560718_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง รหัสยนัยแห่งพุทธหยุดความรุนแรง.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560718 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง รหัสยนัยแห่งพุทธหยุดความรุนแรง
พ่อครูว่า …วันนี้ วัน พฤหัสบดี ที่ 18 กรกฏาคม 2556 จัดรายการที่ห้องกันเกรา สันติฯ...วันนี้มีผู้ตั้งประเด็นมาถามเพื่อเอาไปใช้เป็นประโยชน์ ก็มีกำลังใจที่มีผู้ที่เห็นประโยชน์เอาไปใช้ อาตมา อายุย่าง 80 ปี พอได้ฟังคำนั้นแล้วอายุมันลดลงไปอีก อาตมา ไปตรวจหัวใจมา เข้าเครื่องอย่างดีเลยเห็นหัวใจทำงานเลย เสร็จแล้วเขาก็บอกว่า หัวใจหลวงพ่อนี่เท่ากั บ อายุ 18 แต่ อาตมา อายุย่าง 80 แล้วบอกอายุ 18 ปี เครื่องมันยืนยัน เขาบอกว่าจริงๆครับ ก็ต้องเชื่อเขา ถึงแม้ว่า อาตมา อายุปูนนี้แล้ว เรียกกว่าแก่นะ แต่ก็มีกระจิตกระใจทำงานเต็มที่ อาตมา ไปตรวจสมองเขาว่าอายุ 35 ปี ปอด 35 ปี เมื่อสองวันก่อนคุณ 8705 ก็ sms มาค้านแย้งหลังรายการว่า _ 0888705xxx … กายของคนประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ1.รูปกาย (=รูป28)กับ 2.นามกายคือใจ(=มโน) ที่ตั้งอยู่ที่หทัยรูป! ซึ่งใจนี้แหละเป็นที่เกิดแห่งจิตวิญญาณพร้อมด้วยสัญญา,เวทนา,เจตนา,ผัสสะ,มนสิการ ซึ่งเจตสิกทั้ง 5 นี้ย่อมเป็นนาม ที่มิใช่รูป! แต่พธร.ดันมั่วไปบอกว่า นามทั้ง 5 นี้ถือว่าเป็นรูปด้วย ที่เรียกว่านามรูปไง! แถมยังอ้างว่า ก็กายปัสสธิเกิดจากเวทนาที่สงบไง! แต่หารู้ไม่ว่ากายปัสสธิในที่นี้หมายถึงกายที่เป็นนามเท่านั้น มิใช่หมายถึง _ 0888705xxx … กายที่เป็นรูป (28) เลย! แต่เป็นเพราะพธร.คงจะงงกับตัวเองว่า เมื่อเวทนาสงบแล้ว..อันเป็นเหตุให้เกิดกายปัสสธิ ฉะนั้นพธร.จึงสรุปเลยว่า ก็นี่ไง..เวทนาจึงเป็นรูปแล้วเพราะหมายถึงกายปัสสธิไง! จึงเห็นชัดว่า พธร.ไปงงเองว่า กายคือรูปเท่านั้น! (อันนี้ อาตมา แย้งว่า กายที่ อาตมา หมายคือ ทั้งรูปและนาม และหมายนามเป็นสำคัญด้วย) สรุปว่า แม้แต่คำบัญญัตต้นๆ..พธร
อ่านต่อ
.ก็ยังงงเองเลย! เปรียบเหมือนขนช้าง..ก็ยังไม่รู้จักเลย! แล้วพธร.จะไปเอาตัวช้างออกจากพวยกาได้ยังไงกันจ๊ะ! เดี๋ยวถ้าว่างเมื่อไร..จะร่ายยาวให้ฟัง! _ 0888705xxx … เป็นเพราะพธร.ยึดมั่นฝังหัวอยู่กับโลกใบนี้เท่านั้น..จึงไม่เชื่อว่า มิติอื่นๆคือโลกสวรรค์กับโลกนรกจะมีอยู่จริงๆเหมือนเช่นกับโลกมนุษย์นี้ได้! ต่อให้ไอสไตน์คิดจนหัวผุ..ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่ามิติของโลกมนุษย์พร้อมด้วยเอกภพนี้..เกิดขึ้นมาได้ยังไงกัน! แล้วฉไนเลย..ดร.พธร.จะดันไปคิดออกหรือว่า มิติโลกนรก-สวรรค์..จะเกิดขึ้นมาได้ยังไงกันจ๊ะ! แล้วเมื่อคิดไม่ออก..พธร.จึงไปสรุปเอาเองว่า ภพนรก-สวรรค์อย่างนั้นไม่น่าจะมี _ 0888705xxx … อยู่ได้จริงๆหรอก! ซึ่งเป็นความคิดอันเดียวกับเหมาเจ๋อตุงอย่างไม่ผิดเพี้ยน! ทั้งนี้เพราะพธร.หารู้ไม่ว่า มิใช่มีแต่ภพสวรรค์-นรกเท่านั้นที่เป็นอจินไตย เพราะแม้แต่การเกิดขึ้นของโลกมนุษย์ใบนี้พร้อมด้วยเอกภพ..ก็เป็นอจินไตยเหมือนกัน! ที่ไม่ควรคิดควรนึกหาเหตุผล..เพราะไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ได้! แต่ยืนยันว่าโลกมนุษย์มีอยู่จริงฉันใด..โลกสวรรค์-นรกก็มีอยู่จริงๆฉันนั้นเหมือนกัน! ถ้าไม่เชื่อ ก็ต้องรอครบ 151 ปี!
อาตมา รู้ว่าคุณ 8705 คิดเห็นเรื่องรูปนามเป็นเช่นนี้มานานแล้ว อาตมา เข้าใจชัดเจน มีคุณสู่แดนธรรมว่าเขาคงไม่สามารถรู้รูปที่เป็นกายได้เลย ซึ่งกายนี้เป็นนามธรรมที่ย่อมประกอบด้วย ขันธ์ 3 เสมอ เช่น กายปัสสัทธิ ย่อมได้แก่เวทนาสงบ สัญญาสงบ สังขารสงบ ดังหลักฐานในพระไตรฯ ล. 34 ข้อ 55 และข้อ 239 [ 55 ] กายปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบระงับแห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น. [ 56 ] จิตตปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบระงับ แห่งวิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น. คุณ 8705 ยังเข้าใจคำว่า กาย ได้ยาก คำว่ากาย หมายความว่า คือองค์ประชุม ยกตัวอย่างมะเฟือง อันนี้เป็นพีชะนิยาม มีชีวะ แต่เป็นอนุปาทินกสังขาร สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง ไม่มีเวทนา ไม่มีธาตุรู้ และหลวงปู่วิชิตอวิชชาบนโต๊ะนี้ก็เป็นโลหะ เป็นอุตุนิยาม ซึ่งไม่มีนาม ไม่มีตัวรู้ เมื่อใดไม่มีตัวรู้ ก็ผิดจากพุทธเลย คือถ้าเป็นอสัญญีสัตว์ก็สุญโญเลย คือไม่ใช่พุทธเลย ในการที่จะรู้เร ิ่ มต้น อริยสัจต้องรู้ทุกข์ คำว่าทุกข์นี้เกิดที่มะเฟือง หรือที่สมเด็จปู่วิชิตอวิชชาหรือไม่? เกิดไม่ได้ เกิดที่ผมขนเล็บฟันหนังก็ไม่ได้ เกิดที่ดินน้ำไฟลมที่ตัวเราก็ไม่ได้ ทุกข์ต้องเกิดที่นามธรรมเราได้อย่างเดียว ไปเกิดที่อื่นไม่ได้ ต้องเรียนที่ส่วนตน เอโก ของตนเอง ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ คือเอกัคคตาของตน และเอกัคคตาที่ว่านี้คือนามธรรม ทุกข์เกิดเมื่อผัสสะ ไม่มีผัสสะก็เกิดได้ที่สัญญา ตายไปก็มีนรกอยู่เพราะมีอุปาทาน มีอนุสัยอยู่ มันเกิดจริงเป็นจริง นรกมีจริงสวรรค์มีจริง แต่เป็นนามธรรม คนที่จะรู้ทุกข์ ต้องอ่านเวทนาในเวทนาเป็น ถ้าคุณจับจิตที่เป็นเจตสิกเวทนาเป็น และเวทนาเจตสิกนี้ก็แจกเป็น 108 ผู้ที่อ่านเวทนา 108 นี้ไม่เป็นก็เป็นอรหันต์ไม่ได้ และผู้เป็นอรหันต์ต้องหมดอวิชชาข้อที่ 8 คือมีความเที่ยงแท้ในนิพพาน ทั้งอดีตปัจจุบันอนาคต คุณสมบัติของนิพพาน คือ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ต้องแยกเนกขัมสิตะและเคหสิตเวทนาออกจึงจะปฏิบัติได้ผล คำว่ารูป ในปฏิจจสมุปปบาท พระไตรฯ ล. 16 ข. 14 มี [ 14 ] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป(อุปาทายรูป=รูปที่ถือเอา,ยึดเอามาด้วยคือเอาดินนำไฟลมมาด้วย) 4 นี้เรียกว่ารูป นาม และรูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูป ฯ [ 15 ] ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณ ฯ [ 16 ] ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร 3 เหล่านี้คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร ฯ เมื่อเราสัมผัสมะเฟือง มะเฟืองเห็นหรือตาเห็น ...