ต้องออกจากติดข้องในถ้ำจึงเป็นสาธารณโภคี.docx
เนื้อหาในไฟล์
ต้องออกจากติดข้องในถ้ำจึงเป็นสาธารณโภคี สู่แดนธรรม…หลังอโศกรำลึก ได้ข่าวว่าพ่อท่านจะมีสุขภาพดีขึ้น ในชาติก่อนๆไม่มีองค์ประกอบให้พ่อครูเจริญได้เท่าชาตินี้ พ่อครูว่า…ใช่ อาตมาจำไม่ได้ ชาติก่อนๆ สามารถพาให้พวกเรามีความรู้มาประพฤติปฏิบัติจนมีสาธารณโภคี ปางก่อนๆระลึกไม่ได้ แต่ชาตินี้ปางนี้ขณะนี้ท่ามกลางสังคมในเศรษกิจทุนนิยมแย่งชิง แต่ของเราสังคมเราอยู่อย่างสบาย ไม่ต้องแย่งชิง ใครมีของตัวของตนก็เข้าใจต้องพากเพียร ต้องละออกบ้างนะ แต่คนไหนสบายแล้วไม่ต้องยากอะไร เราอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ไม่ขาดแคลน เครื่องกินเครื่องใช้อะไรเพราะว่าจิตใจของเราเข้าใจแล้วไม่มีการบำเรอตัวเองแต่มีไว้อาศัยยังพอเหมาะ ปัจจัย 4 ก็มีเท่านี้ บริขารก็ได้ก็ได้ไม่ได้ก็ไม่ได้ อะไรที่เราทำงานเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ ก็มีคนหลงยึดถือเครื่องมือเครื่องไม้สะสมเก็บไว้ใส่กุญแจคนเดียว อันนี้ไม่รู้จะทำอย่างไรมันเป็นอัตตา อัตตนียา หลงตัวกูของกู กลัวว่ามันจะเสีย ที่จริงแล้วของมันก็ต้องมีเสื่อมก็ต้องช่วยดูแลรักษากัน คนที่หยาบๆ ไม่รักษาของก็เป็นวิบากของเขา เราก็มีใช้ร่วมกันแต่ถ้าไปกักตุนมันก็เสียเศรษฐกิจเสียข้าวของ แล้วสำคัญเสียที่ตนเองหวงแหน กิเลสตัวเองที่จะพอกพูน อันนี้สิใช่ฉลาดหน่อย แล้วไปอ้างอิงว่าใช้ของมันก็พังหมดเสื่อมหมด ก็ทิ้งไว้เฉยๆมันก็เสื่อมไม่ได้มีคุณค่าอะไรด้วย ดีไม่ดีมีปลวกมีสนิมช่วยทำให้เสื่อมอีกต่างๆนานาสารพัด คนเราหากไม่ชัดเจนเข้าใจในสิ่งที่จะทำให้เหมาะสม แต่สรุปแล้ว ชาวอโศกเราได้ศึกษาความเป็นมนุษย์ และรู้จักการเป็นอยู่ อย่างที่มีอะไรที่ควรจะต้องมี ควรเป็น ควรได้ อะไรสำคัญก่อน สำคัญมาก สำคัญน้อย ไม่ได้หลงเละเหมือนชาวโลก ชาวโลกเห็นว่าเพชรนิลจินดา ธนบัตรสำคัญมาก แต่ของพวกเราเห็นว่าสำคัญน้อย เรามีข้าวเป็นหนึ่งในโล
อ่านต่อ
ก อาหารเป็นหนึ่งในโลก สำคัญกว่าเพชรนิลจินดากันเยอะ ของเขาแย่งชิงเพชรนินจินดา ของเราไม่ต้องไปยุ่งกับเขา เราชัดเจนว่าอาหารสำคัญกว่าเพชรนิลจินดา เราจึงเอาชีวิต แรงงาน มาทำสิ่งเหล่านี้ทำให้เยอะๆแล้วกระจายเผื่อแผ่ เราทุกคนอาศัยตรงนี้มากมาย สู่แดนธรรม...ผมและเพื่อนๆประทับใจ คำว่า “จากชาวอโศกเพื่อมวลมนุษยชาติ” พ่อครูว่า…สาธารณโภคีเพื่อมวลมนุษยชาติ เป็นเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่นักเศรษฐศาสตร์ยังเข้าใจไม่ได้ ยังนึกว่าในโลกนี้มีด้วยหรือ เขาไม่เชื่อว่ามันจะยั่งยืนได้ จะมาลงทุนทำไม ลงทุนถึงขั้นนี้มันประเสริฐอย่างไร พวกคุณว่าประเสริฐไหม อาตมาว่า ในด้าน ความหมาย และความจริงด้วย ของความเป็นสาธารณโภคี มันยิ่งใหญ่นะ คนประพฤติสำเร็จได้จริง เป็นปรากฏการณ์จริงและอาศัยอยู่กับสาธารณโภคี อาศัยพฤติกรรมของมนุษยชาติ ยังชีวิตไป มัน สบม ทมด ปกต หห จจ มชยลล สู่แดนธรรม…แล้วก็มีความมหัศจรรย์ซ้อนเข้าไปอีกว่าไม่ต้องกลัวใครแย่งชิง ผู้บริหารทั่วโลกน่าจะมาศึกษา ทำอย่างไรไม่ให้ยึดถือเป็นของตัวของตนแต่ทุกคนช่วยกันรักษา พ่อครูว่า…ให้เป็นสาธารณโภคีให้เจริญยิ่งขึ้น เราสร้างสมบัติมาให้เป็นกอบเป็นกอง แล้วก็กระจายไม่ใช่สะสมกักตุน เผื่อแผ่นเกื้อกูลออกไป ซึ่งเป็นสุดยอดของเศรษฐกิจแล้ว สุดยอดของพฤติการณ์แห่งเศรษฐกิจ ไม่มีเศรษฐกิจไหนจะสุดยอดเท่าสาธารณโภคีอีกแล้ว แต่ก็ไม่ใช่จะทำได้กับทั่วทุกคน มันจะได้คนจำนวนหนึ่งที่เป็นหัวยอด ยอดพีระมิดของสังคมมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนในโลกก็ตาม ทำได้แล้วจะเป็นหัวยอดที่เป็นคนสร้างให้ เป็นอายะ 3 พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อายะ คือประโยชน์ คือกำไร คือ gain คือ economic คือเศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่องกระจาย สะพัดเพื่อคนอื่น เราสร้างเรากินเราอาศัยเราก็เหลือแล้ว ไม่หวงแหน แบ่งกันกินกันใช้กันได้ เกื้อกูลกันจริงๆด้วย พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ อย่างนี่ ผลไม้พืชผักดีๆแบ่งใส่ปันสุขบ้างนะ มันซ้อนที่ว่า ไม่หมดตัวตนง่ายๆ สู่แดนธรรม...ก็จะค่อยๆเจริญไปครับ พ่อครูว่า…ใช่ เราก็จะค่อยๆเจริญไป เราก็จะค่อยๆประพฤติไป อาตมามีหน้าที่ลุ้นให้หมดเนื้อหมดตัวไปเรื่อยๆ สู่แดนธรรม...หากพวกเราปลูกพืชผักผลไม้ให้มาก หากต่อมาคนมาเยี่ยมเยือนก็จะได้เก็บไปกินได้ พ่อครูว่า…พูดถึงสมณะหนักแน่น ตั้งใจปลูกอินทผาลัม ให้มาก แต่ดูเหมือนจะเหลือไม่กี่ต้น ดูแลยากจิตใจตั้งใจดี แต่เป็นได้ประมาณหนึ่ง คนเรายึดติดหลงโง่จม กว่าจะฟื้นมาเป็นได้อย่างพวกเรา ไม่ได้มาแกล้งชมนะ กว่าจะได้มามีมรรคผลอย่างนี้ยาก ก็สงสารกลุ่มนั่งหลับตาสะกดจิต อย่างมหาบัว เห็นว่าศาสนาพุทธก็ยังอยู่ แต่คนของศาสนาพุทธเสื่อมไปจากศาสนาพุทธ จนไปเข้าใจสิ่งที่ผิดว่าถูก ของเดียรถีย์พระพุทธเจ้าท่านตีทิ้งแต่ไปยึดว่าเป็นของยอด ทำความเข้าใจให้ดีๆ เลิกเสีย ปล่อยวาง อย่าไปยึด อย่างนั้นมันยึดอย่างโง่เง่า มันมืดบอด มันหลง จมในที่หลง ติดอยู่ในถ้ำแล้วมีกิเลสอันมากปิดบังไว้แล้ว มันตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงๆให้เห็น เราจะสามารถพูดอย่างเราว่าเราเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ได้ไหม? เขาว่าไม่ได้ เขาว่าพวกเราหลง แต่ที่จริงเราเอาออก ใช่ไหม วัตถุสมบัติตั้งแต่ ลาภ ยศ สรรเสริญ จนกระทั่งถึง รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส วัตถุต่างๆ แม้แต่ที่สุด สภาพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามคุณ 5 เราก็สังวรระวัง ลดละจนกระทั่งมาเป็นอนาคามีขึ้นไป หาอรหันต์กันเยอะแล้ว เป็นเรื่องยืนยันกันได้จริงๆเลย พวกเรา เหลือรูปราคะ อรูปราคะก็อ่อน บางคนก็เป็นอรหันต์ไปแล้ว อรหันต์ในรูปราคะ อรูปราคะ หมด ก็ไปซัดกันตาม มานะ อุทธัจจะ อวิชชากันเข้าไปไม่เมื่อยก็ซัดกันต่อไป เรารู้ตัวเองว่าเราอะไรแค่ไหน หลักธรรมพระพุทธเจ้ารู้จักสภาวะจริงแล้วจะไปปฏิเสธได้อย่างไร เราไม่งมงายเลอะเทอะเกินไปก็พอรู้ว่าเรายังมีราคาอยู่เท่านี้ มีกามเท่านี้ หมดกาม เหลือรูปราคะ อรูปราคะ เหลือมานะกับอุทธัจจะเท่าไหร่ แล้วคุณไม่รู้หรือ?.. เป็นแต่เพียงว่าคุณจะตั้งมั่นหรือไม่เท่านั้นเองรู้แล้วก็ ให้มันตั้งมั่นจนกระทั่ง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นั่นเองใช่ไหม ชีวิตของคน อัตตาของคน มันทำได้แล้ว ชีวิตของเราก็ยังอยู่ อัตตาของเราก็ยังอยู่ แต่อัตตาของเราโลกครอบงำไม่ได้แล้ว ตัวเราก็ไม่ครอบงำ เราก็อาศัยมันไป ตั้งอยู่ วิหารติ หมดแล้วแต่อยู่ เพราะยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยังมีรูปนามขันธ์ 5 ก็ยังต้องอาศัยมันอยู่ เพราะฉะนั้นธรรมะที่รู้แจ้งด้วยทุกอย่างทวารทั้ง 5 หมดแล้ว ไม่น่าปรารถนา ไม่น่ารักน่าใคร่น่าพอใจแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับผลัก รู้ว่ามันมีก็รู้ แล้วเราก็ไม่ได้ไปเพลินชมเชยยึดถือสิ่งนั้นที่มันตั้งอยู่ ชื่อว่านรชน ผู้บรรลุ แต่นรชนผู้ที่หลงอยู่ก็ยังจมอยู่กันคนละทิศ คนหลุดพ้นคือคนอีกทิศทางหนึ่ง คนที่จมอยู่ก็คือตามพระสูตรจมอยู่ในถ้ำ
640523_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 2