สังขารกับการเวียนว่ายตายเกิด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สังขารกับการเวียนว่ายตายเกิด พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ที่บวรราชธานีอโศก วันเวลาก็เปลี่ยนไป เราก็เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ จากเด็กจนถึงหนุ่มจากหนุ่มจนถึงแก่ จนกระทั่งถึงวันนี้ก็แก่หลายแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าเกิดมาจะมีอะไร อย่างไร คือ คนมีจิต แล้วมีปัญญา มีธาตุรู้ที่มันเฉลียวฉลาด มันรู้ เพราะฉะนั้นผู้รู้ที่เป็นศาสดาของแต่ละศาสนา ทุกองค์ก็พยายามที่จะพาผู้คน แต่ละศาสดาก็เห็นว่ามันควรจะดีอย่างนี้ๆก็พากัน สอนแนะนำอธิบาย มีหลักฐานเหตุผลก็เอามาขยายความกันให้เข้าใจว่า มันเป็นอย่างนี้ถูกต้อง อย่างนี้ถึงจะดี อย่างนี้ถึงจะเจริญ ศาสนาเทวนิยมมีหลายระดับ ระดับหนึ่งก็ตายชาติเดียวแล้วไม่ต่อ ตายชาติเดียวแล้วก็ไปเกิดอยู่กับพระเจ้า จบ ไม่มีอะไรต่อ ไม่มีการขยายผล ขยายความรู้อะไรที่จะต่อจากนั้นเลย ก็ไปจบอยู่ที่พระเจ้า ก็สอนให้ทำดีในขณะเป็นๆๆ ตรงที่ให้ทำดีนี่แหละ ตรงกันหมด ทุกศาสนาตรงกันหมด แล้วก็ต่างกันไปตรงที่ว่า ตายแล้ว พอตายแล้วจะเป็นอย่างไร หลังจากตายแล้วมันจบตรงไหน แล้วมันจะจบการตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายนี่ ศาสนาเทวนิยมก็ตาม หลายศาสนาเขาก็รู้ว่ามันตายแล้วยังไม่จบนะ ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ตายอยู่อย่างนี้ ไม่มีจบง่ายๆ เพราะฉะนั้นก็จึงมีพระศาสดาหลายศาสนา เห็นว่าตายแล้วก็จะไปเกิด เกิดเท่านั้น เกิดอย่างนั้น เกิดอย่างนี้ มีการเข้าใจแตกต่างกันไป มีตั้ง 10 อย่าง อย่างน้อยท่านก็สรุปออกมา 10 อย่าง อันตคาหิกทิฏฐิ 10 ที่จริงพระพุทธเจ้าท่านเข้าใจมากกว่านั้น ท่านเข้าใจตั้ง 62 ต่างกันตั้ง 62 อันตคาหิกทิฏฐิ 10 ก็ต่างกันอยู่ที่ 10 เอาที่ 10 ก็แล้วกัน 62 มันเยอะไป ธรรมะจริงๆแล้วเป็นธรรมะที่ไม่ควรตอบ เช่น ใครถามว่าตายแล้ว จะไปยังไง มายังไง จะไปไหน
อ่านต่อ
พระพุทธเจ้าท่านว่าเป็นธรรมะที่ไม่ควรตอบ เพราะไม่เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นไปโดยส่วนเดียว ไม่เป็นไปเพื่อพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายคลายกำหนัด เพื่อความสงบเพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน มันเป็นการรู้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ มันจะไปอย่างใดก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านเห็นว่าไม่ควรไปซักไซ้ไล่เลียงเรื่องเหล่านี้ เช่น สุดโต่งไปข้าง เมื่อตายไป มันมีโลก มีอัตตา แล้วมี ชีพ อันตคาหิกทิฏฐิ 10 (ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง — the ten erroneous extremist views) คือเห็นว่า 1. โลกเที่ยง (The world is eternal.) 