ต้องมีตาจึงเห็นมะเฟือง , เสียงกระทบกับหู ส ิ่ งที่ถูกรู้คือเสียงก็เรียกว่า รูป มีจิตวิญญาณเป็นตัวรู้ เสียงกระทบหูจิตวิญญาณก็เป็นตัวรู้ …ซึ่งจิตวิญญาณคือผีคือเทวดา.. ผีหรือเทวดาก็เกิดที่จิตวิญญาณ เทวดานอกจากจิตวิญญาณไม่มี เกิดไม่ได้ จิตวิญญาณก็อยู่ในร่างเรา เป็นผีหรือวิญญาณก็อยู่ในร่างเรา มีหทัยรูป คือที่ตั้งของจิตวิญญาณ (หทัยรูป คือที่ตั้งแห่งรูป) แต่ไม่ได้หมายถึง Heart Anatomy แต่หมายถึง Spiritual คือจิตวิญญาณ ต้องกำหนดให้ถูกต้อง ให้สัมมาทิฏฐิ ทุกข์ สุข เกิดที่ไหน.....ตอบว่า...เกิดที่จิตใจหรือจิตวิญญาณ ขณะนี้ร่างกายเรามีจิตวิญญาณ มันเกิดทุกข์เมื่อใดอ่านมันให้เจอ ทุกข์มันไม่หนวด ไม่มีผิวหนัง ไม่มีโครงร่าง ทุกข์นี่คือ ผีนรก ดิ้นเร่า เปรต คือดิ้นอยากๆ คนก็ไปเข้าใจว่ามันมีรูปร่างเขาก็กำหนดอย่างนั้น แล้วเมื่อไหร่จะเห็นของจริง ซึ่งปรมัตถ์นั้นไม่มีรูปร่าง รูป (อุปาทายรูป 24 ) ตัวนี้คือรูปจิต อรูปจิต ไม่ใช่รูปขันธ์ที่เป็นดินน้ำไฟลม แต่รูปตัวนี้หมายถึงจิต แต่คำว่า ร่าง นี้ก็หมายถึงแต่ดินนำ้ไฟลม แต่คำว่า กาย นี้ต้องประกอบด้วยรูปและนาม อย่าไปเรียนรู้ทุกข์จากของผู้อื่นเหมือนคุณ 8705 ว่าเห็นก้อนทุกข์เดินมา ไปเที่ยวรู้ของเขา แต่ของตนเองเห็นทุกข์ของตนหรือไม่ นี่คือการมีตาทิพย์ อย่างวิทยาศาสตร์เป็นของจริง เราต้องแม่นว่าเราศึกษาอะไร ตรงไหน ถ้าศึกษาไม่ลึกไม่แน่นก็พลาดแน่เลย มันลึกซึ้งละเอียดลออ สรุปว่า จะรู้ทุกข์ได้ ต้องอ่านเวทนาในเวทนาเป็น อย่างตาทิพย์นี้คือนามธรรม สามารถอ่านเวทนาและในเวทนาเช่น เกิดสัมผัสก็ปรุงแต่งเป็นสุขเลยทันที เพราะมีการสังขารทันทีด้วยอวิชชา เป็นกายสังขาร ถ้าคุณกำหนดแต่ว่ามะเฟืองก็รู้แต่ว่ามะเฟืองสีสันอะไรรูปร่างอย่างไร แต่ถ้าอ่านเข้าไปข้างใน ก็อ่านความรู้มาเป็นความรู้สึกก็เป็นกายนอกมาเป็นกายใน เรียกว่า "อุปาทายรูป" คือมันถืออันนี้มาตาม ไม่ได้วางไว้นะ ถ้าคุณอ่านกายในกาย ซึ่งเนื่องมาเป็นอุปาทายรูป กายนี้คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นองค์ประชุม ก็อ่านเวทนา ว่ามันสุขนะ มะเฟืองมีดิบก็น่าจะฝาด มะเฟืองสุ ก ก็น่าจะหวาน นี่คืออาการปรุงแต่งของจิตเป็นธรรมดา หรือบางคนก็ชอบเปรี้ยวก็ปรุงไปว่าน่าจะได้เกลือมาจิ้มนิดจะดี แล้วพอได้สัมผัสลิ้นเลย ก็ตรงสเปคเลย คุณก็ขึ้นสวรรค์หอฮ่อเลย เป็นเทวดาสมมุติเลย ซึ่งเวทนานี้เป็นนามธรรมแต่คุณอ่านรู้ได้ มีนามปริเฉทญาณ ถ้าคุณเป็นอรหันต์คุณก็ไม่มีสเปค ล้างอุปาทานแล้ว ตัณหาก็หมดด้วย เป็นเวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ กลางๆอุเบกขา รู้ว่าเปรี้ยวก็เปรี้ยว ขมก็ขม ไม่มีโลกียรส โลกียารมณ์ แต่ถ้าคุณยังมีโลกียรส คุณชอบหรือชัง คุณก็มีกิเลส คุณต้องล้างต้องกำจั ด กิเลส โดยเห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์และมันหมดได้หมดตัวตนความยึดเป็นอัสสาทะได้ ทำได้อย่างเที่ยงแท้ถาวร ก็ทำอย่างอาเสวนาภวนาพหุลีกัมมัง จนตัดสินได้ ทำทั้งปัญญาและเจโตได้หมด ไม่มีเศษที่ไม่วิมุติได้ ตามหลักเจโตปริ ย ญาณ 16 เมื่อหมดแล้วก็วิมุติ ไม่มีส่วนที่ไม่มีวิมุติ ตรวจจนหมดด้วยอรูปฌาน 4 จนเป็นสัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ เกิดผลสมบูรณ์ นี่คือส ิ่ งที่ถูกรู้ เนกขัมสิตเวทนาเป็นอุเบกขาเป็นวิมุติ แม้มีทวารรับผัสสะอยู่ จิตก็เหนือ ไม่หนี จิตอยู่ในกามาวจร แต่ อเหตุกะ เป็น อสังขาริกัง มีญาณสัมปยุติ คือมีปัญญารู้แจ้งหมด อ สังขาริกังคือไม่มีกิเลสชักนำเป็นอกุศลเลย ในรูป 28 นั้น มหาภูตรูป 4 จัดไว้เป็น รูป ี รูปัง แต่อุปาทายรูปอีก 24 นั้นเป็นอุปาทายรูป (คุณ 8705 ว่ารูปทั้ง 28 ไม่ได้หมายถึงนามเลย)
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น
_คำถาม… ท่านห่วงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองจากนี้ไปหรือไม่? เพราะประชาชนทนไม่ไหวออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลมากขึ้น (หน้ากากขาว) หลายคนห่วงจะนองเลือด ท่านเขียนบทกลอนช่วงหลังนี้แรงขึ้นแสดงว่าบ้านเมืองวิกฤติสุดแล้วหรือไม่ เช่น มีหมู่ฝูงที่ดีรีบพลีชีพลุย ที่บอกว่าใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว จะไม่โดนอย่างกรณีเสธอ้ายอีกหรือ? พ่อครูว่า ... อาตมา สรรหาภาษา ลีลาเป็น สุ นทรี ย์ ไม่แรงหรอก อาตมา พูดโดยรวมว่า ห่วง อาตมา ทำงานเป็นโพธิสัตว์ก็ต้องห่วงมนุษยชาติ แต่จิตไม่ได้ทุกข์เพราะห่วงหรอก อาตมา ทำงานทุกวันนี้ก็เพราะเมตตาสงสารประชาชน ปรารถนาดีต่อมนุษย์จึงออกไปทำงาน และออกไปอย่างมีอุดมคติ ก็ว่ากลัวเกิดนองเลือดก็ใช ่ ..ไม่อยากให้เกิดสิ ที่เกิดตอนเสธ.อ้ายนั้นแรงพอแล้ว จึงชวนเสธ.อ้ายให้หยุดเถอะ อาตมา ก็พอมองออกถึงจิตมนุษย์พอสมควร จึงประมาณให้ไม่เกิดแรงเกิน ก็ทำได้ดูดีพอสมควร เป็นความตั้งใจไม่ให้เกิดความรุนแรง ถ้าใครติดตามฟังก็ออกหนังสือ นีโอโพรเทส (Neo-protest) ก็พูดและทำจริง ไม่ได้พูดเล่น แม้ใครมาทำเราก็ไม่โต้ตอบ คนก็มาหาเรื่องเราแต่ก็ว่าเราไม่ได้ สุดท้ายแม้พาไปชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล อย่างผู้การแต้ม พาตำรวจออกมาเป็นทัพเลย อาตมา มั่นใจว่าเขาจะเก็บเราเรียบแน่เลย ที่ชมัยมรุเช ฐ เอาเครื่องไม้เครื่องมือมาจะรื้อเต็นท์เรา ทั้งเครน แบ็คโฮล แท่งคอนกรีต ตำรวจก็มาแน่นเลย มาแต่ตีสอง พวกเรารู้ข่าวก็เอาความสงบสยบความเคลื่อนไหว จึงลงนั่งสงบ ตั้งแต่ตีสอง ยัน หกโมงเช้า ผู้การแต้มก็ถอยทัพกลับไปสุดท้ายก็เสียแต้มจนต้องลาออกไป เอาคนใหม่มาทำแทน นี่คือวิญญาณตำรวจไทยที่ดียังมีอยู่ และก็พ่ายแพ้ต่อสัจธรรม ชนะเพราะเขาไม่ปราบเรา เขาเลิกทำสิ่งที่จะรุกรานเรา เขาก็ไม่ทำ นี่คือคุณงามความดีของตำรวจที่แท้จริง แม้เราจะต้องทำ หน้ากากขาว อาตมา ว่า อย่าทำให้ทะเลาะกัน ออกมาให้เต็มที่เลย ที่ อาตมา ว่ามีหมู่ฝูงที่ดีในไทยเราหน้ากากขาวก็ดี แต่คนไทยเรามีรากฐานว่า ถ้าเล่นกีฬาเดี่ยวก็ชนะ แต่ถ้าเล่นเป็นทีมก็แพ้เลย ทำอย่างไรให้เรารวมหมู่เป็นทีม ตอนนี้ทุกคนมีเป้าตรงกันว่าจะชำระล้างอะไรในประเทศ เอาเรื่องนี้เป็นสำคัญ เรื่องอื่นละไว้ก่อนได้ไหม เพื่อสร้างประชาธิปไตย คือออกมาให้มากที่สุด หนึ่งคนหนึ่งเสียง หมื่นคนหมื่นเสียง ล้านคนล้านเสียง สามสิบล้านคนออกมาเลยทั่วประเทศรวมได้ทุกจังหวัดได้ 30 ล้านคนแล้วเป้าหมายเดียวกัน เช่นยกตัวอย่าง จะกู้เงิน 2.2 ล้านล้านนี่ไม่เอานะ เชื่อไหมว่าถ้าออกมารัฐบาลต้องหยุด นี่คือประชาธิปไตยชั้นที่หนึ่งเลย แต่ละคนออกมาพรึ่บแท้ๆ สดๆ ปัจจุบันเลย แล้วลองดูสิว่าไม่ได้วันนี้วันเดียวก็อยู่ไปอีก มั่นใจว่าคนไทยทำได้ แต่ข้อสำคัญอย่าไปอยากใหญ่อยากดัง อยากเป็นหัวหน้านี่ไม่เอา ให้หน้ากากขาวเป็นหัวหน้า (หน้ากากขาวคือนามธรรม) แล้วก็บอกไปว่าต้องการให้รัฐบาลไม่ทำอะไร แล้วมาอย่างสุภาพ เรียบร้อย อย่าหยาบ ไม่ต้องด่าทอ แต่พูดดังไม่ว่ากัน เมื่อมีหมู่ฝูงที่ดีรีบพลีชีพลุย ก็ออกมา นี่แหละคือความสงบ ประชาธิปไตยเนื้อแท้ ถ้าเป็นไปได้จริงๆ อาตมา มั่นใจว่า ไม่ต้องออกมา 30 ล้านคนหรอก ในกทม.มีคน 10 ล้านหรือตจว.ออกมาสมทบ รวมแล้วสัก 1 ล้านคน ออกมาในวันเวลาเดียวกัน แล้วขานตรงกัน ว่าคุณต้องเลิกอันนี้นะตรงกันเลย อาตมา ว่าตรงกันหมดแหละ อาจมีหลายข้อก็ยื่นไป มีเท่าไหร่ก็ว่า วันเดียวไม่ได้ก็มาอีก ไม่ถึง 7 วันหรอก สงบ ถ้าออกมามากตำรวจก็ไม่กล้าปราบ มาน้อยเขาก็ปราบ ยกตัวอย่างเสธ.อ้ายเขาก็ผิดกติกาแต่ต้นเลย เขาไม่อยู่ในกติกา ไม่มีนิติรัฐนิติธรรมเลย เขาปราบอย่างเดียว อัณ ธ พาลอย่างนี้เราขอแพ้ ไม่สู้หรอก เราก็ต้องทำอย่างดีอย่างนี้แหละ สังคมขณะนี้ถึงเวลาที่ประชาชนต้องตื่น แล้วทำให้เป็นผู้ดีเป็นสิ่งประเสริฐ ตอนนี้ไม่ว่าใครต่อใครก็พยายามรวมกัน แม้รวมไม่ได้ต่อเนื่องทั้งหมด แต่ก็อุดมการณ์เป็นหนึ่งเดียว ไม่ต้องขัดแย้ง เรื่องเล็กน้อยก็เอาไว้ก่อนเอาเป้าหลักๆไว้ก่อน ถ้าไม่ชัดเจน อาตมา ก็ว่าไม่อยากพูดนำหน้าไปว่าไม่ดี แต่ก็ว่าหวังไว้ว่าเมืองไทยเคยดีจนได้รับการยอมรับหลายอย่าง เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ที่สุดยอดแล้ว เป็นประมุขแห่งประชาธิปไตยเป็น King of kings เราไม่ได้พูดเอาเอง ตปท. (ต่างประเทศ) เขาให้นะ
_คำถาม… ต่อไปเป็นคำถามที่เขาจะเอาไปใช้เป็นวิทยานิพนธ์ในป.เอก คำว่า "รหัสยนัยแห่งการแพทย์วิถีธรรมของชุมชนไทย_ลาว" ที่จริงคำว่าของชุมชนไทย_ลาวนี้อาจารย์เติมให้เพื่อให้เขากับอาเซี่ยน ในวิชาการ เขาอธิบายคำว่า รหัสยนัยว่าเป็นนัยที่ซ่อนเร้น คือผู้ที่เข้าถึงรหัสยนัย เขาโยงไปถึงประส บ การณ์ทางจิตวิญญาณ คือผู้รู้แจ้ง แล้วรหัสยนัย ทางพุทธคืออะไร ? แล้วมันต้องปกปิดไหม? อย่างบางเผ่าต้องปกปิด เพราะถ้าคนอื่นรู้ก็จะทำให้เกิดอันตรายได้กับเผ่าตน พ่อครูตอบ ...รหัส หรือรโห รหัง แปลว่า ที่ลับหรือลับๆ เป็นความลับ เร้นลับ ซึ่งคำว่าลับนี้แบ่งเป็นสองนัย และนัยของพุทธ คือการเปิดเผยความลับ ส่วนอีกนัยคือเขาต้องปกปิดไว้ สำหรับตนเองไม่ให้คนอื่นรู้ หรือเป็นเรื่องที่ไม่ควรเปิดเผยต่อผู้อื่นเพราะเปิดแล้วเสียผล ทำให้คนอื่นเกิดกิเลส เป็นความลับที่ไม่กล้าเปิด กลัวเสียผล ก็ถือเป็นความลับไว้ ในนัยของพุทธ เรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องโลกีย์ พระพุทธเ จ้ ายิงไปที่จิตเป็นหลัก การที่กลัวคนอื่นรู้คือตัวตนอัตตา มันกลัวไม่สมโลภ สมโกรธ ซึ่งในนัยของพุทธนั้นต่างกันกับโลกีย์ โลกีย์ปิดปากกลัวเสียประโยชน์กลัวเป็นภัย ส่วนของพุทธนั้นต้องการให้รู้ ต้องการให้รู้ความลับนี้ให้กระจ่าง (คำว่าลับนี้เป็นกลางๆ แต่คนมีกิเลสจะมีความลับมาก) คำว่า รหัสย ก็คือมีลับๆอยู่ (ภาษาอังกฤษว่าคือ Cypher) ของพุทธจะทำให้ความลับนี้เปลี่ยนไปหรือเข้าถึงความลับนี้ จะเอาเข้าหรือออกก็ได้ เป็น Cypher key ผู้สามารถทำให้ความลับนี้หมดความลับ ต้องรู้ว่าตนมีโลภ มีโทสะเป็นตน คุณล้างเหตุได้ มีโลภ โกรธ หลง ได้ หมดไม่เหลือ ไม่หลงเลย ก็คือหมดเกลี้ยง เมื่อสามารถทำให้ความลับที่เป็นโลภ โกรธ หลง ที่เป็นเหตุแห่งความลับนี้ ทำให้คนไม่กล้าเปิดความลับ จนหมดเลย จนไม่มีความลับเลย เรียกว่า อรโห หรือ อรหัง ผู้ใดได้แล้วจบสุดเรียก อรหันต์ คือจบไม่มีความลับเลย ศาสนาพุทธจึงหมดความลับ เป็นผู้ที่เข้าไปอยู่ในความลับหรือไม่มีความลับ เขาเรียกว่ รโหคตะ คือเข้าไปทำลายเหตุของความลับ ทั้งกรรม ๓ ไม่มีความลับ จริงทั้งนอกและใน บริสุทธิิ์สะอาด คนผู้นี้จึงไม่เป็นภัยกับใคร ไม่เป็นความลับกับใคร แต่สิ่งลับนี้มันรู้ยาก ผู้ใดทำให้ตนเองหมดความลับได้คือ อรหัง สุดท้ายคือ อรหันต์ เป็นคนที่ทำความลึกลับหมด ทะลุทะลวงหมดเลยเป็นสูญ คำว่า รหัส แปลว่า ศูนย์ด้วย Cypher แปลว่า ศูนย์ ด้วย อย่างเลขอาริบิคมาจากศูนย์ รหัสนัยค ื อสิ่งซ่อนเร้น ผู้รู้รหัสนัยคือผู้รู้แจ้ง ในนัยของพุทธ คือผู้สลายเหตุปัจจัยไม่ดีที่เป็นความลับ รู้ให้จริงส ิ่ งควรสลายก็สลาย ส ิ่ งที่ควรสลายคือบาปก็สลายไป บาปคือกิเลส บุญคือการชำระกิเลส เมื่อชำระกิเลสหมดก็มีแต่กุศล พระพุทธเ จ้ าว่า ผู้บริบูรณ์สุดไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว แม้บุญก็ไม่ทำเพราะไม่ต้องชำระกิเลสมันหมดแล้ว ไม่มีบาปไม่มีบุญก็มีแต่กุศลอย่างเดียว ส่วนอกุศลเกิดจากบาป ก็หมด มีแต่กุศลถ่ายเดียว มี สพฺพปาปสฺอกรณ ํ กุสลฺสสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปน ํ แล้วนั่นเอง ในเผ่าอื่นเขาต้องปกปิดสำหรับแดนของเขา เพื่อเอาประโยชน์เข้าตนหรือป้องกันตน เขาก็ต้องทำเพราะยังมีตัวตน แต่พุทธ หมดตัวหมดตนก็ไม่ต้องปกปิด แต่ก็ไม่โป๊จนน่ากลัว แต่ต้องมีสัปปุริสธรรมในการเปิดเผย อย่างมีองค์ประกอบ ประมาณตนให้ดีอย่าเบ่งใหญ่หลงตัว ให้ชัดว่าเรามีทุนทางสังคมเท่าไหร่เราจะทำกับเขาได้อย่างเหมาะสมเท่าไหร่ ในโลกมีทั้งขัดแย้งและเห็นด้วย เราต้องจัดให้อยู่กันได้พอเหมาะเรียกว่าสามัคคี (คือความขัดแย้งที่พอเหมาะ) เป็นไปได้ ไม่ใช่เหมือนกันหมดเลย ทำไม่ได้ ผู้ใดสามารถทำให้ผู้ที่ตรงกันข้ามร่วมมือกันได้นี่คือผู้มีฝีมือ เช่นถ้าเราสามารถสร้างมวลให้มีพลังสนามแม่เหล็ก ถ้ามวลน้อยกว่ามาอยู่ในนี้กลุ่มนี้ก็มีพลังที่จะปรับโดยสงบไม่ต้องรุนแรง ทั้งฟิสิกส์และนามธรรมก็พิสูจน์ได้ และความซับซ้อนมี ถ้าทางโลกก็ใช้จำนวน แต่ในธรรมะก็มีทั้งคุณภาพและคุณธรรมด้วย แต่ต้องคุณธรรมเป็นหลัก มีความสามารถด้วย ถ้ามีมวลที่มีคุณภาพคุณธรรมมากพอ แม้มีน้อยก็ทำให้เขาไม่กล้ากระทำสิ่งไม่ดีได้ ย ิ่ งสังคมทุกวันนี้เป็นยุค Globolization ทั่วโลกสื่อสารกันได้ไวเร็ว มีอิทธิพล ถ้าคุณทำดี แม้คนหมู่น้อย ถ้าคนในประเทศรังแกหมู่น้อยที่ดี ต่างประเทศเขาจะเข้าข้างใคร ก็เข้าข้างคนดี แม้จะมีการล็อบบี้ แต่ว่าแต่ละประเทศเขาก็มีศักดิ์ศรี ทุกวันนี้ประเทศไหนก็ไม่ได้โดดเดี่ยว ยกตัวอย่างไทยเราถ้ามีประชาธิปไตยดี แต่มวลมากไม่มีประชาธิปไตยโหดร้าย ต่างประเทศจะไม่ยอมรับหรอก เผ่าพุทธไม่ปิด เผ่าพุทธะนี้คือนางแบบนู๊ด คือไม่ปกปิด เป็นคนที่เปิดเผยไม่มีอะไรปิดบัง แม้แต่พูดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ( ยถาวาทีตถาการี) แต่ไม่เปิดในสิ่งที่ไม่สมควรเปิด ใช้สัปปุริสธรรม มันมีผลเสียถ้าเปิดเผย คนเข้าใจไม่ได้ คนเข้าใจผิด ก็บรรลัยสิ
_คำถาม… การที่เรามีนักการเมืองที่แสวงหาเสพความสุขจากชาวบ้านที่จำนน กับเรามีนักต่อสู้ที่หวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะมี....ขอให้พ่อครูให้กำลังใจด้วย ทำไมจิตใจนักการเมืองจึงโหดนัก แล้วจะมีคนไหนที่หวังจะมาเต็มใจเหนื่อย พ่อครู ตอบ ...ก็ว่ามันจริงเพราะคนเหล่านั้นเห็นแก่ตัวและหลงสุขโลกีย์ คนมาปฏิบัติธรรมพระพุทธเ จ้ าก็ลดความติดในโลกียสุข รู้จริงว่าคือของหลอก ของเท็จ ไม่โมเม รู้แจ้งเห็นจริง มีญาณของพระพุทธเ จ้ าเป็นชาวอริยกะแท้ เห็นความจริงว่าเราอย่าไปหลงเสพอารมณ์เหล่านี้ ไม่ไปเสียเวลา ทุนรอน แรงงานไป อาตมา ไม่มีเวลาไขมากนัก เราก็รู้ว่ายุคนี้ นักการเมือง กับนักธุรกิจ ที่เอาเปรียบ ใช้เล่ห์ทุนนิยมระบบโลกีย์โหดร้าย ตั้งหลักเกณฑ์เอาเปรียบ จนแม้แต่ว่า ตั้งราคาเงินเดือนให้เงินเดือนสูงมากๆ กว่าคนที่อาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นความหนักหนาสาหัสมากเลย เพราะความไม่มีภูมิธรรม ไม่รู้ว่าที่เขาโกงนี้มันบาป เขาไม่เชื่อว่าบาปมีจริง เขาไม่เอาสัจธรรม เหลือแต่คนที่จะเอา บรรยายให้ฟัง เปิดเผยอย่างนู๊ด อาตมา นี้นู๊ดอย่างตัวเอ้เลย แต่ก็มีศิลปะการเปิดเผย เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ของพระพุทธเ จ้ านี้สุดยอดเลย เสียดายที่มิจฉาทิฏฐิ การช่วยประเทศชาติจะเอาโลกีย์ไปล้างโลกีย์ไม่ได้หรอก คนเขาแรงก็ต้องแรงกว่า คนโกหกต้องโกหกกว่า คนรวยก็ต้องรวยกว่าอย่างนี้ไม่ได้ มันต้องเอาโลกุตระไปล้าง มาตั้งใจจน มุ่งมาจน จนอีหลีอีหลอ _คำถาม… คำว่า ยามศึกเราพร้อมรบ ยามศึกสงบภายในซ้อมรบกัน ลูกพ่อท่านมีบ่อยไหม พ่อครู ตอบ ...จริงนะเราก็ซ้อมรบกัน แต่ก็ซ้อมอย่างเรา มันเป็นธรรมชาติ พระพุทธเ จ้ าตรัส แม้อาริยบุคคลขั้นต้นเป็นโสดาบันก็มีหอกปาก (มุขสตี) ชาวอโศกไม่มีลงไม้ลงมือ แต่เรื่องหอกปากนี่มาก แต่ก็ไม่แรง แม้โสดาบันก็รู้วีติกมกิเลสชัดแล้ว เหลือปริยุฏฐานกิเลสก็ต้องมีปากหอกบ้าง เป็นธรรมชาติ ก็เพราะหมายใจให้ดี อย่างพ่อแม่ด่าว่าลูกเพราะต้องการให้ดี แม้มีโกรธเพราะเป็นปุถุชน แต่จิตลึกๆไม่ด่าเพื่อทำร้าย แต่ด่าเพื่อปรารถนาดีให้รู้สึกตัวก็ด่าไปตามโวหาร เราก็ต้องมาเรียนรู้แล้วใช้ _คำถาม… ฟังธรรมพ่อท่านมาหลายครั้งผมฝึกจิตมาตั้งแต่ปี ๒๘ เวลามีการกำหนดจิตก็เห็นมีผู้รับกับเจตสิกที่เกิดดับอยู่ พ่อครู ตอบ ...ว่านี่คือการเดาเอาว่าจิตมันเกิดดับ มันดูยาก พระพุทธเ จ้ าสอนให้ตามดูเจตสิกตัวที่คุณต้องการดู คือกำหนด สักกายะ คือตัวตนที่หยาบที่คุณรู้ได้ ในการกระทบทางทวาร 6 อ่านตัวนี้โดยตั้งเงื่อนไข คือ "ศีล" คุณเอาเรื่องนี้ก่อน ถ้าคุณรู้ไปหมดเลอะเทอะจะยากไม่รู้จริง อ่านกิเลสที่เรากำหนดรู้ก่อน อันอื่นช่างมัน แล้วจะเห็นกิเลสที่เกิดจากผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็ปหานได้ จนคุณเห็น อนุปัสสี 4 (อนิจจานุปัสสี_วิราคานุปัสสี_นิโรธานุปัสสี_ปฏินิสัคคานุปัสสี) เห็นความดับถาวร เห็นความเกิดไม่มี เป็นอภินิพพัตติเป็นนิพพาน เป็นการเกิดของอรหันต์ ….จบ