พระอรหันต์เป็นผู้มีความรู้เรื่องอาหารดีกว่าคนโลกีย์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข22 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

พระอรหันต์เป็นผู้มีความรู้เรื่องอาหารดีกว่าคนโลกีย์ จากเกิดมาเป็นจิต เหตุที่ทำให้เกิดมาเป็นจิต จึงมีทุกข์มีสุข เหตุเกิดให้ไม่เป็นจิต ดับเหตุที่เป็นจิตได้ อ๋อ.. เป็นชีวะที่ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นชีวะที่เป็นแต่คุณไม่เป็นโทษ แต่ตัวโทษมันก็เป็นอยู่บ้างสำหรับคนไม่รู้ เช่นพืชที่มันมีปรุงแต่งกันด้วยธาตุที่มันแรงร้าย เรียกว่า เป็นพิษ มันก็มี และดินน้ำไฟลมพืชพันธุ์ธัญญาหารถึงสัตว์ มันอาศัยซึ่งกันและกัน เอามาปรุงแต่งกันเรียกว่ากิน เรียกว่าดูดเอาธาตุมาปรุงแต่งสังขาร ดินน้ำไฟลมมันก็ดูดเอามาได้ประมาณนึง เป็นพืชก็เอามารวมตัวกันสังขารได้ประมาณนึง เป็นสัตว์ก็ได้ประมาณหนึ่งอย่างหนึ่ง ก็รู้ว่าจะทำสังขารให้อยู่ในฐานะที่ดีที่สุดให้ได้ ก็แยกจิตแยกพืช แยกอุตุดินน้ำไฟลม เมื่อมันเกิดมาแล้ว มันก็จะต้องอยู่ ก็อยู่ให้ดีที่สุด อยู่ให้สุขที่สุด หรืออยู่ให้สงบที่สุด พระพุทธเจ้าก็หาเหตุพวกนี้ที่มันโง่ มันทำให้ไม่รู้สุขไม่รู้ทุกข์ จนกระทั่งรู้ว่า อ๋อ.. ไอ้สุขทุกข์นี้ มันไม่มีจริงหรอก เราไปยึดมันเอง ให้มันสมดุลเท่านั้นแหละ ปรุงแต่งกันอยู่อย่างสมดุลพอดี ซึ่งไม่เหมือนกันไม่เท่ากันแต่ละผู้แต่ละคน ตั้งแต่สัตว์จนกระทั่งพืชก็ไม่เหมือนกัน จนกระทั่งถึงดินน้ำไฟลมก็ไม่เหมือนกันไม่เท่ากัน ดินก็ตาม ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปก็ตาม มันไม่เรียนรู้ เป็นพืชมันก็ไม่เรียนรู้ แม้จะมาเป็นสัตว์ คนในระดับที่ไม่ใช่เวไนยสัตว์ มันเรียนรู้ไม่ได้ โดยเฉพาะเรียนรู้เลยไปถึงขั้นโลกุตระ ต้องเป็นสัตว์ที่ใฝ่ใจศึกษา สามารถที่จะรู้ได้ถึงขั้นสูงสุดว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ท่านสรุปลงว่าไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สรุปลงเป็นคำเดียวว่า ไม่เที่ยง เปลี่ยนไปต่างๆกันไปได้ เพราะฉะนั้นจะเปลี่ยนจนกระทั่งรู้ว่ามันปรุงแต่งกันอยู่อย่างไร ตั้งแต่อุ

อ่านต่อ

ตุมันปรุงแต่งกันอย่างไร เป็นพืชมันปรุงแต่งกันอยู่อย่างไร ปรุงแต่งกันขนาดนี้มันมีสิ่งที่เป็นธาตุรู้ อ๋อ.. พืชมันมีธาตุรู้ที่ยังไม่สามารถรู้เวทนา ความรู้มันจะเป็นสังขารที่ยังไม่มีวิญญาณครอง ยังไม่มีเวทนาครอง ยังไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีวิญญาณครอง ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีธาตุรู้ที่วิเศษถึงขั้นรู้บาปบุญได้ แม้มาเป็นสัตว์แล้ว ก็ยังไม่รู้บาปบุญ สัตว์ประเภทที่ศาสดายังไม่สามารถที่จะรู้ถึงขั้นพระพุทธเจ้า ก็รู้แต่ว่า ดีและชั่ว กุศลกับอกุศล บุญ บาป ยังไม่รู้ เขาก็เอาภาษาคำว่าบุญและบาปไปใช้เหมือนกับใช้คำว่ากุศล อกุศล เพราะฉะนั้นผู้ที่จะมีความฉลาดพอ เห็นความแตกต่างของคำว่า กุศลกับอกุศล กับเห็นความต่างของคำว่า บาปกับบุญ ได้ บาปบุญเป็นความสามารถที่รู้เหตุ ที่ให้เกิดบาปให้เกิดอกุศล แล้วสามารถดับเหตุ กำจัดเหตุที่ให้ทำชั่วด้วย จนไม่มีเหตุให้ทำชั่วมีแต่ทำแต่ดีได้ จนกระทั่งถึงเหตุทำให้เกิดเวทนาทุกข์เวทนาสุข ก็สามารถเรียนรู้ความจริงถึงขั้นรู้เหตุที่ทำให้โง่ หลงในอารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์นี่เอง ก็เลิกดับเหตุนได้ ก็จบเทวะ ดับเหตุนั้นได้ก็เหลือแต่แค่ว่าไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะสุขทุกข์มันเป็นอุปาทาน มันเป็นความยึดอย่างโง่ๆ แล้วมันก็มาเกิดตัวตนบทบาทว่า อย่างนี้น่าได้ น่ามี น่าเป็นอย่างนี้ เมื่อได้มาก็เป็นสุขไม่ได้มาก็เป็นทุกข์ อ๋อ.. ไอ้ตัวนี้สำคัญ น่าได้ น่ามี น่าเป็น นี่ สำคัญ สำคัญเพราะอะไร เพราะโง่ จึงไปมีตัวน่าได้ น่ามี น่าเป็น และไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น เสร็จแล้วเมื่อน่าได้ก็เอามาได้มันก็สุข จะให้มันเที่ยง จะให้มันเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นวิปลาส 4 เป็นความกำหนดผิด วิปลาสคือความกำหนดผิด ความไม่รู้ความจริงตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าท่านจึงสรุปได้ว่า สิ่งเหล่านี้มันควบคุมไม่ได้ มันไม่เที่ยงแล้วมันก็ไม่ใช่สุขทุกข์ มันเป็นอารมณ์ที่เราตั้งแล้วก็ยึดถือว่าอย่างนั้นเป็นสุขเป็นทุกข์ และจริงๆแล้ว มันไม่มีตัวไม่มีตน เป็นเรื่องของการมาปรุงแต่งกันอยู่ เราก็จำนน เราเกิดมามีชีวะแล้ว มันต้องมี 2 มีธาตุรู้กับอีกอันนึง ก็มาเรียนรู้ความรู้สึก อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย อะไรที่มันเกิดมันปรุงแต่งกันขึ้นมา มันก็เป็นเช่นนั้นอย่างนั้นๆ ตามที่มันเป็น รู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็รู้ว่าอะไรควร ควรอาศัย ควรเป็นอยู่ ควรได้ควรมีควรเป็น ตามพอสมควร สรีระของเรามันจัดการปรุงแต่งเก่งที่สุด อย่าไปเก่งกว่ามันเลย มันปรุงแต่งเก่งที่สุด คนอวดดี อันนี้กินเข้าไปแล้วน้ำตาลจะมาก อันนี้กินเข้าไปแล้ววิตามินตัวนั้นจะมาก ตัวนี้จะเกิน อวดดีที่สุด เพราะฉะนั้นเรากินเข้าไปเถอะ แล้วมันจัดการแยกเองจัดการเอง ถ้าตัวไหนมันมากเกินไปมันก็จะแสดงออก ไม่สบายแล้วนะ ไม่สมดุลแล้วนะ คุณก็แก้ไข หมอก็เรียนมาแค่นี้ เราก็สามารถมีชีวิตมาแล้วเราก็รู้ว่าเราควรกินอะไรพอสมควร มากหน่อยน้อยหน่อยไม่เป็นไรมันจัดการของมันเอง แล้วไอ้ที่ให้ร่างกายมันจัดการเอง มันเก่ง ถ้าไม่ให้จัดการเอง เราไปจัดการให้มันมันก็เสื่อม เสื่อมสมรรถภาพ อย่างอาตมานี้เสื่อมลงไปทุกที ตอนนี้ผอมแห้ง เพราะคนอวดเก่งกว่าสรีระ สอดรู้สอดเห็นสรีระ อาตมาจะพูดตรงนี้วันนี้ว่า อย่ามาจู้จี้กับอาตมามากนัก คุณจะมาเก่งกว่า สรีระอาตมาได้อย่างไร สรีระอาตมาเป็นสรีระพิเศษไม่เหมือนใคร คุณเอามาตรฐานสามัญมาวัดอาตมา เห็นไหมล่ะ ทุกวันนี้อาตมาแรงน้อย ก็พูดให้รู้ว่าหยุดได้แล้ว เคยบอกแล้วว่าปล่อยให้อาตมาอิสระ ก็ไม่ยอมให้อาตมาอิสระ คุมอาตมาอยู่นั่นแหละ ทั้งหมอทั้งพยาบาล อาตมารู้ว่าอาตมาจะกินอย่างไร อยู่อย่างไร อาตมารู้ ทุกวันนี้มันอยู่ได้เพราะอาตมาประคองการออกกำลังกาย การทรงตัวให้อยู่ได้ ส่วนอาหารนั้นอาตมาแย่เลยทุกวันนี้ ทุกวันนี้รู้ไหมว่าอาตมาร่างกายต้องการอะไร ไม่รู้ได้เก่งเท่าสรีระของอาตมาเอง คุณอย่ามาอวดเก่งกว่าสรีระของอาตมา ใครก็เก่งกว่า สรีระของตัวเองไม่ได้ ที่นี้อาตมาพอรู้สรีระของตัวเอง พระพุทธเจ้าลองตัวเองจนกระทั่งไม่กินอะไร จนกระทั่งผอมคิดว่าจะล้มแล้ว แต่อาตมาไม่ต้องถึงขนาดนั้นเพราะอาตมายังมีวิบาก ส่วนพระพุทธเจ้าท่านกระทำตัวเองให้ลองทุกอย่าง อาตมาต้องให้คนอื่นมาลอง ลองมาถึงตรงนี้ก็บอกความจริงให้ฟัง เพราะฉะนั้นคุณจะเอาอะไรมาให้อาตมากิน สรีระมันจะเลือกเอง คือปฏิภาณของอาตมา จะรู้ว่าเลือกอะไรควรกินมากกินน้อย ถ้ามันไม่สมดุลมันก็จะฟ้องเอง สู่แดนธรรม...สมัยก่อนบวช ก็บอกแม่ครัวว่า เอาผักแยกมาก็กินได้สบาย พ่อครูว่า…กินแต่ผักก็เอาผักมาไม่ต้องเอาอะไรมามากอย่างนี้เป็นต้น นี่ก็จะทำมาทำแกงทำผัดอะไรก็เอามา ทุกวันนี้ก็มีมาเพิ่มเติม มี มีมี่(ป้าดินงาม) แกงลาวมาให้ทุกวัน อาตมาก็ลืมรสแกงลาวไป สู่แดนธรรม...พ่อท่านมีชีวิตให้ผู้อื่นเขาเลี้ยงดูว่าท่านจะไปบอกเขาอย่างไร พ่อครูว่า…ก็พูดไปอย่างนี้เขาจะหยุดไม่หยุดก็แล้วแต่ คืออาตมาไม่บังคับใคร อาตมาก็เคารพเจตนาดี เขาก็เจตนาดีแล้วเจตนาจะให้ดีตามความรู้ของเขา แต่ความรู้ของเขากับความรู้ของสังขารอาตมา อาตมาว่าเขาไม่รู้เก่งกว่าสังขารของตัวเองหรอก เนาะ อาตมาก็พูดหลายทีแล้ว สังขารของอาตมาหรือร่างกายของอาตมา มันไม่ได้Normal Standard เท่าคนทั่วไป มันไม่ต้องไปโด๊ปน้ำมากขนาดนั้น ไม่ต้องกินอาหารขนาดนั้นขนาดนี้หรอก อย่างนี้เป็นต้น ก็พูดไปแล้วนี่เป็นการให้ความรู้กับพวกเราด้วย อาตมาเทศน์ไม่ดื่มน้ำเลยก็ได้ เป็นแต่เพียงเติมให้มันมันก็ช่วยนิดหน่อย แต่ความจริงแล้วสังขารของอาตมามันเป็นไปได้มันไม่ยากไม่ลำบาก คำว่าไม่ยากไม่ลำบากนี่ก็คือการปรุงแต่ง ธาตุไฟ เรียกว่า ฌาน ปรุงแต่งธาตุไฟ โดยไม่ยากไม่ลำบาก แม้แต่สรีระร่างกายดินน้ำไฟลมปรุงแต่งขึ้นไปเป็นชีวะ มันก็ใช้ธาตุไฟเป็นหลัก จิตวิญญาณก็ใช้ธาตุไฟเป็นหลัก ทางจิตวิญญาณใช้ธาตุไฟเป็นหลักเรียกว่าฌาน ทางด้านร่างกายก็เรียกว่าไฟ เรียกว่าเตโชธาตุ ก็จัดการกับสรีระร่างวัตถุ ส่วนฌานก็จัดการกับจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นผู้ใดสามารถรู้ธาตุไฟที่เป็นเตโช ก็คือ หมอพวกโภชนาการ พวกพยาบาลพวกนี้ก็รู้ ธาตุไฟที่เป็นเตโช ส่วนผู้ที่รู้ทางจิตก็รู้ว่าเป็นธาตุไฟที่เป็นฌาน ฌาน จัดการกับจิตวิญญาณที่เป็นประธานสิ่งทั้งปวง รู้ทั้งเตโช รู้ทั้งฌาน รู้ทั้ง ธาตุที่ไปจัดการปรุงแต่ง เตโช ฌาน เปลี่ยนแปลงอะไรได้ ในธาตุกายกับธาตุจิตได้ดี ก็หน้าที่ของมันจะว่าดีก็ได้ดี ไม่ดีก็ไม่ดี ได้ทั้งหมด จัดการดีก็ได้จัดการไม่ดีก็ได้เรียกว่าฉลาดหรือไม่ฉลาด อาตมาก็พูดๆมา ตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้ ชั่วโมงกว่าแล้ว เหลืออีก 21 นาที พูดเรื่องนี้เรื่องเดียวมาตลอด เพื่อให้รู้ว่าชีวิตของคนมันอยู่กับสังขารการปรุงแต่ง ถ้าเราสามารถรู้สังขารการปรุงแต่ง 1. ปรุงแต่งทั้งด้านดินน้ำไฟลม 2. ปรุงแต่งทางด้านจิตวิญญาณ การปรุงแต่งทางจิตวิญญาณ เอาเวทนาเป็นตัวตั้ง เอาปฏิจจสมุปบาท เป็นตัวโครงสร้างทั้งหมด เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้ปฏิจจสมุปบาทแล้วรู้เวทนา นี่แหละเป็นโครงสร้างใหญ่ทีพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ถ้าปฏิจจสมุปบาทก็ทั้งหมด คนไม่ได้รู้ง่ายๆหรอก ยิ่งเวทนา 108 ที่เป็นการจัดการหัวใจของสัตว์มนุษย์ หัวใจของความเป็นชีวิต วิญญาณ เวทนาเป็นหัวใจ เรียนรู้หัวใจจัดการเหตุปัจจัย ดับเหตุปัจจัยที่มันโง่ ที่มันไม่รู้ความพอเหมาะพอดี ความสามารถที่จะให้เกิดสังขารปรุงแต่งกันอยู่อย่างได้สัดส่วนพอเหมาะพอดี ทั้งสังขารกาย สังขารจิต ส่วนสังขารวาจานั้นก็เป็นส่วนกลางที่จะออกมาสื่อให้รู้กัน แท้ๆก็กายกับจิต จึงสามารถควบคุมกายควบคุมจิต หรือจัดการอภิสังขาร จัดการกับกายจัดการกับจิตได้จบ ผู้ที่รู้กายรู้จิต แยกกายแยกจิต ให้มันปรุงแต่งกันเป็นอุตุ ปรุงแต่งกันเป็นพีชะ ปรุงแต่งกันเป็นจิตได้ ซึ่งมันจะปรุงแล้วก็ทำได้เป็นได้อย่างนี้ตั้งแต่ละฐาน ฐานอุตุ ฐานพีชะ ฐานจิต ก็คือตัวเราเองก็ทำกรรม ทำแล้วมันก็เกิดสภาพนั้นอยู่เรียกว่า ธรรมะ ทรงไว้อย่างนั้นเราทำให้มันทรงไว้อย่างไร มีความรู้ความสามารถได้เท่าใดก็ทำให้มันเกิด ทำอย่างพอเหมาะพอดี อย่างได้สัดส่วนสังขารได้สัดส่วน นี่แหละความรู้สูงสุดก็ตรงนี้ ทั้งปรับปรุงกาย ปรับปรุงจิต ทีนี้ก็มาลงละเอียดตรงคำว่า กาย คำว่า กาย นี่แหละคือ องค์รวมของรูปนาม องค์รวมของภายนอกภายใน องค์รวมของความเป็นเทวะ ความเป็นเทวะ แปลว่า 2 ก็มาเรียนรู้ 2 จากแต่ละคู่ๆ ภายนอกกับภายใน กายกับจิต เวทนากับสภาพที่มันร่วมกับเวทนา มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยปรุงแต่งอยู่กับเวทนา พระพุทธเจ้าท่านเรียนรู้สิ่งที่มันอาศัยกันอยู่ อาศัยปรุงแต่งกันขึ้นมาเป็นเวทนา อาศัยปรุงแต่งกันขึ้นมาเป็นเจตนา นี่มันอาศัยกันอย่างสำคัญ อาศัยกันเป็นเวทนา สามารถรู้แล้วมันก็ควบคุมไปทางไหนได้ ก็เกิดสภาพสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ สามารถรู้จักเจตนา สามารถควบคุมและจัดการเจตนาได้ ว่าจะให้เป็นเจตนาบริสุทธิ์ เจตนาที่ต้องการสุขทุกข์นั่นแหละ ที่จริงสุขทุกข์มันเป็นมายา ยึดติดอะไรมันสุข ยึดติดอะไรมันทุกข์ คนซาดิสม์ก็รู้สึกอย่างนึง คนโรแมนติกก็รู้สึกอย่างหนึ่ง มันก็เท่านั้นเองแบ่งเป็น 2 เมื่อรู้เจตนาแล้ว ท่านก็ให้เรียนรู้เจตนาตั้งแต่หยาบ คือเจตนา เอามาปรุงแต่งเป็นสภาพ 2 ตั้งแต่ข้างนอก เจตนา อยากได้ ติดยึด เอาข้างนอกมา เรียกว่าปรุงแต่งกัน มันเป็นประโยชน์เป็นโทษ ถ้าปรุงแต่งเป็นโทษ จากข้างนอก ตาหูจมูกลิ้นกายกระทบกันเสร็จ ท่านก็เรียก กามาทีนวะ แต่คนมันไม่รู้โทษของการปรุงแต่ง ก็นึกว่ามันเป็นคุณ เป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เรียกว่ากามคุณ พระพุทธเจ้าจึงสอนอันนี้เป็นต้นโดยอนุปุพพิกถา สอนเรื่องชีวิตอยู่ ศาสนาไหนก็สอนเรื่องทานเรื่องศีล แล้วก็เรียนรู้เรื่องทานเรื่องศีล ถ้าทานได้ถูก ทานได้ดี ทานได้มาก ก็จะเป็นสวรรค์ รักษาศีลเรียนรู้ว่าควรจะต้องปฏิบัติกายวาจา ใจ โดยเฉพาะหยาบๆก็ กายกับวาจา ก็มันปรุงแต่งเป็นกาย เป็นวาจา ก็ควบคุมด้วยศีล ด้วยหลักเกณฑ์ ด้วยความรู้ของศาสดา ของพระพุทธเจ้าก็สอนตั้งแต่มันเกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับของ เกี่ยวข้องกับการกระทบ ตาหูจมูกลิ้นกาย ก็เรียนรู้อะไรควรอะไรไม่ควรอย่างไร ก็ทำให้ดีให้เหมาะควร ก็ดีแล้ว ไอ้สุขทุกข์มันก็ยึดเอาเอง เมื่อมาเรียนรู้ได้จริง สามารถแยก ตาหูจมูกลิ้นกาย ใจ ที่เป็นตัวร่วมกับตาหูจมูกลิ้นกายอยู่ ในสัตว์ ในคนนี่แหละ ศึกษา แต่พูดถึงสัตว์อื่นเขาเรียนรู้ไม่เป็นหรอก คนนี่ แล้วก็แยกให้ออก สามารถเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์จริง ก็จะใช้ได้ประโยชน์ แล้วก็อาศัยอย่างสมเหมาะสมควรอย่างสมดุล ชีวิตก็ดำเนินไปดี เพราะฉะนั้นคนนี่มันฉลาดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร รู้จักเลือกกินเลือกใช้ โดยเฉพาะกิน เพราะฉะนั้นกินอย่างไร ที่จะเกิด ถ้าจะเรียกว่าสุข สุขที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกว่าปรมัง สุขัง สุขที่ยอดเยี่ยมที่สุด ใช้พยัญชนะใช้ภาษาเรียกว่าสุข เป็นสิ่งที่ควรอาศัยของธาตุจิตสูงสุด ก็ต้องเรียนรู้จากผัสสะแล้วก็เลือก ผัสสะแล้วก็รู้จักกินจักใช้ เลือกแต่สิ่งที่ไม่ควรจริงๆออก เอาสิ่งที่ควรเข้า ซึ่งคนมันฉลาดรู้กินรู้ใช้ โดยเฉพาะรู้กินมาแต่ไหนแต่ไร สัตว์เดรัจฉานมันก็เรียนรู้กินของมัน ซึ่งมันก็สังขารปรุงแต่งตามที่มันได้สร้าง สร้างชาติของมัน สร้างชีวของมัน สัตว์ตระกูลนี้ตระกูลนี้ ก็สร้าง อย่างหมีโคอาล่ามันก็กินแต่ยูคาลิปตัส หมีแพนด้ามันก็กินแต่ไผ่ มันก็เป็นธรรมดา อย่างอื่นมันก็ไม่กิน มันก็กินแต่อย่างนี้ หรือมันก็กินหลายอย่าง สัตว์หลายอย่างก็กินหลายอย่าง แล้วบางอย่างไม่กินมันก็รู้ เป็นคนก็ยิ่งรู้ ว่าอะไรควรกินอะไรไม่ควรกิน

640222_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน