพรรดิ์ดีกว่าคนรับธรรมะไม่ได้ ยุคใดไปเป็นพระพุทธเจ้าดีกว่า มีคนเป็นจักรพรรดิ์แล้ว ยุคนี้พ่อครูไม่เป็นปธน. แต่เป็นนักการศาสนา ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์คือมีสองขา มีจิตวิญญาณ อย่างคอมมิวนิสต์นั้นไม่รู้จักจิตวิญญาณ ประชาธิปไตยที่ดีต้องมีทั้งจิตวิญญาณและวัตถุ แต่ต้องเราจิตวิญญาณเป็นตัวนำ ตามพระพุทธเจ้าบอก ว่ามโนบุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโน มยา ผู้ใดจะไปเป็นปธน.อยู่ในประเทศที่ไม่มีมหากษัตริย์เช่น ทิเบต เป็นตัวอย่างว่าพระเจ้าแผ่นดินกับผู้บริหารประเทศเป็นคนเดียวกัน แต่ต้องเป็นสัตตบุรุษที่สมบูรณ์ และต้องเป็นโพธิสัตว์ที่สูงกว่าอรหันต์ด้วย ผู้ที่จะเป็นฆราวาสที่บริหารประเทศได้ดีต้องเป็นอนาคามีเป็นต้นไป ทำงานเพื่อมวลชนทั้งหมด ย ิ่ งเป็นอรหันต์บริหารเลยก็ยอดเยี่ยมเลย พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้คือพระโพธิสัตว์ แต่บอกไม่ได้ว่าระดับไหน อาตมา ยังไม่มีข้อมูลพอ และก็ไม่ละลาบละล้วงไปรู้ ไม่มีเวลาด้วย ก็สนับสนุนส่งเสริม และไม่ต้องโหนพระโพธิสัตว์องค์นี้ เราคุ้มตัวได้ แต่คุณสมบัติของโพธิสัตว์และอรหันต์ก็อันเดียวกัน ความเป็นพระเจ้าและความเป็นคนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระเจ้าทำอย่างไร ผู้นี้ก็ทำได้เหมือนพระเจ้าทุกอย่าง _ สู่แดนธรรมมีคำถาม. ..อยากให้พ่อครูช่วยทบทวนที่ว่า ทำแบบพ่อครูทำไมทำได้ผลเป็นจุลภาคไม่เป็นมหภาค พ่อครู ตอบว่า...โทษผู้อื่นก่อน เพราะคนโง่คนเป็นอเวไ นยสัตว์มาก สอนไม่ได้ อาตมา ทำอย่างไม่บังคับ อาจมองว่ายัดเยียดอยู่บ้างแต่ไม่บังคับ ผู้ใดมีปัญญารู้ว่าควรเอาก็รับไปเลย หรือใช้ภาษาว่ามาตามหาญาติ มาตามเผ่าพุทธ ผู้มีเชื้อโลกุตระ ว่านี่ใช ่ แล้ว ญาติเรามาแล้วพวกคุณก็มาสืบตระกูลต่อ ซึ่งเราพร่องไปแล้ว ถูกโลกเอาไปมากแล้ว เราต้องมากู้คืน ส่วนโทษตนเอง ว่า อาตมา ไม่เก่งไม่มีฝีมือกว่านี้ แล้วทำไมไม่เก่ง ก็อยากเก่งอยู่แต่ทำได้เท่านี้ พากเพียรอยู่ แต่ได้เท่านี้ I will try นี่คือ ทำตอบเป็นสัจจะ ในยุคนี้ใกล้กลียุค คนเสื่อมจนไม่สามารถสอนได้ ยุคนี้พระพุทธเจ้าอย่าเกิดเลย คนได้เท่านี้ สอนได้เท่านี้ พระพุทธเจ้าท่านต้องประมาณ ตอนตรัสรู้ท่านมี ปริวิตกว่าจะมีใครรู้ธรรมะได้ ท่านมีพุทธการกธรรม แล้วท่านก็ตรวจดูว่ามีคนจะสอนได้ไหม ตอนแรกก็ปริวิตกว่าคนสอนไม่ได้ เสร็จแล้วก็มีพระเมตตาคือสหัมบดีพรหม เตือนว่าอย่าเพิ่งใจร้อนตัดสินท่านก็ตรวจ พบว่า ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยยังมียังสอนได้ แต่น้อยนะ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่ได้มีความรู้น้อยกว่ากันเลย แต่เหตุปัจจัยที่คนเป็นเวไนยสัตว์ได้เท่านี้ มาฆะบูชายุคพระสมณโคดมจึงมีครั้งเดียว พระอรหันต์มา 1,250 องค์ ซึ่งเป็นยุคปลายภัทรกัปป์แล้ว ดังนั้น อาตมา จึงมักน้อยได้อย่างนี้ อาตมา ไม่ตะกละไม่ดันทุรัง ทำได้ตามประสา เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่บังอาจอหังการมมังการกว่านี้ พระพุทธเจ้าสอนให้มีคารโวนิวาโต ใครจะหาว่าบ่มีไก๊ก็ไม่เป็นไร

_ คำถามจากนักกฏหมาย ว่า… ในบริบทบ้านเมือง คิดอย่างนี้ถูกหรือไม่ กับบทกวีว่า "เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ….เหมือนเที ่ ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง พ่อครู ตอบว่า ...โดยองค์รวมกวีนี้ดี แต่วิเคราะห์โดยละเอียดว่า ท่านก็ว่าส่วนชั่วก็ของเขา เอาส่วนดีมาร่วมดีกว่า แต่ที่จะติงคือคำว่า อย่าไปรู้ส่วนชั่วของเขา อันนี้เห็นไม่ตรงกั บ ท่านพุทธทาส เราต้องพยายามรู้เพื่อทำงาน และที่ว่าเขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา อาตมา ก็ว่าน่าจะเตือนเขาบ้าง จะ Let it be เลยไม่น่าจะทำอย่างนั้น นี่คือน้ำใจ ช่วยได้ก็ช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ก็วาง ส่วนใจท่านพุทธทาส อาตมา ไม่ไปรู้ได้ด้วย อาตมา ว่าเราต้องรู้ส่วนชั่วของเขา ถ้าเราสามารถทำได้เท่าที่เราทำได้ เพื่อช่วยเขาได้ และที่ว่าฝึกให้มองแต่ดี นั้นก็ไม่เห็นด้วย เราควรมองให้ครบ ทั้งความดีความชั่ว.....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน