อจินไตยของฌานวิสัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
อจินไตยของฌานวิสัย ฌานวิสัย เป็นอจินไตย 1 ใน 4 ฌาน ของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องอจินไตย ไม่ใช่เรื่องที่คิดคะเนเอา แต่ฌานนี้ เทวนิยม อเทวนิยมก็ใช้คำนี้ มันต้องยอม มันเอาคืนไม่ได้หรอก เพราะมันมีตั้งแต่ก่อนศาสนาพระพุทธเจ้าเกิด จนศาสนาพระพุทธเจ้ามี แล้วก็เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องใช้คำ ซ้ำนี้ จะไปตั้งคำพิเศษขึ้นมาอีกก็ไม่ได้ เพราะเป็นคำที่จำนนแล้ว เหมือนคำว่าสุขกับทุกข์ จะไปตั้งว่าสุขกับทุกข์เป็นคำใหม่และก็ไม่ได้ เป็นคำเดียวก็ไม่ได้ ก็ต้องใช้พยัญชนะแทนว่า สุข ทุกข์ ก็คือ เทว เทวะ พยัญชนะก็แปลว่า 2 สุขกับทุกข์นี่แหละ คู่สำคัญที่สุด ดีชั่ว รูปนาม กายจิต ก็คือสองคือเทวะ ก็ต้องเรียน 2 คำว่าเทวะ ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้ที่มืดบอดกับคำว่าเทวะ แล้วไปหลงว่าเทวเป็นหนึ่ง แยกไม่ได้แล้ว ตนเองโง่เอง แยกไม่ได้ แล้วนอกจากโง่เองแยกไม่ได้แล้ว ห้ามใครแตะห้ามใครแยก ก็เสร็จสิครับ ใช่มั้ย เขาเองไม่รู้ตัวเองแล้วไม่ยอมให้ใครมาแยกตัวเอง แล้วหลงว่า ตัวเองแยกไม่ได้ จบเลย เพราะตัวเองใหญ่ที่สุด พระพุทธเจ้าก็ใหญ่ที่สุดท่านให้แย้งได้แยกได้ สุดท้ายพระพุทธเจ้าก็บอกว่า มันคือเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกันอยู่ แม้จะเป็นพระพุทธเจ้าก็คือเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกันอยู่ทั้งนั้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะฉะนั้นคำว่า เรา กับ ของเรา อีกคู่หนึ่ง สองเหมือนกัน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราคือ 0 ทั้งหมด ภาษาว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ง่ายไหม ง่ายนิดเดียว ภาษาคำว่า ง่ายนิดเดียว แต่ยากเยอะ ก็เป็นภาษาสิริมหามายาเหมือนกัน ง่ายนิดเดียว แต่ยากเยอะ..หมดเลย ง่ายกับยาก สองคำง่ายๆสั้นๆ พูดง่าย ใครก็รู้ ยากก็รู้ แล้วยิ่งรู้นิดเดียวมันมีนิด แต่มันมีเยอะก็รู้ยาก แต่มันยากเยอะ ง่ายนิดเดียว ก็บรรลุเร็วสิ แต่เปล่าหรอกง่ายนิดเดีย
อ่านต่อ
วนี่แหละยากชะมัดเลย ยิ่งเล็กละเอียดเท่าไรคุณยิ่งรู้ยากใช่ไหม ยิ่งเล็กละเอียดยิ่งรู้ยากใช่ไหม ขนาดทางสสาร เล็กสสาร ทุกวันนี้ ที่ไม่ใช่พลังงานเป็นสสารก็ยังยากแล้ว ยิ่งเป็นพลังงานยิ่งเล็ก แน่นอน เล็กของพลังงานก็ยิ่งเล็กกว่าสสารมาก ทีนี้ เล็กของนามธรรมอีก เลยอากาศธาตุอีก วิญญาณนี้ละเอียดกว่าอากาศธาตุอีก นี่ใครตามสภาวะภาษาได้ จะรู้ว่ามันเล็กมาก ไม่มีสิ่งที่ไม่มี แต่มันก็ต้องมีสิ่งที่มี ขณะที่คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ต้องมีธาตุรู้ ถ้าคุณมีธาตุรู้แต่ไม่รู้สิ่งที่มีมันก็เลิก คุณก็ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ คุณมีธาตุรู้แต่คุณไม่สามารถรู้สิ่งที่มี ก็จะไปพูดถึงสิ่งที่ไม่มีทำไมล่ะ ขนาดสิ่งที่มีคุณยังไม่รู้ มีกับไม่มี สิ่งที่มีก็รู้ง่ายกว่าสิ่งที่ไม่มี 2 ตัวเป็นเทวะ มีกับไม่มี สองคำนี้ มีมันรู้ง่ายกว่าไม่มี ขนาดมีคุณก็ยังไม่รู้แล้ว แล้วคุณจะไปรู้ไม่มี คำว่า ไม่มี ก็คือขนาดที่แทนสภาวะที่ละเอียดเข้าไปจนถึงยิ่งกว่าอากาศ ยิ่งกว่าอากาสาฯ ยิ่งกว่าที่ว่าง ในที่ว่างยิ่งกว่าอากาศ คือวิญญาณ คือธาตุรู้ พระพุทธเจ้าแจกธาตุรู้หรือวิญญาณ ให้รู้ได้ ในกระบวนการแจกเป็นเวทนา 108 วิญญาณแจกเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณเอง รูป กับ นาม รูปรู้ง่ายกว่า ละวางได้เร็วกว่า นามละเอียดกว่า ละวางได้ยากกว่า ใน นาม เวทนา สัญญา สังขาร เจาะสังขารเป็น กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร กายสังขารกับวจีสังขารรู้ไม่ยาก กายกับวจี เหมือนหุ่นยนต์ สามารถทำให้กายมันเคลื่อนเป็นกายวิญญัติได้ แล้วก็ใส่วจีวิญญัติเข้าไปอีก พยายามให้เท่ากับคนเลย โดยวจีก็ตาม กายก็ตาม มีมโนเป็นประธาน เขาก็พยายามทำให้หุ่นยนต์ Robot มีมโนเป็นชีวะ แต่มันไม่ได้หรอก อาตมาว่าเขาก็จะพยายาม พยายามให้หุ่นยนต์นี้ มันกินอาหารเอง มันเลือกอาหารกินเอง และให้มันปรุงแต่งสังขาร เป็นเครื่องที่ให้มันปรุงแต่งเองจะได้ไหม ให้ Robot หุ่นยนต์ คุณเอาอาหารซึ่งเป็นธาตุสารพัดที่มันจะมีใส่เข้าไป คุณก็ทำได้ แต่ธาตุที่คุณใส่เข้าไปดูแล้วแต่เป็นสสารกับพลังงาน คุณเอาธาตุ พีชะ เป็นอาหาร แล้วเอาสัตว์เป็นอาหาร คุณเอาเนื้อสัตว์กับ พีชะ ใส่ เข้าไปแทนพลังงานที่คุณใส่เข้าไปในหุ่นยนต์ ให้มันขับเคลื่อนอยู่อย่างนี้ จะเป็นความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า แต่เอาพืชกับเนื้อนี่ใส่เข้าไปเลย มันก็ย่อยไม่เป็นแล้ว ย่อยให้เป็นพลังงาน ไปจัดการกับหุ่นยนต์ตัวนี้ คุณจะทำได้ไหม คุณย่อยเอาใส่อันนี้เข้าไป คุณอย่าเอาความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าใส่นะ แต่คุณใส่พืชหรือเนื้อสัตว์เข้าไป มันจะได้ไหม ก็ไม่ได้ แต่นี่เขาก็พยายามให้เป็นอย่างน้อยเป็นชีวะเป็นพืช แต่คุณจะทำให้หุ่นยนต์เหมือนกลายเป็นสัตว์ ข้ามพืชด้วย คุณยังไม่รู้กันหรอก นักวิทยาศาสตร์ อาตมาเห็นแล้วก็น่าสงสาร จะดันทุรังคิดๆๆ เอาเถอะ มันเหมือนใกล้เคียง แทนได้ แต่มันไม่มีทางที่จะทำสังขาร มโนสังขารนี่ ไม่ได้ คุณทำได้แต่วจีสังขารกับกายสังขาร คุณทำได้ เพราะมันหยาบ แต่คุณทำมโนไม่ได้
ทีนี้พอถึงขั้นมโนแล้วก็เข้าสู่ ฌานวิสัย อาตมาไปเรียกคำว่า ฌานว่า พลังงาน แต่แท้จริง พลังงานที่เป็น ฌาน มันมีจิตวิญญาณเป็นตัวประธานบงการ มันไม่ใช่พลังงานของพลังงานมันจัดการกันเอง และพลังงานระดับฌาน ไม่ใช่พลังงานระดับพืชด้วย พืชทำฌานไม่ได้ ฌาน มีคุณสมบัติอย่างไร พยัญชนะว่า ฌ า น เรียกแทนพลังงานในระดับมนุษย์ใช้ แล้วมนุษย์ต้องเป็นขั้นเวไนยสัตว์ แล้ว ฌาน ของอเวไนยสัตว์ก็ทำได้ หรือฌานระดับเวไนยสัตว์ที่เป็นโลกีย์คือเก่งทางด้านจิตวิญญาณพอใช้ได้ เขาก็ทำได้เป็นโลกียฌาน ทีนี้ก็มาพูดถึงโลกียฌาน มีอะไรต่างก็คือมี โลกุตรฌานต่าง หรือฌานของสาธารณะสากลมันต่างกันตรงไหน มันต่างกันตรงที่ฌาน ของเทวนิยม ไม่รู้จักกิเลสตัวจริง กิเลสตัวจริงอยู่ไหน กิเลสตัวจริงอยู่ในจิตเจตสิก เทวนิยมหลายลัทธิ หลายศาสนา เรียนจิตเจตสิก เหมือนกัน เขาเรียนจิตเจตสิก ฮินดูเขาก็เรียน พราหมณ์เขาก็เรียน หรืออะไรอีกก็แล้วแต่ ส่วนแน่นอน คริสต์ อิสลาม ไม่ได้เรียนหรอก แม้เขาจะเรียนจิตเจตสิก เขาก็เรียนได้อย่างหยาบ เขาจะแยกเป็นทั้งขันธ์ 5 จากขันธ์ 5 ซอยละเอียดเข้าไป สัญญาก็ไม่รู้มีอีกตั้งเท่าไหร่ แล้วก็รู้ความต่าง ลิงค หรือเพศ ระหว่างสัญญา เอาล่ะอนุโลมให้คุณเรียกสัญญาในเทวนิยม เขาก็มีความรู้เหมือนกัน เอาให้ใกล้เข้าไปอีก คือ พราหมณ์กับพุทธ พราหมณ์กับพุทธนี้อันเดียวกัน แต่มาทิฏฐิต่างกัน แยกกันจนเป็น 2 แยกกันจนกระทั่งเป็นคู่ชกกันมาตลอดกาลนาน คู่รบกันมาตลอดกาลนาน จนกระทั่งสุดท้าย ก็เอาสภาวะเป็นหลัก ฉะนั้นผู้ที่ยึดสภาวะได้แท้ บัญญัติเหมือนกันหมด บัญญัติของพราหมณ์กับของพุทธ พราหมณ์สมัยพระพุทธเจ้ารู้หมดในเรื่องพระเวท ในเรื่องบัญญัติ ในเรื่องพยัญชนะ พราหมณ์มหาศาลทั้งหลายแหล่ ยกตัวอย่าง อัมพัฏฐมานพ ที่มาพบพระพุทธเจ้า มาบอกเขาเรียนมาจบพระเวท ใส่ใหญ่เลย พระพุทธเจ้าก็ไล่ให้เข้าเป้า ไปหาแค่ต้นตระกูลของผู้ที่จะพูดกันรู้เรื่อง เลยไปกว่านั้นมีอีกนะ แต่เอาแค่ต้นตระกูลที่พูดกันรู้เรื่อง คือ พราหมณ์เขาเรียนกัณหโคตร ส่วนพุทธเขาก็เรียน กัณหโคตร ต้นตระกูล ไล่ไปสุดท้ายอัมพัฏฐมานพ จนแต้มด้วยตนเองไม่รู้ว่าตนเองเป็นลูกของกัณหะ คือเป็นลูกของทาสี พระเจ้าโอกกากราชมีลูกกับทาสีเป็นต้นตระกูลของกัณหโคตร พระพุทธเจ้าไล่เรียงจนอัมพัฏฐะจนมุมว่า ต้นตระกูลของเขาคือ นางกัณหะ เป็นทาสี เป็นทาสที่พระเจ้าโอกกากราชเอามาเป็นภรรยา แล้วก็มีต้นตระกูลเป็นอัมพัฏฐมานพ ซึ่งเรียนจบไตรเวท สุดท้ายเขาก็จำนน พระพุทธเจ้าท่านมาจากพระเจ้าโอกกากราช ที่เกิดกรณีที่จะต้องให้พระราชโอรสพระราชธิดา ถูกเนรเทศออกไปเสียเพื่อความสงบเรียบร้อย ทางโน้น ก็ไปสร้างตระกูลใหม่ จนกระทั่งมาเป็นตระกูลของพระพุทธเจ้า ส่วนกัณหะ ก็เป็นต้นตระกูลของ อัมพัฏฐะ ก็เรียนจบพระเวทมา แต่พระพุทธเจ้าเป็นลูกของมเหสี ไม่ใช่เป็นลูกของนางทาสี แต่เป็นลูกของพระบิดาองค์เดียวกัน พระเจ้าโอกกากราช แต่อัมพัฏฐะมาจากทาสี แต่พระพุทธเจ้ามาจากมเหสี อย่างนี้เป็นต้น อัมพัฏฐะ สุดท้ายก็ต้องยอมจำนน
ฌาน ของพระพุทธเจ้าต้องเกิดจากจรณะ 15 วิชชา 8 แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ฌาน หลับตาไม่มีจรณะ 15 ไม่มีอปัณกธรรม 3 ไม่มีการลืมตา จบเลย จบแล้ว ใช่ไหมล่ะ แค่นี้ก็ยังไม่ตื่นยังไม่รู้ยังไม่สะดุด แล้วเราไปหลับตาอยู่ต่อทำไม ศาสนาพุทธไม่ได้ใช้หลับตาเลย มีแต่ลืมตาอยู่กับชีวิตปกติ ทำอาชีพทำกรรมต่างๆ กัมมันตะ พูดจาอยู่คิดอยู่ทั้งหมดเลยในมรรคมีองค์ 8 มีพร้อมตลอดหมด จรณะ 15 ก็มีพร้อม อปันกธรรม3 ก็ยืนยันแล้ว ต้องมีสัมผัส 6 ทวาร แล้วต้องเกี่ยวกับเครื่องกินเครื่องใช้ เอาแต่เรื่องการกินมาพูดก่อน แค่นี้ก็ไม่รู้เรื่องกันแล้ว แค่เรื่องอาหารเรื่องการกินไม่ต้องเอาเครื่องใช้หรอก มันหยาบกว่า เพราะเครื่องใช้ก็คือเครื่องใช้ภายนอก เครื่องกินมันเป็นภายในเอาไปบริโภคภายใน เครื่องใช้มันเป็นบริโภคนอก ฉะนั้นละเว้นจากบริโภคนอกแล้ว คุณไม่มีบริโภคในคุณจะอยู่รอดไหม ...ไม่ได้ สัตว์โลกต้องมีบริโภคใน อาหาร คำข้าว ถ้าไม่มีอาหารไม่มีคำข้าวไม่มีบริโภคใน คุณเป็นสัตว์โลกไม่ได้ ก็ได้แต่ Robot ได้แต่หุ่นไง บริโภคนอก แสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าไง เพราะฉะนั้น ฌานวิสัย ของพระพุทธเจ้านั้นจึงเป็น ฌาน ที่เกิดจากมโน ไม่ใช่เกิดจากแค่วาจาหรือแค่กาย สรุปเข้ามาแล้วนะ ดินน้ำไฟลมไม่ต้องพูด ความร้อนแสงเสียงไม่ได้ก็ไม่ต้องพูด พวกนั้นเป็นเรื่องของอุตุนิยามหมด แม้แต่พีชนิยาม ก็ทำฌานวิสัยไม่ได้ แม้แต่มาเป็นคนเป็นสัตว์แล้ว สัตว์เดรัจฉานก็ทำฌานไม่เป็น มาเป็นคน มาเป็นมนุษย์ มีมนุษย์ที่หัดทำฌาน แม้แต่ทำฌานโลกีย์ ในโลก มนุษย์ 7 พันล้านนี่ จะหัดฝึกทำฌานโลกีย์ จะถึงครึ่งมั้ย จาก 7 พันล้าน ..ไม่ถึง เขาไม่มานั่งทำฌานโลกีย์หรอก เขาก็ไปกับลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไม่มานั่งทำฌานหรอก ฌานโลกีย์ด้วย เพราะฉะนั้นยิ่งเป็น ฌานโลกุตระ จะเหลือเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ฌาน โลกุตระจะต้องรู้จักว่าเกิดจากการปฏิบัติ ศีล เป็นต้นต้องมี อปันกปฏิปทา 3 เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้จึงจะสามารถรู้จักสัทธรรม 7 แล้วจึงจะสามารถจัดการทำให้เกิดเป็น ฌานได้ (พ่อครู ไอ ตัดออกด้วย) โดยมีธาตุรู้คือวิญญาณ วิญญาณ สามารถจะสร้างให้เกิดปัญญาได้ ก็คือ ทำวิญญาณ ทำธาตุวิญญาณแจกเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ นาม ก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร นาม จากวิญญาณ แจกมาเป็นเจตสิก แล้วมี เวทนา สัญญา สังขาร หน้าที่ของสัญญาคือ ตัวกำหนดรู้ หน้าที่ของเวทนาคือตัวถูกรู้ หน้าที่ของสังขารคือตัวที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นแยกสังขารก่อน สังขารหยาบตั้งแต่กายสังขาร วจีสังขาร แยกออก เอามโนสังขารเท่านั้น เอามโนสังขารมารู้พลังงาน ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ หยาบ ภายนอก แล้วแยกเป็นจิต เป็นเจตสิกภายนอก เจตสิก ก็แยกได้เป็น 1 เจตสิกเวทนา เป็นเครื่องรู้ เป็น ความรู้สึก เวทนา ความรู้สึกที่ประชุมกับภายนอกเรียกว่า กายิกเวทนา กับ เจตสิกเวทนา เรียกว่าเวทนา 2 คุณต้องมี 2 นี้ ตลอดเวลา ที่ปฏิบัติคือมี กาย เรียกเวทนาก็คือจิต หรือแยกเป็นเจตสิก ในเจตสิกต่างๆ ก็แยกมาเป็น สัญญา สังขาร สัญญาก็ทำงานเป็นตัวหลักแล้ว ก็มาแยกสังขารออก เวทนา สัญญา สิ่งที่สังขารปรุงแต่งกันอยู่ แล้วเป็นตัวกิเลส กลิ เป็นตัวการหลักที่จะต้องรู้ตัวมันให้ได้ จับอาการมันให้ได้ กิเลสภายนอกคือ กายกลิ เอาภายนอกก่อน ค่อยมาเรียน จิตกลิ กลิ คือตัวโทษตัวภัย โทษภัยทางกาย ฆ่ากายหยาบก่อน เหมือนจัดการกับเปลือกนอกของต้นไม้ ผ่านเปลือกนอกของต้นไม้เข้าไปได้จึงจะไปถึงกระพี้ จากกระพี้ก็เข้าไปถึงแก่นใน เปลือกข้างนอก ไปกระพี้ แล้วไปแก่น ในสาโรปมสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มหาสาโรปมสูตร เล่ม12 ข้อ 347 ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น ดอกใบผลเป็นลาภ สักการะ สรรเสริญ จะมาเอาแก่น แต่ไปหลงกับ ดอกใบผลเป็นลาภ สักการะสรรเสริญ ไม่ต้องพูดถึงศีล ไม่รู้แล้วมีแต่วินัย 227 มันสังขารสังเคราะห์กันอย่างไรก็ไม่รู้ มีสูตรคือปัจจัยปฏิบัติจรณะ 15 ก็ไม่รู้ อปันกธรรม 3 ก็ไม่รู้ แล้วจะไปหา สัทธรรม 7 มารู้ได้อย่างไร ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ฌาน ก็อย่าไปหวังเลยว่าจะเป็น ฌาน ของพระพุทธเจ้า ก็คงทำได้แต่ ฌานโลกีย์ ฌานฤาษีเท่านั้น ปัญญาเป็นตัวฉลาด เป็นวิชชา 8 ตั้งแต่วิปัสสนาญาณ ต้องรู้ ต้องเห็น ต้องสัมผัส เห็นด้วยตาทางรูป ทางหูได้ยินเสียง ได้กลิ่นทางจมูก ได้รับรสทางลิ้น มีสัมผัสโผฏฐัพพะ ต้องมีจิตเข้าไปร่วมรับรู้ทั้งนั้นไม่ใช่วิญญาณล่องลอยไม่มีที่ตั้ง จะต้องมีวิญญาณฐีติ จะต้องมีฐาน ฐีติ ที่ตั้ง ที่ต้องผัสสะ ผุสสติ มีหลายคำ ที่แทนได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมันไม่เป็นจรณะ 15 ก็หมดสิทธิ์ ที่จะเป็นฌานวิสัย ที่เป็นอจินไตยของพระพุทธเจ้า ก็ต้องอยู่กับ ฌานโลกีย์ ไปตลอดกาล เมื่อมาเป็นโลกุตระ ก็ต้องมาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าปฏิบัติศีล ปฏิบัติ อปันกธรรม 3 สัมผัสกับคนกับสัตว์ สัมผัสแล้วก็เรียนรู้ว่าสัมผัสสัมพันธ์ แล้วเกิดกิเลสความโลภโกรธหลงอย่างไร รายละเอียดของโลภโกรธหลง ละเอียดขึ้นไป ตัวหลงคือตัวโมหะ สับสน ตัวนี้แหละถ้ายังไม่เรียบเรียงเป็นลำดับอย่างเป็นสัมมาทิฎฐิ คุณก็สับสนทั้งนั้น โมหะ คุณต้องทำให้ได้ก่อน อย่าสับสนเลอะเทอะโมหะ เมื่อแม่นจริงๆแล้วไม่สับสนเลอะเทอะจึง จับกาย จับตน หรือสักกะ หรือ ตนะ สักกะ กับ ตน ต่างกันอย่างไร สักกะ ใช้พยัญชนะเศษวรรค กับ กะ ส่วน ตนะ นั้นใช้ พยัญชนะ ตัว ต กับ นะ เป็นพยัญชนะตัวปลาย ต กับ น สองตัวนี้ รวมกันเข้า ก็จะมีพลังงาน ถ ท ธ สามตัวกลาง ฐ คือ Static ธ คือ Dynamic ส่วน ม กับ ท เป็นพยัญชนะ 2 ตัว ตัว ท เป็นพลังงานตัวกลางที่สุด เช่น ทหาร เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเป็น พลังงาน 3 ตัว ถ ท ธ ต ตัวต้น น ตัวปลาย ถ้า ถ ท ธ ตัว ท ตัวกลาง ตัวฐ ตัวนิ่ง ตัว ธ ตัวเคลื่อน ทรงไว้แล้วเจริญขึ้น ส่วน ท เป็นตัวกลาง ถ้าหยุดเลยเป็น สมถะ ตน กับ สักกะ สักกะ ส คือเศษวรรค ตัวที่ 5 ย ร ล ว ส เป็นพลังงานตัวกลางของพลังงาน 9 เอามาใช้เป็นตัวหลักของพยัญชนะตัวบนก็เป็น สักกะ แต่ถ้าสักกะ เป็นตัวที่ทำได้ เป็นผู้รู้ ทำให้เหนือเป็น สว สย มันก็จะเล็กลงอีก จากสักกะเหลือ สว ก็เล็กลงมา จนเหลือ สย ก็จะเหลือเล็กใหญ่เลย เล็กสุดท้ายเรียก อนุสยะ หรืออนุสัย ถ้าเผื่อว่าตัวที่ยังอาศัยอยู่ ก็เรียกว่า ตัวที่ยังมียังไม่เก่งเท่าไหร่ ยังอาศัย มันยัง หม่นๆอยู่นะ อาศัย อาสยะ พอเก่งขึ้นไปอีกก็เป็น สว หรือหยาบไปเป็น สวะ สยะ นี่ตัวเล็กสุด สว ตัวกลาง สก ตัวใหญ่ของสามเส้า สก สว สย ผู้ใดจะชัดเจนในตัวพวกนี้ได้ ในสภาวะของสักกะ สวะ สยะ คุณก็สามารถที่จะทำให้พลังงานเหล่านั้นลงมาเล็กลงมาเรื่อยๆ จนมาอาศัยเล็กที่สุด อาศัยเล็กที่สุดคืออาศัย สยะ เมื่ออาศัยสยะแล้ว คุณสามารถอนุโลมให้ใช้งานใหญ่ เรียกว่า อาสยะ แล้วใช้งานดีขึ้นเก่งขึ้นเรียกว่า นิสยะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ
อาศัย ก็เพิ่งจะสยะ เล็กๆ พอนิสัยก็แน่นกว่าอาศัย จากนิสัย ก็สูงไปเป็น วิสัย เพราะฉะนั้น ฌานที่จะเป็นฌานนิสัย ก็แค่นั้น ยิ่งฌานอาศัยก็ยิ่งเบาบาง ในคำว่าฌานอาศัย พระอรหันต์ใช้ฌานอาศัยทำงาน เป็นพลังงาน ฌาน เป็นปัญญา ต้องอาศัยฌานทำงาน หรืออาศัยปัญญาทำงาน ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน ถ้าไม่มีฌานก็ไม่มีปัญญา ไม่มีปัญญาก็ไม่มีฌาน(ฌานของพุทธ) ฌานของฤาษีไม่มีปัญญามีแต่เฉกา คือ เป็นธาตุรู้โลกีย์หรือความรู้ของโลกีย์ ส่วนปัญญา เป็นธาตุรู้ของโลกุตระของพระพุทธเจ้า แต่ถูกขี้ตู่เอาไปใช้เขลอะไปหมดเลย เพราะคนชอบพูดนี่แหละ แล้วคนอื่นเห็นดีเห็นงามก็เอาปัญญาไปใช้หมายถึงปัญญาก็เลยดี บอกว่าปัญญาเท่ดี กลืนเฉโกไปหมดเรียกแต่ปัญญา ฉันเดียวกัน ฌานวิสัย จะพูดก็ไปเรียก ฌานไปหมด ไม่ใช่กว่าจะเป็นฌานวิสัยต้องรู้ตั้งแต่ อาศัย นิสัย วิสัย อา เป็นภาคเสธ ยังไม่เป็นตัวตน มีกึ่งหนึ่ง… หมดเวลา
640221_พ่อครูปฐมนิเทศ พาปฏิญาณศีล 8 งานพุทธาภิเษกฯ ปี 2564 ครั้งที่ 45 ออนไลน์