2. โลกไม่เที่ยง (The world is not eternal.) 3. โลกมีที่สุด (The world is finite.) 4. โลกไม่มีที่สุด (The world is infinite.) 5. ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (The soul and the body are identical.) 6. ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง (The soul is one thing and the body is another.) 7. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (The Tathagata is after death.) 8. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก (The Tathagata is not after death.) 9. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็ใช่ ไม่เป็นอีก ก็ใช่ (The Tathagata both is and is not after death.) 10. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็มิใช่ ย่อมไม่เป็นอีก ก็มิใช่ (The Tathagata neither is nor is not after death.) พ่อครูว่า…ตายไปแล้วไม่มีใครรู้ว่าจะไปที่ไหนอย่างไรได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าให้มาเรียนที่จิตวิญญาณตอนเป็นเลย เรียนรู้ตรงที่ว่า อะไรมันพาให้เกิด พาให้ตาย เวียนวนไปไม่รู้จักจบนั่นแหละ คติทั้ง 10 อย่าง มันต่างกันไป เถียงกันไปไม่มีใครตัดสิน มาศึกษาฝึกฝนเลยว่า แล้วเหตุที่มันพาเกิดพาตายอยู่นี่ แล้วจะมีที่ไม่ต้องตายไม่ต้องเกิดไหม จบได้ไหม พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ว่า ถ้าดับเหตุ ทุกอย่างก็ดับ ไม่เกิดอีก แล้วท่านตรัสรู้ว่า โลก คือความวน เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิด เกิดแล้วใช้เวลาตั้งอยู่ สั้นยาวแล้วแต่ แล้วก็ตาย เกิดแล้วมาตั้งอยู่ สั้นยาวแล้วก็ตายแล้วแต่เหตุปัจจัย แล้วก็ตาย วนเวียน ก็เลยมารู้ว่า อ๋อ.. ไอ้สิ่งที่วนเวียนอยู่นี่ ถ้าวนเวียนไม่รู้จักจบ เกิดมาแล้ว ก็จะตั้งอยู่ แล้วจะตั้งอยู่อย่างไร ตั้งอยู่ก็ต้องตั้งอยู่ให้มันเป็นสิ่งที่ดี เป็นภาวะที่ดี ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่อย่างมีกรรมกิริยา เพราะเป็นสัตว์ เป็นมนุษย์คือสัตว์ชนิดหนึ่ง เป็นสัตว์ที่มีปัญญาด้วย สูงกว่าสัตว์ทั้งปวงฉลาดกว่าสัตว์ทั้งปวง รู้ดีกว่าสัตว์ทั้งปวง ก็เป็นอยู่ให้ดี แล้วก็ตายดี ตายดีแล้วก็จะเกิดดี เกิดดีมาก็ยังอยู่ ก็ทำให้ดีไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ตายดีขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่ง เกิดมาอีกก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีสูงสุดก็ได้เป็นศาสดา เป็นคนที่เหนือคน สูงสุด สามารถรู้ สามารถมีเหตุมีผล สามารถรู้อะไรมากมาย แล้วก็ปฏิบัติตนได้ตามที่รู้ ก็สอนคนอื่น คนอื่นเห็นด้วย เมื่อเข้าใจเชื่อถือ ก็บอกสอนเขา แนะนำเขา พาเขา เจริญตามแต่ละศาสดาเห็นว่า หรือมีความรู้เห็นว่าอย่างนั้นความรู้อย่างนั้น ก็วนเวียนอยู่ เป็นสภาพที่ไม่จบ ไม่มีจบไม่รู้จะจบ อยู่อย่างดีก็ดีได้ แต่ดีแล้วก็ดีแล้วก็เสื่อม พอตายแล้วก็ลืม ตายแล้วก็ไปรับวิบาก โดยไม่รู้วิบากบาปบุญอะไรมากมาย ไม่รู้จักความเป็นอัตตา ตัวตน เป็นอัตตานี่ เป็นสภาวะของรูปนามชนิดหนึ่ง คู่หนึ่ง มันยึดเป็นตัวเป็นตน ถึงอย่างไรอย่างไรก็เห็นแก่ตัว แม้จะรู้ดีแล้ว รู้กรรมดีอย่างไร ทำดีอย่างไร มันก็เห็นแก่ตัวอยู่นั่นแหละ ทำดีเพื่อตัวเอง มันก็เห็นแก่ตัว มันก็เลยไม่มีการจบได้ เอ๊ เห็นแก่ตัวมันก็กลายเป็นกิเลส สุดท้ายมันได้เปรียบจนกระทั่งคนยอมรับได้สูงสุด ก็เผินก็เผลอ สะสมความเห็นแก่ตัวมากเอาเปรียบเอารัด จนกระทั่งมันก็ตกต่ำอีก เอาเปรียบเอารัดมาก อัตตาก็เสื่อม ตกต่ำอีก ก็หมุนเวียนตกต่ำอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จบอย่างนี้แล้วแล้วเล่าๆ พระพุทธเจ้าก็มาตรัสรู้ อ๋อ.. ที่จริงแล้วมันมีเหตุที่ทำให้กรรมพาเกิดมาเป็น กัมมโยนิ กรรมมันพาเกิดพาเป็น ที่จริงมันมีเหตุที่เราจะทำดี ให้ดีๆๆ แล้วให้ดีนี้คงทน ให้ดีนี้ไม่ตกต่ำอีก ให้ทำดีไม่หลงเหลิง ไม่เผลอตัวได้เก่าลืมใหม่ ได้ใหม่ลืมเก่าๆ ไม่เผลออย่างนั้น จนกระทั่งสามารถที่จะชัดเจนได้ว่า อ๋อ ทำดีให้ถาวรได้ ไม่ทำชั่วเลย ไม่ทำบาปเลย ตกลงเมื่อไม่ทำบาปเลย ก็ได้ แล้วบาปนี่แหละ มันมีความหมายที่ลึกซึ้งมาก อกุศลคำหนึ่ง กับคำว่าบาป คำหนึ่ง ที่ใช้แทนกันเพราะเขาแยกไม่ออกว่า บาปกับอกุศล แยกกันอย่างไร บาปนี้คู่กับบุญ มันปนกันจนกระทั่งในศาสนาแยกไม่ออก ว่าบาปบุญคู่หนึ่ง กุศลกับอกุศลอีกคู่หนึ่ง กุศลกับอกุศลเป็นโลกียะ ส่วนบาปบุญเป็นโลกุตระ เป็นของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า ที่บัญญัติ พระพุทธเจ้าองค์ต้นองค์ไหนไม่รู้ล่ะที่ท่านบัญญัติมา จนกระทั่งยาวนานมาไม่รู้ตั้งกี่ล้านปี พระพุทธเจ้าเกิดไม่รู้กี่องค์ จนมันปนเปกันไปไม่รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร เพราะฉะนั้นผู้ที่จะสามารถศึกษาตามพระพุทธเจ้าให้ดีแล้วจะแยกสภาวะออกว่า อ๋อ บาปกับอกุศลมันต่างกัน ชั่วแต่ชั่วไม่ถึงจิต ผู้ศึกษาเรียนรู้กุศล อกุศล ไม่ถึงจิต เรียนรู้หยั่งเข้าไปไม่ถึงจิตแท้ๆจิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่ถึง ไม่เป็นอภิธรรม แยกเจตนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ออกแยกเจตสิกต่างๆ แยกไม่ออก แต่พระพุทธเจ้าท่านแยกรายละเอียดออกไปได้มาก แต่ประเด็นที่จะทำให้รู้ที่จบ อยู่ที่ สุข ทุกข์ อีกคู่หนึ่ง ต่างจากกุศล อกุศล ต่างจากดีและและชั่ว ก็คือ สุขและทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องของอารมณ์ เป็นเรื่องของจิต เป็นเรื่องของความรู้สึก สุข ทุกข์ ดีชั่วนั้น เป็นเรื่องของสมมติสัจจะ ตามคนกลุ่มไหนเขายึดถือกันไป มีคล้ายกันแล้วก็มีต่างกัน มีที่ถือว่าอย่างนี้ดีคล้ายกันก็เยอะ ถือว่าชั่วต่างกันก็เยอะ เป็นสมมุติที่ไม่เที่ยง แต่สุขทุกข์นี้มันตรงกันหมด เป็นคนรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ แต่อาการหรือความรู้สึก อารมณ์หรือความรู้สึกนี้ พอใจเป็นสุข ไม่พอใจเป็นทุกข์ ตรงกันหมด ไม่ว่าชาติศาสนาไหน ตระกูลไหนตรงกันหมด อันนี้แหละ ดีชั่วไม่ตรงกัน ศาสนาแต่ละศาสนาดีชั่วไม่ตรงกัน แต่สุขทุกข์ตรงกันหมด เป็นความรู้สึกของแต่ละคน ชอบใจก็สุขไม่ชอบใจก็ทุกข์ ไม่ว่าศาสนาไหนคนชาติไหน อันนี้ก็เลยเป็นจุดรวมสูงสุด ศาสนาเทวนิยมต่างๆมากมายไม่รู้สุขรู้ทุกข์ หรือแม้เรียนบางศาสนารู้สุขทุกข์ แต่เรียนไม่ถึงความเป็นจิตที่ลึกซึ้งจริงๆ จนสามารถรู้จบ รู้ครบ รู้จบ ว่าจิตวิญญาณเมื่อได้อัตภาพมาเป็นจิตวิญญาณแล้ว เราสามารถทำจิตให้ดับเหตุ ดับเหตุที่มันไปยึดสุขยึดทุกข์ สุขทุกข์มันเป็นมายามันไม่ใช่ของจริง สุขทุกข์มันหลอกคน มันเป็นอุปาทาน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็เลยสอนให้เข้าไปอ่านอาการจริงเลย คือ อารมณ์หรือความรู้สึก ที่เรียกด้วยพยัญชนะบาลีว่า เวทนา ถ้าผู้ที่สามารถจับอารมณ์ จับความรู้สึกได้ แล้วก็เรียนรู้ว่าเรายึด ยึดอย่างนี้ มันควรมี น่าได้น่ามีน่าเป็น อันนี้ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่ควรได้ ไม่ควรเป็น เราก็เห็นให้ได้ว่า อ๋อ.. มันไม่ตรงกันตรงนี้เอง ตามอารมณ์ความรู้สึกสังขารปรุงแต่ง อย่างนี้มันปรุงแต่งน่าได้ ชอบเป็นสุข อย่างนี้ไม่น่าได้ไม่ชอบเป็นทุกข์ ก็อยู่ตรงนี้กับเวทนา มันปรุงแต่ง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ว่า อ๋อ.. ไอ้การปรุงแต่งสังขาร มันปรุงแต่งอย่างหยาบๆต้นๆนี้คือ ปรุงแต่งมาเป็นวิญญาณ พอปรุงแต่งสรุปมาเป็นวิญญาณ เป็นธาตุรู้ เสพวิญญาณ ยึดวิญญาณ นี่หยาบๆ แล้วเราจะรู้จักวิญญาณได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่ามันต้องมี 2 สภาพมาปรุงแต่งกันขึ้นไป สิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง ตั้งแต่หยาบ มหาภูตรูป ดินน้ำไฟลม นอกนั้นเป็นรูปอีก อุปาทายรูป ที่ท่านก็มาแยก ว่าอ๋อ.. อุปาทายรูป มีอีกตั้ง 24 อาการ นี่เป็นความรู้ยิ่งของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แยกไปถึงขนาดนั้น พระพุทธเจ้าก็เอาสิ่งเหล่านี้มาสอน มาสอน ท่านแยกรูปแยกนามว่า อ๋อ.. มันต้องรู้สภาพทั้งหมดมี 28 เป็นสิ่งที่จะต้องถูกรู้ แล้วก็ตัวเรานี่แหละตัวธาตุจิต ธาตุวิญญาณ ธาตุรู้ของเรา มันก็ต้องเข้าไปรู้ เข้าไปสัมผัส มันจะเกิดสามเส้า ตัวปัญญา ตัวอัตตาจริงๆ จะค่อยๆเรียนรู้แล้วเกิดเป็นปัญญา ปัญญาอยู่ในอัตตาของแต่ละคน ที่ต้องมีธาตุจิต เจตสิก เรียกว่า ปัญญา เรียกว่า ความรู้ ก็จะไปรู้ 2 ธาตุ ปรุงแต่งกันอยู่ในตัวเรา ตั้งแต่หยาบภายนอก ดินน้ำไฟลม แท่งก้อน ตัวตนบุคคลเราเขา ซึ่งเป็นส่วนนอกเลย ไม่อยู่ในร่างกายเรา จนกระทั่งติดกับร่างกายเรา ข้างนอกคนละสัดส่วน ดินน้ำไฟลม ข้าวของตัวตนบุคคล สัตว์พืชอะไรต่างๆ มันต่างหาก ส่วนในตัวเราปรุงแต่งกันเสร็จแล้วเป็นอาการ 32 ท่านก็บอกว่าแล้วอาการ 32 ส่วนไหนมันจะเหมือนไอ้ข้างนอก 1. เหมือนดินน้ำไฟลม 2. เหมือนพืช 3. เหมือนสัตว์ทั้งหลาย แล้วมันต่างกันไหม? มันสังขารกันอยู่ด้วยพลังงาน ดินน้ำไฟลมก็สังขารปรุงแต่งกันอยู่ ปรุงแต่งเป็นดินน้ำลมไฟ แยกแค่ 4 ธาตุ แล้วปรุงแต่งกันเป็นพืช เป็นชีวะ แล้วมีชีวะต่างกัน แล้วชีวะ เป็นสัตว์ ต่างกันอีก สัตว์ก็ต่างกับพืชเป็น ชีวะเหมือนกัน ที่มีชีวะกับไม่มีชีวะนี้ต่างกันแน่ แต่ชีวะด้วยกันก็ต่างกันอีก ท่านก็ศึกษาความจริงที่มันต่างกันเรียกว่า ลิงค หรือเพศ เป็น 2 สภาพเปรียบเทียบกันว่ามันต่างกันอย่างไร แล้วไอ้ความต่างนี้ถ้ามันร่วมกัน ปรุงแต่งกัน ให้เกิดประโยชน์ ให้เกิดคุณค่า ตั้งแต่มีดินน้ำไฟลม จนกระทั่งมาเป็นพืชมาเป็นสัตว์มันก็ต่างกันไปเรื่อยๆ ปรุงแต่งเนียนๆๆ ละเอียดขึ้นไป จนกระทั่งสามารถที่จะแยกได้ว่า ไอ้จิต หรือว่าตัวธาตุรู้ มันรู้ละเอียดไปเรื่อยๆตั้งแต่ดินน้ำไฟลมมาเป็นพืช มาเป็นสัตว์ สัตว์ก็มีความต่าง จากการปรุงแต่ง แต่ละคนๆ สัตว์มันเรียนรู้ไม่ได้ สัตว์เดรัจฉานมาเป็นคน คนในระดับที่อเวไนยสัตว์มันก็เรียนรู้ไม่ได้ ไม่มีภูมิรู้เพียงพอที่จะศึกษา บารมียังไม่พอ เขาก็เรียนรู้ได้ พัฒนาได้ทางระดับเทวนิยม เรียนรู้ดีเรียนรู้ชั่ว จนพระพุทธเจ้ามาเรียนรู้ต่ออีก ต่อจากดีและชั่วแล้ว มันยึดสุขยึดทุกข์ มันยึดความรู้สึกซึ่งมันแตกต่างกันเป็นของที่เขาไม่เรียน เขาก็เลยหลงแต่สุข ทำดีเป็นสุข ทำชั่วเป็นทุกข์ปนเปกันไป พระพุทธเจ้าก็บอกว่าทำดีเป็นทุกข์ก็มี ทำชั่วเป็นสุขก็มี ใช่ไหม มันไม่ใช่นะ ทำดีเป็นสุขทำชั่วเป็นทุกข์ มันไม่ใช่นะ ก็คนมันทำดีเป็นทุกข์ ทำชั่วเป็นสุขก็มี จริงๆทำดีก็ควรเป็นสุข ทำชั่วก็ควรจะเป็นทุกข์ มันก็ควรนะ แต่มันหลบหลีกได้ ก็ทำ เอาให้จริง พระพุทธเจ้าก็ต้องศึกษาให้จริง
640222_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์