นิพพานเป็นอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
นิพพานเป็นอย่างไร แล้วที่ว่า “ดี” มันเที่ยงไหม?.. ยึดถือก็ไม่เที่ยง ตัวมันเองมันก็ไม่เที่ยง ดีเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเป็นไม่ดี ทำดีได้เกิดมาใหม่กำลังวังชาแข็งแรงทำได้เต็มที่ พอชักต่อมากำลังมันไม่ได้แล้ว หรือมันยังไม่แข็งแรงเป็นเด็กยังไม่เดียงสาอยู่ก็ทำดีให้เต็มที่ไม่ได้อีก มันไม่เที่ยงสักอย่าง แล้วอย่างไรมันจะเที่ยง มีอะไรเที่ยง เราเรียนมาจนป่านนี้ อะไรเที่ยงเอ่ย ...นิพพาน นิพพานเป็นอย่างไร? 1. ไม่สุขไม่ทุกข์ ใครจะตอบต่างจากนี้ 2. หมดกิเลส มีอีกไหม 3. ไม่ยึดมั่นถือมั่น 4. หมดบุญ ทีนี้ไอ้ที่พูดมานั่นแหละ มันเกิดจากตัวกำหนดรู้ทั้งนั้นเลย เกิดจากตัวธาตุจิตของเรา ตัวกำหนดรู้ของเราเรียกว่าสัญญา มันเป็นเจตสิกหนึ่งมันทำหน้าที่นี้ กำหนดรู้ว่าดีชั่วก็อย่างหนึ่ง สุขทุกข์ก็อย่างหนึ่ง กิเลสก็อย่างหนึ่ง เที่ยงไม่เที่ยงก็อย่างหนึ่ง อีกอันหนึ่งก็คือหมดบุญ เออ.. อันนี้ หมดบุญ ทีนี้หมดบุญแล้ว จริงๆแล้วโดยสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ หมดบุญแล้วก็หมดจบเลย เพราะว่าบุญมันไม่มี 2 มันมีแต่ 1 บาปมันก็บาป ลักษณะคนไม่รู้บาปมันรวมทั้งอกุศลรวมทั้งกิเลส ทีนี้ ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้กิเลสด้วย รวมทั้งกุศลและอกุศลบาปหรืออกุศลด้วย ก็ไม่ทำอกุศล แล้วก็ล้างกิเลสด้วย เมื่อล้างกิเลสหมด บาปก็หมด แต่กุศล อกุศล อกุศลหมดได้เหมือนกัน แต่มันไม่หมดกุศล มันก็ไม่จบ ก็มีแต่กุศล ทำแต่ดีๆๆๆ แล้วมันก็ไม่เที่ยง จะดีอย่างไรอย่างไร มันก็จะต้องตั้งอยู่กับไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ตั้งอยู่นานเท่าไหร่ก็ตาม มันก็ต้องถึงวาระเสื่อมได้ ไม่มีอะไรเที่ยง ตั้งแต่ดินน้ำไฟลม จนกระทั่งมาถึงพืชมาถึงสัตว์ ไม่มีอะไรเที่ยง ทุกอย่างเปลี่ยนสภาพหมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรคงทนไม่มีอะไรเที่ยง เปลี่ยนสภาพทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องแปรปรวนไป อา
อ่านต่อ
รมณ์อาการจิตแปรปรวนไปกับความเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งมีคนพยายามจับ ศาสดาพยายามหาที่ที่ไม่แปรปรวนไม่เปลี่ยนแปลงมีความเที่ยงเกิดมาแล้วก็เป็นชีวะที่เที่ยง ทำให้ความสุขนี้เที่ยง แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าสุขเที่ยง เขาก็เอาว่าดีที่สุดนั่นแหละ จะเป็นพระเจ้าเที่ยง และผู้ที่เที่ยงที่สุดคือพระเจ้าเป็นเจ้าของความดี เที่ยง ก็ได้แค่นั้น ทางด้านเทวนิยม ศึกษาแล้วได้แค่นั้น พระพุทธเจ้าก็มาศึกษาอีก จนกระทั่งรู้ว่า อ๋อ มันไม่เที่ยงหรอกไม่มีอะไรเที่ยง และสามารถรู้จักสังขาร รู้จักการปรุงกันอยู่เป็นสภาพ 2 พยัญชนะของบาลีว่า เทวฺ เขาจะเรียก เดวะ หรือดะเว ก็ว่าไป จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่านสามารถที่จะรู้ว่า 2 อย่างนี่แหละ สภาพ 2 สภาวะ เทวฺธัมมาเมื่อเขาไม่รู้ 2 อย่างเขาก็ว่าเที่ยง ปรุงแต่งอย่างเก่งที่สุดเป็นพระเจ้าสูงสุด ดีสุด แล้วเขาก็ถือว่าเที่ยง เพราะเขาไม่รู้จักต่อไปกว่านั้นแล้ว ยาวนานไปกว่านั้นหรือว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอีกเขาไม่รู้แล้ว พระพุทธเจ้าก็มาเรียนรู้ 2 อะไรกันหนอ อ๋อ.. 2 นี่แหละปรุงแต่งกันอยู่ แล้วก็มีธาตุรู้เรียกว่าวิญญาณ สังขาร วิญญาณ ก็ต้องมาแยก 2 นี้ออกให้ได้ ต้องรู้อันหนึ่ง ตัวเราเป็นธาตุรู้ คือตัวอัตตาหรืออาตมัน รู้อีกอันหนึ่งให้ได้แยกให้ได้ เรียกว่า นามรูป ตั้งแต่กระทบสัมผัส กับอีกสิ่งหนึ่งก็สัมผัสข้างนอกด้วย สัมผัสภูเขา สัมผัสแม่น้ำ สัมผัสท้องฟ้า สัมผัสกับดินน้ำไฟลม สัมผัสกับตัวตนบุคคลเราเขา สัมผัสกับสัตว์โลก สัมผัสกับทุกอย่าง สัมผัสแล้วก็เกิดธาตุรู้ ธาตุรู้ตัวนี้แหละตัวแรกที่สุดเลย เรียกว่า เวทนา ปรุงแต่งกันเสร็จเรียกว่า วิญญาณ ปรุงแต่งกันอยู่เรียกว่าสังขาร ธาตุรู้ตัวนี้ เวทนา ท่านก็เจาะไปที่เวทนา ตัวนี้เป็น 2 แน่นอน มันต้องสังขารต้องปรุงแต่งกระทบกันอยู่ ก็ดูตั้งแต่การกระทบ กระทบแล้วมันเกิดเวทนาก็จับเวทนาได้ ก็เรียนรู้หมดเลยในร่างกายเรามันมีตาหูจมูกลิ้นกายกับใจ เป็นตัวรู้เป็นธาตุรู้ นอกนั้นก็เป็นทวารอื่นตาหูจมูกลิ้นกาย จะให้เกิดความรู้เรียนรู้อันนี้ กระทบสัมผัสต่างๆมันเป็นอย่างไร มันเป็น 2 ที่สังขารกันเป็นอย่างไร อ๋อ.. มาเป็นเวทนาอย่างนี้ เสร็จแล้วพอมันเป็นเวทนาอย่างนี้ แล้วไอ้เวทนาชอบใจมันก็สุข ไม่ชอบใจมันก็ทุกข์ มันมีอะไรเป็นเหตุให้ชอบใจ มีอะไรเป็นเหตุให้ไม่ชอบใจ อ๋อ.. มีอีกตัวนึง ตัวนี้แหละตัวดี เรียกมันว่าตัณหา ชื่อเอ็งว่า ตัณหา ก็แล้วกัน เอ็งทำให้ข้าหลงว่าสุขว่าทุกข์ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า มาร ตัวมายานี้เป็นตัวหลอก เราหักเรือนยอดของเธอได้แล้ว สร้างเคหะเรือนยอดที่ตั้ง ที่มนุษย์ไปยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน เราหักเรือนยอดหมดยอดของความเป็นเรือนหักหมดสลายไม่เหลือ หักได้แล้ว ท่านตรัสรู้ก็ใช้สำนวนนี้ แทนที่จะใช้สำนวนว่า เราถอนรากถอนโคนเธอได้แล้ว ใช้หักยอดเรือนเลย ก็คือตัวตัณหาตัวร้ายตัวนี้ ตัณหาตกตะกอนสั่งสมลงเรียกว่าเป็นอุปาทาน ก็เกิดภพเกิดชาติ ไปวนเวียน ที่ไล่มาคือ ปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อ๋อ.. อย่างนี้เอง เสร็จแล้วมันก็หมุนเวียนอยู่กับการเกิดการตาย เกิดมาเป็นชาติ แล้วก็ชรา แล้วก็ตาย มรณะ เกิดมาแล้วก็ตาย เสร็จแล้วก็จมอยู่ในอารมณ์ อารมณ์นี้ ที่จริงเป็นอารมณ์ลำบาก โศกปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส เป็นความลำบากทุกคำเลย มันเป็นเรื่อง.. ไอ้ความลำบากนี้คือ 1 มันเป็นเรื่องไม่เที่ยง มันลำบากเพราะให้สภาพนั้นอยู่อย่างเที่ยงไม่ได้ รักษาให้เที่ยงไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งไปยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเอาอย่างนี้ อย่าไป เปลี่ยนๆ ยิ่งทุกข์หนักโง่หนักเข้าไปอีก เพราะทุกอย่างต้องเปลี่ยนไม่มีอะไรเที่ยง มันยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลย โอ้.. คนเราที่แท้มันไม่รู้ความจริง ถ้ามีเกิดมันต้องมีเปลี่ยนแปลง มีเกิดมันต้องมีความไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นจะต้องรู้ตัว อย่าให้มันพาเกิด ตัวไหนมันพาเกิด อ๋อ.. ไอ้ตัวสำคัญ ตัวที่ต้องการจะสุข ต้องการที่จะเที่ยง ต้องการที่จะสุข ก็เป็นเรื่องวิปลาส ต้องการที่จะเที่ยง ก็เป็นเรื่องวิปลาส ที่จริงมันไม่มีตัวตน ก็หลงว่ามันมี อ๋อ.. เท่านี้เอง ถือว่ามันเที่ยง 2. ถือว่ามันเป็นสุข 3. ถือว่ามันมีตัวตน ถ้าเรายังมีสภาพ 3 นี้อยู่ โง่ อยู่ตลอดกาล ไม่น่ามี ไม่น่าได้ ไม่น่าเป็น เลย มันก็จะรู้ว่าไม่น่ามีไม่น่าได้ไม่น่าเป็นนะ มันอยากได้ความเที่ยงความสุขความเป็นตัวตน ชะนีโง่ กระเทยเขาเรียกกัน ไม่เรียกผู้หญิงไม่ได้ผู้ชายเรียกว่าชะนีโง่ ไอ้โง่ อีโง่ มันโง่จริงๆหนอเรา มันน่าได้น่ามีน่าเป็น สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน สิ่งที่ไม่ใช่สุขว่าทุกข์ โง่ มันไม่น่าได้ทั้งนั้น มันจะถือเอาไม่ได้ด้วย ยึดตอนเที่ยงก็ไม่ได้ ยึดความเป็นตัวตนก็ไม่ได้ ยึดความเป็นสุขก็ไม่ได้
640222_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์