จิตตวิเวกถึงรูปฌาน อรูปฌาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
จิตตวิเวกถึงรูปฌาน อรูปฌาน จิตตวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุทุติยฌาน มีจิต สงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา(อัตตาต่างๆ) บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา พ่อครูว่า…ฌาน 4 ของฤาษีเดียรถีย์ก็มีตัวตนแม้อุเบกขาก็มีตัวตน คือฌานของมิจฉาทิฏฐิ แต่เขาไม่รู้หรอกถ้าเขารู้เขาก็หลุดพ้น แต่ฌาน 4 ของพุทธ นี่ปรุงแต่งให้หมดตัวตน แต่ถ้าปรุงแต่งไม่รู้จักหยุดก็เลยมีตัวตน อย่างเช่นหนึ่งฟ้าเป็นต้น ก็สงสาร หรืออย่างท่านประยุทธ์ ปยุตโตเป็นต้น ที่จริงให้ทำทีละ 2 แล้วก็จะจบ เป็น 1 เป็น 0 แล้วจะรู้ว่า 0 ก็คือ ล้าน แล้วล้านก็เป็น 0 พวกมิจฉาทิฐิเทวนิยมนอกจาก ฌาน 4 เขามีหมดเอาสัญญาเป็นตัวตั้ง กำหนดรู้ปฐมฌาน ไม่มีนิวรณ์ ฌาน 2 มีวิตกวิจาร ปีติ สุข แต่ยังไม่อุเบกขา มีแต่เอกัคคตา เป็นหนึ่ง พอมาฌาน 2 ไม่มีนิวรณ์ 5 ก็ยังไม่ชื่อว่าอุปสโมสุข ยังแรงอยู่ ตัวจิตก็ยังไม่อุเบกขา ยังถือเป็นเอกัคคตา เป็นหนึ่ง จนดับปีติเข้าถึงฌาน 3 จะมีสุขสงบ คนโลกีย์ ได้เห็นอาการนี้ ถ้าเราไปยุ่งอยู่กับนิวรณ์ กับไม่มีนิวรณ์ ก็อยู่กับวิตกวิจารกับมีกับไม่มีนิวรณ์อยู่อย่างนี้ วิตก กับวิจาร เป็นธาตุบวกลบสองธาตุนี้ ก็ไม่ต้องไปยึดติดกับ 2 ธาตุนี้ที่มันเป็นตัวเป็นตน คุณเลิกวิตกวิจารได้ ก็ดีใจได้ปีติ ก็ยังเป็นตัวปรุงแต่งอยู่ ต้องลดปีติ มันก็เบาว่างดี ก็ชัดเจนขึ้นก็รู้ก็ค่อยๆวางปีติ เมื่อ วางปีติ เข้าหาสุข ไม่ทุกข์ไม่สุขดีจนกระทั่งมาเข้าใจความสุขความทุกข์ให
อ่านต่อ
้มาเป็นหนึ่ง สุขก็คือทุกข์ ทุกข์ก็คือสุข ไม่ต้องไปแยกเป็น 1 เป็น 2 ที่ไปติดยึดเข้าหาสุขเลย ก็ต้องทำให้ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มีตัวตนก็ไปติดอยู่ที่สุขมันกลายเป็นเทวนิยม ได้เป็นพวกสุขนิยม จนกระทั่งลืมว่าวิธีมันแยกแยะอย่างไรจมติดอยู่กับสุข ไม่ต้องปรุงอะไรเป็นหนึ่ง อย่างเดียว หนึ่งไม่มี0 มีแต่ 1 กับ 1 เป็นเทว เทวมันเป็น 2 แต่เขาก็ให้เป็น 1 อย่ามาแตะแยกแยะต้องเป็นหนึ่งเด็ดขาด อย่ามาใหญ่กว่าข้า ข้าใหญ่ที่สุด อย่ามาแตะต้องข้า นี่คือพระพรหมเป็นใหญ่ ห้ามใครแตะต้องห้ามใครวิตกวิจาร ตัวเองก็ไม่รู้จักวิตก วิจารตัวเอง ช่าง ไม่รู้ตัวเอง ๆๆๆๆ ยึดติดตัวเองเป็นของกูตัวกูนี่แหละ อยู่ที่สุข จมอยู่ที่สุข นิรันดร นี่คือพวกสุขนิยม พวกสุขนิยมก็วนเวียนกับกรรมวิบากกรรมจำแนกสัตว์เขาก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้กัมมโยนิ กัมมทายาโท ฯ ก็จะเป็นความสุขใจที่สุดคือเป็นเจ้าของ เป็นเจ้าของที่จะมีอำนาจให้ลาภยศสรรเสริญแม้ที่สุดให้ความสุข สรุปที่ตัวให้ความสุข ต้องการสุขเป็นทาสข้า ต้องอ้อนวอนข้า ข้าสั่งอย่างไรทำตามทุกอย่าง อย่ากระดิก อย่าแก้ไข อย่าเปลี่ยนแปลง เป็นอำนาจใหญ่เป็นเช่นนี้ หลงอันนี้กันจริงๆไม่เชื่อไปถามโดนัลทรัมป์ ไปถามคิมจองอึน หรือไปถามปูติน จะไปถามสีจิ้นเผิงก็ได้ ลองไปถามสิจะเข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจไหม เขาจะวางไหม ถ้าเขาวางได้ข้ามฟากที่นี้มาเกิดเมืองไทย มาเป็นโพธิสัตว์รูปใดรูปหนึ่งเลย ถ้าวางไม่ได้เขาก็จะอยู่วนเวียนอยู่กับบริวารเขาอีกเยอะ สี บริเวารเยอะนะ ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเมืองไทยนะบริวารของสีจิ้นผิง อยู่ในเมืองนอกก็เยอะแยะ พวกมิจฉาทิฏฐิ ใช้สัญญาเป็นตัวสร้างเป็นตัวกำหนดผู้ที่ยังยึดติดอยู่แค่หยาบใหญ่ แล้วก็ติดอยู่อย่าว่าแต่ฌาน 1 2 3 4 เลย หลงแม้แต่กาม รสเต็มที่เลย อย่างมหาบัวเป็นต้น รสอร่อย แล้วไม่มีอะไรมากหรอก หมากพลู ซึ่งมันไม่มีเลยหมากพลู พลูก็ยัน หมากก็ฝาด มียาเส้นหรืออะไรอีกมาก จะรู้จักหรือไม่รู้จักก็เห็นอยู่แล้วว่าติด จนตายคาปาก หมากพลู นี่ร้ายแรงกว่าหมากฝรั่ง หมากฝรั่งก็มีแต่ยางเหนียวกับน้ำตาล เคี้ยวจนน้ำตาลหมด ก็ไปเอาอันใหม่ แต่บางคนก็ติดยางเหนียวก็เคี้ยวอยู่อย่างนั้น แม้แต่ฌาน 4 เป็นรูปฌาน เขาก็ไม่รู้เรื่อง เขาก็ติดอยู่ตรงนี้ อาจจะมีละเอียดขึ้นมาบ้างปล่อยวางหยาบ ลงมาหาปิติ ลดปีติ ก็จะมาหาสุข งั้นก็ไปอยู่กับไม่สุขไม่ทุกข์แต่ไม่ใช่อุเบกขาที่เป็นโลกุตระแท้นะ เขาจึงใช้คำว่าไม่สุขไม่ทุกข์เป็นคำไวพจน์กันเป็นซินโนนีมของอุเบกขา มันก็คือการปฏิเสธความสุขความทุกข์มันยังไม่กลางนะ แต่ถ้ากลางจริงๆคือไม่สุขไม่ทุกข์คือคุณสร้างอารมณ์คุณมีอาการของจริงๆ มันไม่ผลักมันไม่ดูด มันไม่สุขไม่ทุกข์ มันไม่มีอารมณ์อาการสุข คุณต้องเข้าใจอาการนี้ด้วยตัวเองเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ไม่ต้องให้ใครมาดูแทน ใครมารู้แทนเราไม่ได้เราต้องรู้ของเราเอง อ๋อ มันเป็นเช่นนี้เอง อาการสุข สุขอย่างบางเบาจนกระทั่งเหลือน้อยนิดเป็นธุลีละออง หยาบใหญ่ยักษ์ บรรจุซองเป็นละอองธุลี คุณก็รู้อาการของมันว่ามันน้อยลงๆ มันก็ยังมี จนกระทั่งมันไม่มี สุขก็ไม่มีทุกข์ก็ไม่มีเฉย กลาง ว่าง คุณต้องอ่านอาการเมื่อคุณกระทบสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสเย็นร้อน อ่อนแข็ง เสียดสี คุณต้องเห็นอาการจิตของคุณกลางเฉย ไม่มีปลายข้างในเลย ไม่มีอันตา กลาง หนึ่งเดียว แข็งแรง อเนญชา ไม่หวั่นไหวจะมา กระทบกระแทกกระทั้นอย่างไร ที่รู้ตัวที่ไม่รู้ตัวก็ช่างยังคงมั่นมั่นคง ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อเนญชา คุณก็ไปฝึกของคุณเอง คุณฝึกได้จะรู้ว่าเป็นของคุณเช่นนี้ คนมาถามว่าอารมณ์นิพพานอารมณ์ของอรหันต์เป็นเช่นไร ก็กำลังอธิบายพวกนี้แหละฝจิตต้องกระทบสัมผัสแล้วมีปรากฏการณ์จริงของคุณ อ่านเองจริงๆว่าจิตของคุณมันจะสงบสงัด วิเวกลงไปแล้วก็สงบ กิเลสสงบจริงๆ เหตุมันคือกิเลสออกไป สงัดนี่ คุณทำได้อย่างสัมมาทิฏฐิระดับหนึ่งมันก็สงัดแล้ว แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิแค่ความสงัดคุณก็ยังไม่ได้ ยังไกลจากวิเวก เห็นไหมว่าไกลขนาดไหน คนพวกนี้มันไม่รู้รายละเอียดที่จะลงไป เพราะฉะนั้นบรรลุ ฌาน อรูปฌานก็ตาม แล้วสำคัญวิธี อุบายเครื่องออก เขาไปสะกดจิตดับสัญญา กลายเป็น อสัญญีสัตว์ รูปฌาน คุณก็โง่แล้ว ยังไม่พอไปส่งอาจารย์เดียรถีย์สอนว่าไม่ต้องไปยุ่งกับมันหรอก มาดับสัญญา สะกดให้สัญญาไม่ทำงานให้หยุดทำงานเลยสัญญาสัญญาก็ไม่กำหนดรู้อะไรเลยนิ่ง บื้อ หยุด ก็เลยโง่เพราะว่า อรูปฌานก็ไม่ได้เรียนต่อ ไม่ได้ไขความให้เป็นทีละชั้น อรูฌาน อากาสาฯ วิญญานัญจา เนวสัญญาฯ ก็คือนิรมาณกาย คือกาย ที่คุณสมมติเอาเองทั้งนั้น ต่างคนต่างสมมติ อาทิสมานกาย ต่างคนต่างไม่เห็นของใคร แต่ต่างคนต่างอุปทานหมู่ลงไปด้วยกัน ใครพูดอะไรก็หยวนไปด้วยกันทั้งนั้น จึงเรียกว่า เสพอุปาทานหมู่ สัมโภคกาย ร่วมกันบริโภค ทั้งที่มันเป็นนิรมาณกายสร้างเองทั้งนั้น แต่ละคนต่างเห็นของตัวเองไม่มีใครเห็นของใครเรียกว่าอาทิสสมานกาย แล้วก็สมมุติว่ามันมีพวกร่วมกัน เป็นอุปทานหมู่ บ้าเองทั้งนั้นนิรมาณกาย อันนี้ไม่ค่อยเข้าใจกันง่ายๆ ตั้งแต่สัมภเวสีไม่มีที่ตั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณก็เป็นวิญญาณล่องลอยไป จะเป็นสวรรค์นรกก็บ้าบอของคุณเองไป ที่จริงแล้ววิญญาณที่เป็นสัมภเวสีมันไม่ได้ไปพบใคร มันอยู่เดี่ยวๆ แต่เวลามีตา หู จมูก ลิ้น กาย พูดกันมันก็เลยพูดกันรู้เรื่อง ก็ระลึกถึงขันธ์ของตัวเองแต่ในอดีต ที่เคยผ่านมาเรียกว่าเป็นสัญญาความจำ เอาความจำมาด้วยนี่แหละคือ ทิฏฐิ 62 อดีต 18 อนาคตอีก 44 อนาคตมันยังไม่ถึงยังไม่มีคุณก็ปั้นได้ พระพุทธเจ้าบอกว่ามี 44 อันนี้แหละแล้วคนที่พูดกันมีอุปทานร่วมกันก็ไปด้วยกันอองลอง เถียงก็แย้งกันถ้าอันไหนไม่ตรงกัน อันไหนตรงกันก็ไปด้วยกันเป็นสมมุติทั้งนั้น เสร็จแล้วก็ตีกันกลายเป็นคนละนิกายเลย ถ้ายอมเป็นนานาสังวาสก็อยู่ด้วยกันได้ ถ้าไม่เป็นนานาสังวาสก็ต่างคนต่างอยู่กลายเป็นนิกายไกลกันเลย ถ้าอยู่นานาสังวาสก็อยู่กันได้เองก็ของเอ็งข้าก็ของข้ามันก็เลยกลายเป็นตัวกูของกู ตัวเอ็งของเอ็งแต่ก็อยู่ด้วยกันได้นะ ซูเอี๋ย มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติมีอยู่ในโลกอย่างนี้ สรุปนะ พวกมิจฉาทิฏฐิดับสัญญาแม้แต่รูปฌานก็ปั้นเอง ยิ่งอรูปฌานก็ปั้นเอง ของใครของมันเองทั้งนั้น มันจะปั้นอย่างไรก็ได้ สรุปว่าว่างเปล่าไปทั้งนั้น จิตตวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุทุติยฌาน มีจิต สงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา(อัตตาต่างๆ) บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา พ่อครูว่า…ที่จริง ปฏิฆะต้อง รู้ก่อนลดก่อน ราคะค่อยรู้ทีหลังเพราะจริงๆแล้วจิตมนุษย์ต้องร่วมกันอยู่ ราคะ ต้องมี ปฏิฆะ ไม่ต้องมีเลย ขาดกัน หยาบแรง หมดสูญได้ เหลือไม่หยาบไม่แรงแล้ว อย่างชาวอโศกไม่มีซาดิสม์ มาโซคิสแต่มีราคะ ราโค หยาบกลางละเอียดก็แล้วแต่ เราก็มาล้างอัตตาอื่นๆอีก นานัตตะ กำหนดรู้อัตตาต่างๆด้วยสัญญา แล้วก็วิญญานัญจายตนะ มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา คุณไปยึดถือว่าเป็นฌานเป็นตัวตนเป็นเครื่องอาศัย ที่จริงฌานเป็นพลังงานอุณหธาตุ เป็นพลังงานเผา แต่ไปเข้าใจผิดว่าเป็นการเพ่งฌาน ไปเข้าใจผิดว่ามันเป็นตัวเก่ง คุณก็ได้ฌานที่เป็นตัวตนไป หากจะให้หมดความเป็นตัวตนคุณจะต้องรู้ว่าพลังงานที่สร้างเป็นฌาน คือพลังงานที่มันเผากิเลสเป็นพลังงานปัญญา ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน พยัญชนะปัญญา คนเอาไปใช้เสียหายอีกเยอะ ปัญญาธาตุอาตมากำลังเขียนหนังสืออีก 1 เล่มเรื่องปัญญา 8 ปัญญา สลายกิเลสจนสิ้นสะอาดเกลี้ยง ถ้าหากไม่เป็นปัญญา แต่เป็นเฉโกที่หลงผิดก็สร้างชาติ เมื่อมาเป็นโลกุตระก็ล้างชาติ คุณก็เก่ง สัญญาคุณก็บริบูรณ์แทนที่จะเป็นสัญญาแบบดับ คุณก็ล้างกิเลสรูปฌานไปหมด เผาหมด มาจนกระทั่งถึงอุเบกขาเป็นฐานนิพพาน สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสเป็นอุเบกขา บริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส มีความเก่งทั้ง เจโตและปัญญา มุทุ เร็ว กระทั่งสามารถทำกรรมการงาน ทุกกรรมกริยา ทุกกรรม พระโพธิสัตว์จะเก่งเป็นผู้หยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้เรื่อยๆ เก่งไปเรื่อยๆ เมื่อสามารถทำให้กิเลสหมดจบอากิญจัญญายตนะได้ ตั้งแต่ของหยาบ คุณก็กำหนดรู้ตั้งแต่ของหยาบ ขั้นอบาย จนโลกอบายหมด ไม่มีอัตตาของอบายแล้ว นานัตตสัญญา หมด ว่าง เป็นอากาสาฯ คือว่าง วิญญาณคือธาตุรู้ อากิญคือความไม่มี นิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มี ไม่มีอะไร ไม่มีกิเลส ขั้นอาสวะก็ไม่มี อาสวะสังโยชน์ 10 ก็ไม่มี แม้มานะ อุทธัจจะ ฟุ้ง นี่ดึงได้ง่ายกว่าจม ถ้าจมนี่มืดไม่เห็น แต่ฟุ้งนี้เห็น ฟุ้งมาหาสว่างมันเห็น แต่ถ้าจมมันมืดไม่เห็น เราไม่เอาจม เราเอาฟู สายปัญญาจะเอาฟู สายโง่จะเอาจม พวกเราสายปัญญาหรือสายเจโต เลือกเอาได้นะแล้วมันจริงไหมก็รู้ตัวก็แล้วกัน มันก็เลือกเอาปัญญา จะไปเลือกเอาเจโตศรัทธา มันจะ 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ถ้าปัญญาเป็น 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป ทำได้สั้นกว่ากันตั้งครึ่ง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม...พ่อท่านให้สูตรที่จะรู้ตัวว่าบรรลุทีละคู่ทีละคู่ อย่างเช่นฌาน 1 ฌาน 2 ซึ่งมันก็จะมีหยาบมีละเอียดมีหยาบมีละเอียด ทีละคู่ทีละคู่ ผ่านไป ก้าวข้ามไป บรรลุไป พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าท่านอธิบายหยาบมหาละเอียด ละเอียดไปสรุปที่หยาบ เพราะฉะนั้น เมื่อละเอียดหมด 0 ได้ข้อสรุปเป็นขั้นแรกเป็นพระโสดาบัน แล้วก็มาไล่ละเอียดขึ้นเป็นลำดับมาเป็นลำดับใหม่ โดยตั้งฐานใหม่ โดยที่ฐานเก่ามันจบแล้ว ตามวิธีเดิม 1 2 3 4 ไล่มา แต่มันเป็นรอบที่ละเอียดเล็กลงก็สูตรเก่า 1 2 3 4 เรื่อยมาอีก (เมื่อภิกษุนั้น) เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส พ่อครูว่า...คืออะไร สังโยชน์ 1 2 3 คือหลักสูตรต้นของอาสวะหรือสังโยชน์ 10 ตน กับ กาย กายมี 2 ตัวตนก็คือ เป็นประธานก็จัดการกับกายตามตัวตนของตนเอง หากสักกะของตนเป็นอวิชชา มาควบคุม กายคือรูปนาม ควบคุมอย่างมิจฉาทิฏฐิเป็นโลกีย์ ถ้ามันมาเป็นโลกุตระก็มีประธาน สักกะ เป็นท้าวสักกะเทวราชมาควบคุมกายอย่างเป็นโลกุตระทีละ 2 ให้ลดลงไปเรื่อยๆ สูตรที่จะมาปฏิบัติให้รู้จัก กายตน หยั่งรู้แจ้งไม่มีวิจิกิจฉา แล้วมีอุบายเครื่องออกเรียกว่าศีลพรต แล้วอย่าหยุดแค่รู้ศีลพรต อุบายเครื่องออกกันดีแล้ว แต่เขาไม่เอาจริง สีลัพพตปรามาส ลูบคลำ เล่นหัวกับโจร ไม่ฆ่าโจรเสียที เมื่อไหร่มันจะเสร็จสักที หนักเข้าก็ไปหลงกับโจรไปคบกับเพื่อนโจรอยู่ตลอดกาล เคยแยกให้ฟัง สีลัพพตปรามากับสีลัพพตุปาทาน สีลัพพตุปาทานยังไม่มีสัมมาทิฏฐิอะไรยึดถือไปตามครูบาอาจารย์ที่ผิด ที่ทำที่เคยเป็นกันมา มันไม่ได้เป็นสัมมาทิฏฐิก็จมกันอยู่อย่างนั้นแหละเรียกว่า สีลัพพตุปาทาน ยึดอย่างอุปทานที่เขายึดกันมาเก่าๆ ถือตามๆกันมา เป็นประเพณี เป็นจารีต เป็นลัทธิ เป็นศาสนาแบบเดียรถีย์ไม่งอกไม่เงย จนมารู้อุบายเครื่องออกวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ อย่างถ่องแท้ พ้นวิจิกิจฉาแล้วจึงปฏิบัติด้วยสูตรที่สำเร็จที่ได้เรียนมาแล้วแล้วเป็นอุบายเครื่องออก อย่าทำเหลาะๆ แหละๆ ลูบๆ คลำๆ เล่นหัวไม่เอาจริง จะต้องเอาจริงจึงจะพ้น สีลัพพตปรามาส เมื่อเอาจริงก็จะได้ จบไว้ตรงนี้ก่อน 640524_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 3