560720_รายการเอื้อไออุ่นที่สีมาอโศก โดยพ่อครู เรื่อง ประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ในโลก.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข18 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560720 รายการเอื้อไออุ่น โดยพ่อครู ที่สีมาอโศก เรื่องประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่แท้จริง

พ่อครูว่า …วันนี้ วันเสาร์ ที่ 20 กรกฎาคม 2556 รายการเอื้อไออุ่น เราจะเอื้อไออุ่น วันนี้ อาตมา เดินทางสัญจรมาที่นครราชสีมา ก่อนไปเข้าพรรษาก็แวะมาสีมาอโศกบ้าง ที่นี่ฝนไม่ตกมาหลายเดือนแล้ว ต้นไม้ต้นไร่ก็เหี่ยว วันนี้ฝนก็ตกลงมาเลย (ก่อนเทศนาไม่ถึง 5 นาที) พระพุทธเจ้าเมื่อท่านประสูต ิ ท่านเป็นโพธิสัตว์เกินระดับมหาโพธิสัตว์ (ระดับ 8 ) ส่วนระดับ 9 ระดับสัมมาสัมโพธิญาณ เลยระดับปัจเจกพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องอจินไตย ถ้ายังไม่ประกาศเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อมหาชนก็ถือว่าอยู่ในฐานมหาโพธิสัตว์ แม้ในชาติสุดท้ายที่เรียกว่า โพธิสัตว์มหาสัตว์เป็นต้น เมื่อโพธิสัตว์ใหญ่กำเนิด ก็มีจะมีธรรมชาติแปลกๆ เกิด เช่น ตอนพระพุทธเจ้าประสูต ิ ก็จะมีแผ่นดินไหว มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งทางนามธรรมจะลึกซึ้ง ส่วนเรื่องรูปธรรม แผ่นดินไหวก็อธิบายไม่ไหว เป็นเหตุปัจจัยที่ลงกันทั้งรูปและนาม ผู้ถึงรอบสมบูรณ์จะตรงเลย เป็นเรื่องที่อย่าไปสงสัย อย่าไปงง เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เช่นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์วันประสูต ิ ตรัสรู้ ปรินิพพาน จะเป็นวันขึ้น 15 ค ่ำ วันสว่าง ทำไมต้องตรงกันหมด อย่าคิดเลยหัวจะแตก เป็นเรื่องยอดมหัศจรรย์ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่อาจคำนวณได้ ภาวะประสูต ิ ตรัสรู้ ปรินิพพาน คือ อย่างเดียวกัน คือ ภาวะที่เกิดเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ เลย ท่านเป็นพระพุทธเจ้าวันนั้น ไม่ใช่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ คือตั้งแต่เกิดมา ท่านไม่รู้มาก่อนว่า เป็นพระพุทธเจ้าอย่างไร จนท่านมาระลึกย้อนทวนไปไม่รู้กี่ชาติ สุดท้ายท่านก็ระลึกได้ว่า ท่านได้สั่งสมความเป็นพระพุทธเจ้าได้ครบแล้ว ซึ่งในปางสุดท้ายท่านก็ไม่ได้ไปศึกษาพุทธที่ไหน เพราะศาสนาพุทธนั้นสูญหายไปนานแล้ว ส่วนท่

อ่านต่อ

านเองเกิดมาก็ไม่รู้พุทธธรรม ท่านก็เคว้งคว้างไปปฏิบัติผิดๆ อยู่หลายปี ท่านก็รู้ในที่สุดว่าท่านเป็นใคร รู้หมดเกลี้ยง ท่านก็รู้พุทธธรรมจนครบในตัวท่านทันที ไม่ใช่เรื่องเล่นกล แต่ย ิ่ งกว่าเล่นกลนะ แป๊ปเดียวไม่กี่ชม.ตรวจสอบตนเองไม่กี่ชม. ในยามแรกระลึกชาติ ในยามที่ 2 ดูความเกิดความดับ ยามที่ 3 ก็ดูความสิ้นอาสวะ เป็นอจินไตย ท่านก็รู้ของท่าน อาตมา ก็รู้ของ อาตมา แต่เรียบเรียงยาก ได้อะไรก็เอามาพูด เพราะมันมีมากเยอะ เป็นเศรษฐีบ้านนอก อันไหนนึกได้ก็พูด แต่อันไหนนึกไม่ออกก็พูดไม่ได้ ในบุพเพนิวาสา นุ สสติญาณ คือ ระลึกการเกิดทั้งทางร่างกาย ตัวตนบุคคลเราเขา อย่างพระเจ้าสิบชาติ หรือในชาดก ก็เกิดแม้เป็นสัตว์ก็เกิดมา สารพัด ก็รู้ว่าตนเองผ่านอะไร สะสมอะไรมา ยามสุดท้ายท่านก็ตรัสรู้ถึง “อริยสัจ 4 ” ท่านเอามาเปิดเผยเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ท่านเกิดในวันนั้นคือ รู้ตนว่าเป็นพระพุทธเจ้า ตอนนั้นที่ระลึกชาติใต้ต้นโพธิ์ ตามที่เขาพยากรณ์ว่า ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้า แต่ท่านก็ต้องถึงวันนี ้ ถึงรู้ได้ พึ่งเกิดตอนนั้นนี่แหละคือ “ประสูต ิ ” วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พระพุทธเจ้าอุบัติวันนั้น เพราะท่านรู้สัมมาสัมโพธิญาณของท่าน เรามีแล้ว นั่นคือความตรัสรู้ ก็รู้ว่าความตรัสรู้เป็นอย่างไร ในคืนนั้น เมื่อรู้ท่านก็คือพระพุทธเจ้า ก็คือประสูต ิ เป็นพระพุทธเจ้าทันที รู้พุทธการกธรรมบริบูรณ์ ความเกิด ความตรัสรู้ ความตาย จึงเกิดในคืนนั้นแหละ ที่ท่านใช้เตวิชโช (ในระดับของพระพุทธเจ้า) ในยามหนึ่ง ยามสอง สุดท้ายก็สิ้นอาสวะ อย่างมากก็สามยามเท่านั้น 12 ชม.เอง ...อยากได้ไหม? …. อาตมา ว่าอาตมาอยาก.... _ สู่แดนธรรมถามว่า ...พ่อครูยังอยากได้ มีคนท้วงว่า ...ถ้ายังอยากได้จะไม่ได้หรอก พ่อครู ตอบว่า ...นี่เป็นตรรกะตื้นๆ ว่าผู้บรรลุธรรมคือผู้หมดอยาก แต่ที่จริงมันต้องอยากก่อนสิ มีมโนสัญเจตนา ประสงค์มุ่งหมายก่อนสิ คุณโง่ มันต้องอยากก่อนถึงจะหาทางปฏิบัติตามจึงจะบรรลุ ความอยากหมดจบเพราะครบบริบูรณ์แล้วก็ไม่ต้องอยาก เมื่อนั้นต่างหากคือ สมยะของความไม่อยาก ความอยากคำนี้ คือตัณหา หรืออากังเขยยะ หรืออิสสา ก็ได้ เป็นความประสงค์กลางๆ ในพระสูตรอากังเขยสูตร อันนี้จะค้านแย้งกับคนที่คิดว่า ต้องไม่อยากสิจึงจะได้ ซึ่งเป็นแง่คิดของพวกเซ็น ที่เอาแค่เข้าใจว่าทุกอย่างไม่มีตัวตนก็จะบรรลุแล้ว นั่นน่าสงสาร เพราะจะไม่สามารถปฏิบัติ ลด ละ อัตตาตัวตนได้เลย แต่ก็ขอบคุณ 8705 ที่พยายามท้วงแย้ง อาตมา ก็เอาประเด็นที่คนเข้าใจผิดมาขยายเพื่อให้คนที่ยังเข้าใจอย่างคุณ 8705 ที่มีเยอะในศาสนาพุทธ ได้เข้าใจมากขึ้น อย่างประเด็นที่ว่า ถ้าอยากก็ยังไม่จบสิ มันจะอยากอยู่ไม่ได้ และนิพพานคือความไม่อยาก แล้วคุณจะไปอยากได้นิพพานได้อย่างไร? ซึ่ง อาตมา ว่า คุณต้องมีความไม่อยากได้ทันทีหรือไม่นะ ก็ไม่ได้ มันต้องสะสมเป็นนิพพานเล็กๆ ไปจนนิพพานบริบูรณ์ มันต้องมีเบื้องต้น ท ่ ามกลาง บั้นปลายสิ อาตมา ได้รับกลอนจาก อ.เป็นต้น นาประโคน เขียนกวีมาให้... และ อาตมา ได้อ่านบทกวีอันใหม่ ที่จะลงในหนังสือเราคิดอะไรฉบับใหม่... เรื่องประชาธิปไตยอันยิ่งใหญ่แท้จริง ไขความกวีให้ฟัง บทแรกบอกว่า อธิปไตยใหญ่แท้ในมนุษย์ คือ มนุษย์คือผู้ใช้อำนาจ ส่วนสัตว์ก็ใช้อำนาจเหมือนกัน แต่เป็นอำนาจไม่ประเสริฐ เช่น อำนาจกำลังแข็งแรงก็เอาไปชนะข่มคนอื่น แทนที่จะเอากำลังไปช่วยอุ้มชูคนอื่น ใครล้มก็ไปช่วยยก แต่ว่าก็ไปส่งเสริมอำนาจที่ไปเอาชนะทำร้ายผู้อื่น เช่น การชกมวย เป็นต้น เป็นความเลว เป็นสัจจะที่ผิดเพี้ยน คุณมีกำลังมาแต่ไปชกตีข่มเบ่งคนอื่น เอากำลังแรงของเราทำร้ายคนอื่นแล้วคุณชนะ คุณไม่ประเสริฐอะไร ถ้าคุณมีกำลังก็ไปแบกคนหกล้ม ช่วยคนอื่น อันนี้ประเสริฐกว่า ถ้าคุณมีเงินก็เอาไปต่อเงินเล่นหุ้น อันนี้คือ วิธีคิดของทุนนิยมที่เลวร้าย เป็นปรัชญาเบี้ยวบิด มันซ้อนสนับสนุนโลกียะที่บำเรอตน บำเรอกาม สังคมจึงเสื่อม ไม่เข้าใจโลกุตระเป็นโลกียะไปไม่รอด วิเศษวิสุทธิ์พุทธ บัญญัติไว้ คือเยี่ยมยอดดีมาก บริสุทธิ์สะอาด พุทธบัญญัติไว้ สามชนิดวิสิทธิ์สุด พร้อมศาสตร์ หากมนุษย์ประพฤติได้ อีกด้วย ประเสริฐสม ถ้ารู้แล้วเข้าใจทำได้ด้วยสุดประเสริฐ ปฐมแห่งอำนาจนั้น คืออัตตา หากมนุษย์ขาดวิชชา กิเลสขย้ำ ถ้าไม่เข้าใจอัตตาในเรา ว่าอัตตานี่แหละตัวร้าย เราต้องรู้อัตตาและกำจัดอัตตาไปตามลำดับ จนสิ้นเกลี้ยง จึงหมดอัตตา ไม่มีอัตตา จนตัวเราเป็นอรหัตตา เป็นอัตตาที่ไม่เป็นอัตตา เป็นภาษาสัจจะย้อนสภาพ คนหลงอัตตา พาบ้าบาป มานะแล อย่างคนที่บ้าอัตตาหลงโลกธรรม หลงโลกียสุข อัตตานี้พาคนบ้ามานัก ถ้าใหญ่แล้วเลวซ้ำ แหลกบ้าน เมืองประไล ซึ่งคนเราที่เจริญอย่างโลกใหญ่ด้วยโลกธรรมด้วยทรัพย์สิน อำนาจบาตรใหญ่ ความรู้ แต่ไม่มีธรรมะ คนนั้นก็เป็นใหญ่แล้วเลว แม้มีเงิน กำลัง อำนาจมากก็เลว ตนเองใหญ่แล้วเลว บ้านเมืองก็ประลัยหมด แต่ละประเทศก็เป็น เพราะสัจธรรมอันเดียวกัน คือใหญ่แล้วเล ว สองไซ้อำนาจนั้นคือใด คือโลกที่มีนัย ยากสู้ คนมีโลกคือ ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข กามคุณ อัตตา คนสยบอยู่ทั่วไป เป็นทาสมันเลย มีอยู่เต็มโลก ทุกศาสนาเหมือนกันหมด ไม่เข้าใจก็เป็นภัย ลาภยศสรรเสริญ รู้ แต่แพ้ อัตตาตน คือไม่เรียนรู้อัตตาจึงแพ้อัตตา ก็สงสารคนที่ตีท ิ้ งอัตตา เป็นคนพ้นโลกพร้อม อัตตา ถ้าใครสามารถพ้นโลก พ้นอัตตา ยากกว่ายาก ศาสนา ช่วยได้ โดยเฉพาะศานาพุทธ พุทธสอนอัตต โลกา ปรมัตถ ธรรม เฮย สอนในขั้นความจริงสูงสุด อย่างปรมัตถธรรม อธิปไตยเป็นสติไซร้ ขั้น อุตร ปัญญา ใครศึกษาถูกจะมีสติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอุตตระ ในมูลสูตร สติ เป็นตัวนำในการปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะรู้ทันให้สำคัญ เป็นอำนาจใหญ่ เป็นตัวนำพาให้เรียนรู้เสมอ ต้องตั้งให้ดี ในการผัสสะสัมผัส รู้พร้อมทั้งนอกและใน มีทวาร 6 สัมผัสนอกใน แล้วคุณก็รู้ด้วยธาตุรู้คือวิญญาณ เมื่อสัมผัสก็เกิดธาตุรู้ มนุษย์ก็มีอย่างนี้ เราต้องอ่านวิญญาณ ที่มี เวทนา สัญญา สังขาร ท่านก็แจกเวทนา 108 แจกสัญญาไปถึงอรูปฌาน เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ ท่านให้กำหนดรู้ในการผัสสะ มันมีอะไรอย่างไร จนรู้ลึกละเอียดถึงนามธรรมจนถึงเนวสัญญาฯ จนรู้สุดยอดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ รู้จักองค์ประกอบของเวทนา ก็รู้ให้ครบเวทนา 108 จนสมบูรณ์ จบในอนาคตกาลว่าสูญแน่นอน นี่คือธรรมะพระพุทธเจ้าที่สอนรู้โลกรู้อธิปไตย เหนือกว่า มหาวิทยาลัยหรือศาสตร์ใดๆ ทั้งนั้น เป็นความจริงสูงสุด ถ้าคุณสำเร็จปัญญาพระพุทธเจ้าจะเข้าใจ เศรษฐสาตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยวิทยา ก็จะเข้าใจหมด แต่อาจไม่เป็นได้ทั้งหมด หลายอย่างก็เป็นได้ ถ้าเข้าใจก็เป็นได้เร็ว จะเป็นการบริหาร สังคมศาสตร์ การอยู่ร่วมกัน การสงเคราะห์ เป็นเศรษฐศาตร์คือ การแจกจ่ายเจือจาน แบ่งกันได้อย่างดีไม่เกิดความเดือดร้อน นำพาอำนาจแท้ในคน คือสติและปัญญาจะนำพา มีทั้งอำนาจและความเหนือ ที่ไม่ใช่อย่างข่มเบ่งทำร้าย แต่เหนือคือสูงกว่า เจริญกว่าดีกว่าแล้วก็ช่วย คำว่าเหนือของพระพุทธเจ้าคือเหนืออย่างประเสริฐ ช่วยสังคมมนุษย์โดยแท้ เหนือโลกเหนืออัตตาตน ย ิ่ งผู้ คือย ิ่ งกว่าคนที่เขาไม่เหนือ เหนืออย่างมีความรู้ มีเมตตา มีคุณธรรม คือเป็นประโยชน์ผู้อื่น เหนือกาม เหนือโลกธรรมเหนืออัตตา คือเขามีลาภ มียศ สรรเสริญ กาม อัตตา ก็ไม่เอาไปทำร้ายใคร โดยเฉพาะกามกับอัตตาคือตัวสำคัญที่ต้องล้าง จนไม่มีไม่เหลือ แต่ลาภ ยศ สรรเสริญก็อยู่กับโลกก็จะมีโดยธรรม คือมีโลกธรรมอยู่ แต่กามกับอัตตาไม่มีในตนแล้ว ก็อยู่กับคนอื่นที่มีกามมีอัตตาอยู่ ท่านก็อยู่อย่างไม่ต้องอยากแย่งกามแย่งอัตตา แย่งโลกธรรมใคร โลกธรรมนั้น ทำอย่างไรจะหลุดพ้น ก็ต้องเรียนรู้ตนเองที่โง่ไปเป็นทาส มัน ทุกคนเคยเป็นทาสมัน มันอยู่ในตัวเราที่เราไม่รู้ว่า มันเป็นเราเป็นของเรา เราเป็นทาสมัน ทั้งกามและอัตตา สามารถเข้าใจความเป็นอัตตาความเป็นโลก ว่าเรายังทรงเป็นทาสมันอยู่ในจิต เรายังอยากได้ อยากมี อยากเป็นในโลกและอัตตา ผู้ใดสามารถทำลายเหตุได้ แม้จะเกิดลาภมันมีผลผลิตจากที่คุณใช้พลังงานทางวัตถุทั้งนามธรรม คุณทำก็เกิดลาภโดยธรรม เกิดมาเราก็อาศัยใช้สอย ถ้าเหลือก็แบ่งแจก สร้างสรรขยัน รู้พัก รู้เพียร ชีวิตนี้ก็สบาย ชีวิตลดความเป็นทาสก็ลดบำเรอตน จนไม่บำเรอตน ชีวิตก็ใช้ปัจจัย 4 พอแก่การดำรงชีพ ก็พอ มีบริขารใช้ทำงานก็ใช้ไป เรากินใช้น้อยแต่ทำงานมาก ไม่มีวันจนแต่ไม่รวย ไม่สะสม สร้างสรรแล้วแจกจ่าย พึ่งตนเอง มีหมู่กลุ่มสร้างสรรไป มีเหลือก็แบ่งแจกคนที่เป็น เด็ก คนแก่ คนป่วย คนพิการ คนไร้สมรรถภาพ ที่เราต้องแบ่งให้ เขาทำกินทำใช้ไม่พอเราก็เกื้อกูล ในคน 5 ประเภทนี้ ส่วนมีอีกสองคนที่จะมาแทรกเราอยู่ ซึ่งเราไม่อยากให้เลย ก็คือ คนขี้เกียจ คนขี้โกง เราก็ต้องเลี่ยงบ้างสอนให้มันดีขึ้น ไม่ได้ก็หาทางลงโทษจับขัง คนในโลกสุดๆ ก็เอาไปฆ่าเลย คนขี้เกียจ คนขี้โกง ก็ทำร้ายเบียดเบียนคน ก็มีอยู่ในโลก จำเป็นเขาก็ต้องประหารชีวิต อาตมา ก็ไม่ได้เห็นด้วย แต่โลกจำเป็นก็ต้องทำ ไม่อย่างนั้นก็รักษาสังคมไม่รอด แต่ที่นี้ในสังคมคนฉลาดก็กำจัดด้วยวิธีธรรมะ สร้างสนามแม่เหล็กแห่งคุณธรรม อย่างคนขี้เกียจ ขี้โกง ถ้าตกมาในสนามแม่เหล็กแห่งคุณธรรมมันก็อยู่ไม่ได้ มันต้องกระเด็นออกไปจนได้ เพราะอำนาจธรรมะ เราไม่โหดร้ายแต่เขาจะอยู่ลำบากเอง เราต้องรักษาสนามแม่เหล็กแห่งคุณธรรมเราให้ดี เราไม่ต้องไปโหดร้ายกับเขา ช่วยหิตพหุชน เป็นสัจจ์ เป็นอย่างอโศกก็ช่วยประชาชนเป็นอันมากอยู่ ธรรมะ อธิปไตย กู้โลก ทั้ง อัตตา เพราะธรรมาธิปไตยจะกู้ทั้งโลก เพราะเราได้ล้างโลกล้างอัตตา เรามีลาภ ยศ ก็เอาไปใช้ช่วยคน แต่ไม่ต้องมีกาม มีอัตตาก็ล้างให้หมด เป็นส่วนตน แต่โลกธรรมเรามีเพื่อใช้ช่วยคน มีโดยธรรม อาตมา มียศ อาตมา ไว้รับใช้ รับใช้อย่างพ่อ คือเลี้ยงลูก ธรรมาธิปัตย์ ต้อง โลกุตระ ธรรมะนี่จะมีอำนาจมีพลัง จึงจะช่วยชนชนะ อัตตะแท้ คือชนะตัวเองแท้ หากธรรมะโลกียะไม่มีพ้นโลก เพราะไม่ได้รู้หยั่งไปถึงเหตุ ธรรมาธิปัตย์นั้น เป็นสาม สามมี อัตตาธิปไตย โลกธิปไตย อันที่สามคือธรรมาธิปไตย ประชาธิปไตยงาม ดังปรารถนาแล หากอำนาจเป็น ฉะนี้ คือถ้าเข้าใจอำนาจทั้งสาม โดยเฉพาะธรรมาธิปไตยที่ล้างอัตตา ล้างกาม หมดแล้วก็อยู่กับโลกที่มีโลกธรรม คุณก็มีสติเป็นอำนาจอยู่เหนือมัน แต่อยู่กับโลกธรรม มันมีโดยธรรม เรารู้ว่ามันคือสมมุติโลก เราทำงานรับใช้โลกเป็นโลกานุกัมปายะ มีลาภใช้ลาภให้แก่คนอื่น ตนเองอาศัยใช้น้อย เราใช้ยศ สรรเสริญ รับใช้ เป็นโลกานุกัมปายะ คือรับใช้โลก นี่คือยอดประชาธิปไตย ส่วนโลกธรรมคืออันตรายอันแสบเผ็ดคือลาภ คนเขาให้ลาภ ต้องไม่ประมาท ต้องรู้ว่ามันจะมีมากขึ้่นๆอย่าประมาท ถ้าประมาทคืออันตรายอันแสบเผ็ดแม้พระอรหันต์ อย่าเผลอ ไม่ว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ถ้าเป็นอรหันต์แล้วเสียท่าใช้โลกธรรมผิดไปก็เสียท่า หรือประมาณผิดในการรับใช้ก็เสีย เช่นไปรับรองคนผิดก็พลาดท่า พระพุทธเจ้าเตือนว่า ลาภ ยส สรรเสริญ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแม้พระอรหันต์ขีณาสพ อย่างโสดาฯสกิทาฯอนาคาฯก็ไม่พ้นแน่ เมื่อได้ครบสมบูรณ์ก็เป็นประชาชน ที่สามารถอยู่กับประชาชน ใช้อำนาจที่เรามีอย่างมีประโยชน์คุณค่า หากอำนาจเป็น ฉะนี้ ใหญ่แท้ ย่ิงใด ที่มีอำนาจธรรม เพราะเราไม่เบ่งอำนาจโลก อำนาจอัตตา ใจเรายังหลงในโลกธรรมหรือไม่ หลงในอำนาจอัตตาหรือไม่ เราต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้นี่คือคาถาที่ให้พวกเราทุกคนทุกชาติ และอย่าทำอย่างเสแสร้งรับใช้เพื่อเอาคืนมาให้ตน เราต้องรับใช้จริง โลกธรรมเป็นอุปกรณ์ในการรับใช้ อย่าหลงว่าเป็นเครื่องมือแสวงหาให้บำเรอกามหรืออัตตา

ต่อไปเป็นการตอบประเด็นคำถ าม

_คำถามว่า… ปลูกเงาะก็ได้เงาะปลูกอะไรก็ได้กิน ทำไมไทยเคราะห์ร้ายที่ได้ผู้นำที่โง่ที่สุดในโลก พ่อครู ตอบว่า. .. อาตมา ก็ไม่รู้ว่าทำไมอาภัพอัปภาคเช่นนี้ ก็เพราะอำนาจโลกธรรมที่ทำให้คนสยบ เกือบไม่เหลือแล้ว ก็คงต้องประชาชนมารวมตัวกันมาแสดงอำนาจประชาชน แสดงความเป็นเจ้าของประเทศ ออกมาบอกให้คนที่บริหารไม่ได้ดี เลิกหยุดทำ ก็ได้หมด ถ้าประชาชนมาก แล้วมาแสดงความเห็นตรงกัน เช่นหยุดกู้เงินนี้ ประชาชนไม่เห็นด้วย นั่นคือ ความเป็นประชาธิปไตย คนไทยไม่เข้าใจ และไม่เอาภาระด้วย คนรวยๆ ไม่ออกมาชั่งหัวมัน แต่คนจน คนระดับกลางก็ต้องรักษาสถานะ ต้องออกมา แม้คนรวยก็สามารถตกลงมาได้ แต่คนที่เข้าใจแล้วว่าอันนี้ไม่ควรทำก็ออกมา เห็นรวมกันว่าอันนี้ไม่ควรทำ อย่างเช่นเห็นว่าผู้นำนี้เราไม่เอาก็ต้องออกมาสัก 30 ล้านคนก็ต้องออกแน่ แม้ 1 ล้านคนมาออกมายืนกัน ก็ทำได้แน่ แต่ตอนนี้หน้ากากขาวออกมา แต่อย่ามาทำตัวเป็นผู้นำ ออกมายืนยัน ไม่ต้องมีใครเป็นใหญ่ ถือป้ายออกมา ซึ่งก็จะตรงกันหมด ไม่ต้องขึ้นเวทีพูดหรอก เดี๋ยวหลงตนไฮปาร์คอีก ทำกันทั่วประเทศทุกจังหวัด ยืนยันข้อเรียกร้องข้อเสนอตรงกัน คนโง่คนหลงอำนาจให้ออกเลย ชี้เลย ตามอำนาจนิติรัฐนิติธรรม แล้วจะเป็นประชาธิปไตยอันสวยงาม ถ้าออกมามากพอ คณะที่ต่อต้านไม่มากพอหรอก ประชาชนที่เห็นรวมกันน่าจะมากกว่า คนที่พารวนมาอย่าไปกลัว ถ้ามามากกว่าชนะแน่

_คำถามว่า… อ.เป็นต้น นาประโคน ถาม...เคยฟังเทศน์ ผู้กล้าสัมปชานะมุส า วาส จะได้รับวิบากมากกว่าปกติ พ่อครู ตอบว่า ...วิบากกรรมมีจริง จะแสดงผลเมื่อไหร่ก็แล้วแต่การประมวลผล มันเกินบรรยาย มันจะออกผลไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า เราเองเราเชื่อแล้วอย่าไปทำก็แล้วกัน วิบากเหล่านี้คุณต้องรับไปไม่ว่าชาติใดชาติหนึ่ง เพราะคุณต้องเวียนตายเวียนเกิดไปอีกไม่รู้กี่ชาติ สวรรค์นั้นชั่วแวบ แต่นรกนี้นานมาก หนักและยาวนาน ผลของนรกยังไม่ออก คนที่หลงทำหยาบทำบาปสะสมไป เขาไม่เชื่อในวิบากกรรม ก็บอกแล้วเขาก็ไม่เชื่อ เราควรอยู่ทำประโยชน์ต่อ เราไปบอกเขามากๆ เขาโกรธก็ทำร้ายได้ แต่เราไม่ได้กลัวในภัย 5 การตายคือการเปลี่ยนร่าง ก็ได้ร่างดีกว่าเดิม ไม่ต้องไปสาปแช่งเขา กรรมใครกรรมมัน เขาทำชั่วก็น่าสงสาร มันยังไม่ออกฤทธิ์เขาจึงเหลิง อย่างอโศกก็รวมตัวทำเป็นสนามแม่เหล็กแห่งคุณธรรม มีพลัง 4 พ้นภัย 5

_คำถามว่า… อยากฟังหลวงปู่เทศน์เป็นภาษาอีสาน … พ่อครู ตอบ ว่า … มีเวลาโอกาสก็จะเว่า แต่เว่ากลางก็ได้รู้หลายภาคหน่อย

_คำถามว่า… จะทำใจอย่างไรดีครับ ถ้าเราทำงานแบบจะเป็นจะตาย แต่เพื่อนไม่ยอมมาช่วยทั้งที่เราบอกไปแล้วก็พยายามคิดในทางที่ดีว่า ทำให้เราฝึกเสียสละแต่ทำใจไม่ได้ครับ พ่อครูตอบว่า. ..ถ้าเราขยันทำงานเราก็ได้กุศลของเรา เขาไม่ทำก็ไม่ได้ มันเป็นทรัพย์ที่ย ิ่ งกว่าเงินกว่าทองนะ ได้สั่งสมติดจิตวิญญาณไปเลย ขยันหมั่นเพียรทำงานที่ดีไปเลย ใครไม่ทำก็โง่ไม่ได้ส ิ่ งดี เราทำเราได้สิ่งดี เราบอกเขาได้ เขาไม่ทำตามก็แล้วไป

_คำถามว่า… ศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม แล้วทำไมต้องสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆ ด้วย พ่อครู ตอบว่า. ..หลวงปู่เห็นว่าในโลกเขาจะไม่ให้มีพระพุทธรูปไม่ได้แล้ว เราก็ต้องมีตามเขา แต่เราต้องให้มีอย่างเข้าใจส ิ่ งที่ถูกเช่น อย่างเอาดอกไม้ธูปเทียนมาเคารพ พระพุทธเจ้าว่าดอกไม้ธูปเทียนเป็นวัตถุอนามาส มีในศีล แต่ว่าเดี๋ยวนี้พุทธไม่เอาไม่ศึกษาฝึกฝนศีลแล้ว เอาแต่วินัย ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านห้ามไว้ในศีลว่าไม่ให้จุดธูปเทียนบูชาไฟ เรามีพระพุทธรูปเพื่อสะดุดตาคน องค์ใหญ่ก็สะดุดตามาก เป็นเครื่องจูงนำคนมาได้

คำถามว่า… สัตว์เดรัจฉานคืออะไร พระพุทธเจ้าจะมาเกิดเมื่อไหร่ พ่อครู ตอบ ...สัตว์เดรัจฉานคือ สัตว์ที่ไม่มีปัญญา เดรัจฉาน แปลว่า ผู้ขวางทางนิพพาน ไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่ไม่รู้เรื่อง คนนี่แหละประพฤติขวางทางนิพพานคือเดรัจฉาน อีกความหมายคือ อเวไนยสัตว์ ซึ่งคนผู้ใดที่สอนให้ไปนิพพานไม่ได้คือสัตว์เดรัจฉาน คนนี่แหละคือมีปัญญาไม่พอยังเป็นเดรัจฉานอยู่ คนแม้เข้าใจทางไปนิพพานแต่ไม่ปฏิบัติก็เป็นเดรัจฉานอยู่ จนกระทั่งปฏิบัติให้หลุดพ้นจากเดรัจฉานได้ ต่ำกว่าโสดาบันคือเดรัจฉานทั้งสิ้น ส่วนพระพุทธเจ้าจะมาเกิดเมื่อไหร่ อาตมา ตอบง่ายว่าไม่รู้ แต่ตอบความเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าจะอุบัติเมื่อมีเหตุปัจจัย ที่จะมาสอนโลก เช่นความรู้ของศาสนาพุทธไม่มี ยุคที่คนดีแต่ยังไม่มีความรู้พุทธพระพุทธเจ้าก็จะเกิด ส่วนยุคคนดีมาก พระพุทธเจ้าก็ไม่เกิด ส่วนยุคกลียุค สอนคนไม่ได้ก็ไม่มากเกิด มาเกิดก็ไม่คุ้มแล้ว ยุคใกล้กลียุค ก็คือพุทธันดรซึ่งมีสองช่วงคือยุคคนสอนไม่ได้แล้ว กับยุคที่คนดีไม่ต้องสอน พระพุทธเจ้าจะไม่เกิดในสองยุคนี้

_คำถามว่า… ที่พ่อครูเทศน์เมื่อวาน มีสองสูตร คือสูตรดูไปและดูไบคืออะไร พ่อครู ตอบว่า. ..ดูไบ คือเมืองๆ หนึ่งในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซึ่ง อาตมา ก็เล่นคำว่า เราไม่ต้องวิ่งไปดูไบหรอกแต่เราก็ดูไป คือปฏิบัติแล้วก็ดูไป เราไม่เอาสูตรดูไบ คนที่ไปดูไบก็ใช้ทฤษฏีดูไบตามโลกเขา ให้รู้ว่าคนๆ หนึ่งที่ดูไบกำลังทำงานกระทบกระเทือนต่อประเทศไทย เราก็ไม่ต้องไปทำที่ดูไบ เราเอาดูไปก็พอ ….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน