สุริยเปยยาลในมูลสูตร 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข5 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

สุริยเปยยาลในมูลสูตร 10 พ่อครูว่า... ชีวิตของพวกเราอยู่อย่างนี้ มันเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบแล้ว ใช้คำว่าสมบูรณ์แบบ คือมันมีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 สมบูรณ์แบบแล้ว แต่ละคนมี สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ แต่ละคน มีวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) พระสูตรที่เอามาพูดนี้ เป็นพระสูตรสำคัญ ก็อยากจะพูดถึงสูตรหลักอีกสูตรหนึ่งก็คือมูลสูตร 10 ซึ่งสำคัญมากเลย มูล แปลว่ารากเหง้า รากเค้า คือต้นฐานต้นรากของอะไรต่างๆ พระพุทธเจ้าแบ่งไว้ 10 ข้อ มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเป็นที่ประชุมลง มีสมาธิเป็นประมุข มีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ มีวิมุติเป็นสาระ มีอมตะเป็นที่หยั่งลง จากอมตะเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน พ่อครูว่า... เป็นสุดยอดรากเค้า ปริโยสานคือรากเค้าของความจบ รากเค้าของตัวจบ คือ ถ้าไปถึงรากตรงนี้ทำลายรากตรงนี้หมดเลยหมดแล้ว จิตนิยามหรือจิตวิญญาณหมดเลยไม่เหลือ แหลกเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปหมดเลย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ผู้ที่จะทำปรินิพพานเป็นปริโยสานได้คือผู้ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไป เพราะฉะนั้นความเป็นอรหันต์ ซึ่งไม่ใช่ว่า คุณเองไปนั่งหลับตาดับนิโรธ แล้วคุณก็บอกว่าคุณเองเป็นอรหันต์ แต่คุณแยกเวทนาไม่เป็น สัญญากำหนดรู้ธาตุเจตสิกต่างๆ ก็แยกไม่ออก ได้แต่สะกดจิต อย่างสายมหาบัว มหาบัวนั้นพูดมาก กิเลสมาก็ฆ่าไม่ให้เหลือ กิเลสมาไม่ยอม โวหารรอบด้าน ฆ่ากิเลส

อ่านต่อ

ๆๆ แต่ไม่เคยแยกแยะเป็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เลย ทั้งๆที่เป็นมหา บาลีก็เรียนรู้มามากกว่าอาตมา ก็รู้บาลีเยอะแยะ เสร็จแล้วไม่มีสภาวะจริงๆมันก็อธิบายไม่ออก อาตมาอธิบายสภาวะออก พยัญชนะสับสนบ้าง จนกระทั่งท่านประยุทธ์ปยุตโตจะเอาตาย เดี๋ยวนี้ก็ค่อยๆเข้าร่องเข้ารอย มีผิดพลาดบ้างอาตมาก็ยอมรับ ทุกวันนี้ก็ผิดพลาดน้อยลงไปๆ ก็ยังไม่กล้าบอกตัวเองว่าจะใช้พยัญชนะบาลีถูกหมดเลย ก็ยังไม่กล้าพูด ก็ยอมรับผิด แต่ก็พยายามไม่ให้ผิด เพราะผิดมันไม่ดี เป็นกรรมวิบาก เราก็พยายาม ไม่มีเจตนาจะไปทำผิดเลย มันผิดก็เป็นการผิดนอกเจตนา เป็นการสุดวิสัย ถือว่าเป็นวิปลาส ไม่รู้จะทำอย่างไร มันเกินวิสัยที่เราจะควบคุมได้ เพราะเราไม่มีเจตนาไม่ได้อยาก ไม่ได้มีอกุศลจิตอะไรที่จะทำให้มันผิดเลย สุดวิสัยก็ต้องจำนน อาตมาถึงกล้าพูดว่า อาตมาพูดอะไรไม่จริงไม่มี มั่นใจว่าพูดทุกอย่างมีเจตนา มีความซื่อตรง ว่า จริงใจจริงจัง ไม่ต้องการให้ผิดไปจากความจริง ที่ตนเองมีภูมิรับรู้และก็รับรอง รับรู้รับรองของตนเอง เพราะอาตมา เชื่อมั่นในกรรมวิบาก หากอาตมาพูดผิดมันก็เป็นกรรมวิบาก คุณไม่เอาไม่ได้นะ โดยสัจจะไม่มีใครมาตัดสินหรอก สัจจะจะตัดสินสัจจะเอง ถ้ามันผิดสัจจะจริงๆ อาตมาก็จะต้องรับวิบาก มันเป็นอกุศลวิบาก มันดีหรืออย่างไร เราพยายามแล้ว ศึกษามาแล้ว เราไม่ทำ เราละเว้นอกุศล เราทำแต่กุศล ส่วนบุญส่วนบาปนั้น อาตมาไม่ได้ทำแล้ว อาตมาจบบุญจบบาปแล้ว อันนี้ก็รู้กันไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถทำใจในใจ ซึ่งเป็นมูลสูตรข้อที่ 2 มนสิการ ยินดีเป็นรากเค้า เป็นยอดต้นข้อแรกของมูลสูตร ถ้าจิตของคุณไม่ยินดี ยินดีอย่างจริงใจด้วยนะ ไม่ใช่เสแสร้งทำเป็นยินดี แท้จริงก็ยังรักพระเจ้าอยู่ ไม่ได้หรอก คุณต้องบอกเผื่อเลยว่า คุณไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นพระเจ้าอย่างจริง คุณมาเห็นอันนี้แล้วน่ายินดี แค่น่ายินดีก็ดีแล้ว แต่นี่คุณยินดีเป็นฉันทะเป็นมูลกาเป็นข้อที่ 1 เลย คุณเริ่มต้นด้วยฉันทะ อิทธิบาทจะเกิด มีวิริยะ จิตตะ วิมังสา อย่างนี้เป็นต้น หรือคุณมาพบสัตบุรุษ พบกับมิตรดีสหายดี พอได้รับคำสอนก็จะรู้ว่าอันนี้ใช่ คุณก็จะมาฟังแล้วฟังอีก ฟังไป มิตรดี จะสอนให้มีศีล เอาไปปฏิบัติดู พอเอาไปปฏิบัติแล้ว ปฏิบัติศีลเป็นอย่างนี้เหรอ จะต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 ปฏิบัติแล้วมันเกิดผลขึ้นมา จะเห็นความจริงว่าเราโง่มากี่โง่ โอ้โห! เกี่ยวกับเรื่องสัตว์เท่านั้นก็โง่มาดักดาน เกี่ยวกับเรื่องของเกี่ยวกับวัตถุพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆก็ตาม โอ้โห! หลงผิดยึดติดว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น แย่งชิงเขาฆ่าเขา เราได้ทำชั่วมา อย่างหนักหนาสาหัส แม้ชาตินี้ ถ้าคนนั้นบารมียังไม่สูง คุณจะรู้ตัวเองเลยว่าแม้แต่ในชาตินี้เราได้ทำกรรมวิบาก ทำเลวทำร้ายทำชั่ว ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แย่งข้าวของกันด้วยวิธีรุนแรง ดีไม่ดีขี้โกง ทุจริต เรารู้ตัวก็พบว่า เราทุจริต เราขี้โกงมาเยอะเลยนะ คนโกงเขาไปจากประเทศไทยไม่รู้กี่แสนล้าน ถ้าคนมีความรู้สึก จะละอายทันที ยิ่งโกงเขาไปมาก ทุจริตมากๆ ผิดมากจะรู้สึกมาก จะมีความละอายเมื่อมีความบริบูรณ์ด้วยศรัทธา คุณจะเกิด หิริ ละอายอย่างแรงกล้า คำว่า ศรัทธา มีปัญญาในตัว เฉลียวฉลาดจริงในตัวแล้วจะรู้ว่ามีปัญญาให้รู้ เรานี่ได้ผิดพลาดได้ชั่วได้เลวมาหนัก แล้วมันจะรู้สึกตัว ละอาย ยิ่งไปลบหลู่ คนที่เป็นสัตบุรุษเป็นผู้รู้ เราเคยขี้ตู่แล้วไปละลาบละล้วงว่าเอาให้ตาย ตนเองยึดถือผิดว่าถูก หลงนึกว่าศาสนาแท้เป็นสัมมาทิฏฐิ แท้จริงเราเองมิจฉาทิฏฐิท่านต่างหากเป็นสัมมาทิฏฐิ เราเคยไปจาบจ้วงไปว่าจะเอาให้ตาย คนนี้รู้สึกจริงจะละอายไหม เห็นไหม มันต้องละอายต่อความจริงโดยสัจจะ มันจะละอายจริงๆ แม้ชาตินี้คุณจะละอายแต่ไม่กล้าเปิดเผย เมื่อคุณรู้ความจริงเช่นนั้นจะไม่กล้าละลาบละล้วงอีกจะเงียบ ก็โดยสัจจะคุณเคยละลาบละล้วงแล้วก็บาปกินหัวเมื่อคุณรู้แล้ว คำว่ารู้คือรู้นะไม่ใช่ว่ามันไม่รู้หรือแค่เมามัวก็ไม่ใช่ เพราะมันรู้ แล้วคุณเกิดปัญญาหรือตัวรู้ที่รู้จริงๆ คุณปฏิเสธความจริงอันนี้ไม่ได้หรอก ถ้าคุณยังปฏิเสธยังหลบเลี่ยงก็คือยังไม่รู้จริง ถ้ารู้จริงแล้วมันจะไปหลบเลี่ยงอย่างไร ใช่ไหม นี่คือสัจจะที่อาตมาเห็นว่า มันยังจะมีอีกเยอะแยะที่อยากจะพูด เพราะฉะนั้นเมื่อคุณมีฉันทะ จะเป็นสิ่งที่ได้ยินจากมิตรสหายดี แล้วมาปฏิบัติศีล คุณปฏิบัติศีลแล้วจะเกิดความยินดีคือฉันทะ เพราะฉะนั้น มิตรตีจะพาคุณปฏิบัติศีล จำไว้ จะเข้าใจว่าศีลนี้เป็นหลักสำคัญ ถ้าคุณไม่มีหลัก คุณปฏิบัติเป๋ไปเป๋มาแกว่งไปแกว่งมา มันไม่มีหลักเริ่มต้น คุณต้องมีหลักเริ่มต้นจาก 1 ไป เป็น 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถ้าคุณไม่มีหลักเริ่มต้น คุณไม่มีอะไรต่อได้เลย ต่อไปก็สเปะสปะเละเทะ ฉะนั้นศีลจึงเป็นหนึ่งสำคัญเลย แล้วก็จะแตกลายแตกขบวน ศีลข้อที่ 1 2 3 แล้วมาสัมพันธ์กัน มาขยาย มันก็จะเกี่ยวข้องกับวัตถุเกี่ยวข้องกับพืชเกี่ยวข้องกับจิตนิยามเกี่ยวข้องกับสัตว์โลกเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษยชาติ เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ของสังคม แล้วเราก็ปฏิบัติให้เข้ากับสังคม คุณก็เจริญอยู่กับสังคมไม่เบียดเบียนสังคมอยู่กับสังคมอย่างสบายอบอุ่น ใครจะทำร้ายเรา เราไม่มีตัวตน เราเข้าใจแล้วว่าเขาทำร้ายเราก็เป็นกรรมวิบากของเขา เราไม่ไปทำร้ายใคร การไปทำร้ายมันดีตรงไหน นอกจากคนที่โง่เขาก็ทำร้าย หรือว่าเข้าใจผิดเขาก็ทำร้าย คนโง่คนเข้าใจผิดอวิชชาแน่นอน ก็ต้องทำสิ่งที่ไม่ถูก มันเป็นสัจจะของมันอยู่ในตัว จึงต้องพยายามศึกษาให้เกิดความรู้ความฉลาดที่ถูกตรง พยัญชนะก็มีสัมมาทิฐิของพระพุทธเจ้า เมื่อได้คบมิตรสหายดี สัมมาทิฏฐิก็เริ่มปฏิบัติศีล ปฏิบัติศีลได้ผลก็เกิดความยินดีมีฉันทะ เมื่อรู้จักฉันทะแล้วก็จะรู้จัก อัตตา ซึ่ง อัตตาก็ขยายเป็นอัตตา 3 แล้วขยายอัตตาย่อยไปอีก ลดอัตตาจนหมดอัตตา โดยการปฏิบัติต่อ หรือเริ่มต่อไปที่ ทิฏฐิ เป็นข้อที่ 5 ของ สุริยเปยยาลสูตร จะเข้าใจความรู้ความเห็น ซึ่งยังไม่ใช่ปัญญาที่เดียวแต่เป็นความรู้ความเป็นความเข้าใจที่จะทำอย่างนั้นต่อแล้ว เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว จากนั้นคุณก็ไม่ประมาท เป็นข้อที่ 6 ข้อที่ 7 ก็เอาไปปฏิบัติให้เป็นโยนิโสมนสิการ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ถ้าผู้ใดยังไม่เห็นแสงอรุณ 7 ข้อนี้ คุณมาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ก็ปฏิบัติไปไม่รอด ยิ่งไม่ใช่ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 แต่ไปนั่งหลับตาเลย ไม่รู้จะพูดอย่างไรอีก มันหมดคำเว่า มันสุดสงสาร ช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย เขาโง่เกินกว่าที่จะรู้อะไรที่ควร มันหมดคำเว่า อาตมาไม่ยอมหมดคำเว่า อาตมาจะพูดอีก หมดคำว่าเว่าคือหมดคำพูด แต่ไม่เอาหรอก ต้องพูดอีก พูดจนรำคาญเลย แต่ไม่พูดจนเขาเอาปืนมายิงเอามีดมาแทง อย่างนั้นก็ประมาทไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ มูลสูตร 10 ทำจิตเป็น มนสิการ ในมูลสูตรยังไม่มีโยนิโส ต้องมาทำใจในใจเป็นข้อ 2 ของมูลสูตร ศาสนาไหนจะต้องเข้า เมื่อเรียนรู้ดีๆแล้ว ศาสนานี้เราจะต้องเข้าไปอยู่ในศาสนานี้ เข้าไปแล้วทำอะไรไปทำใจในใจ แต่เทวนิยมเขาไม่รู้ เขาทำตามคำสอน บัญญัติของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ทำใจในใจ แล้วบัญญัติมันก็มีความหมายเข้าใจไปคนละนัยยะได้ บาลีตัวเดียวกันนี่แหละ เขาใช้ภาษาของแต่ละศาสนาก็ว่าไป เขาก็เข้าใจพวกเขาเองยังเข้าใจแตกต่างกันไป แต่ละอาจารย์ ศาสดาว่าอย่างนี้ พระบุตรเอามาแจกแจง พวกที่เรียนต่อเข้าใจตามกันไปได้ จึงเกิดนิกาย แตกแยกกัน แล้วเขาก็ไม่รู้จักนานาสังวาสด้วย ศาสนาอื่น ไม่มีหลักนานาสังวาส มีศาสนาพุทธมีนานาสังวาสเป็นหลักตัดสินความสงบสูงสุด เพราะสุดท้ายแล้วความเห็นของเธอกับความเห็นของเรามันต่างกัน เพราะฉะนั้นก็ต่างคนต่างปฏิบัติของใครของมันก็แล้วกัน อย่ามาฟ้องร้องกัน คุณจะว่ากันเท่าไหร่ ปฏิกโกสนา ว่าแรงๆข่มกัน ด้วยปากหอก พูดกันเท่านั้น อย่าเอาหอกจริงมาซัดกัน ทุบกันด้วยเสียงปาก คอคุณจะแตกก็เรื่องของคุณเอาแต่เสียงปากพูด นี่คำสอน ของพระเจ้ารอบรัดสมบูรณ์ที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อเราสามารถ มนสิการ ก็ต้องให้โยนิโส พวกคุณเริ่มมี สุริยเปยยาล คุณก็รู้โยนิโสมนสิการในข้อที่ 7 มาแล้ว คุณก็จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ มาเริ่มปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 คุณก็จะเริ่มมีโยนิโสมนสิการ เรียกว่า ลงไปถึงที่เกิด หรือถ่องแท้ แยบคายละเอียด อย่างถูกสัจจะ ลงไปถึงที่เกิด โยนิโส ที่เกิดคืออะไร ที่เกิดคือต้นทางของจิต เกิดอะไร เกิดกิเลส เกิดรู้อะไร เกิดรู้กิเลส เกิดลดอะไร เกิดทำให้กิเลสลดลงได้ กิเลสลดได้จริง ก็มีปัญญาเป็นอาวุธจริง ปัญญานั่นแหละ ไม่ได้ไปรุนแรงนะ เป็นความรู้ความฉลาด ความรู้ความฉลาดมีฤทธิ์ มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ทำให้กิเลสหงอ ทำให้กิเลสกลัว ทำให้กิเลสละอาย ทำให้กิเลสยอมแพ้ยอมถอยไปจริงๆ เพราะฉะนั้นในพฤติการณ์ของธรรมะ มันไม่ได้รุนแรงแต่มันเป็นสัจจะ เป็นอำนาจ เป็นฤทธิ์ สัจจะเป็นพลัง สัจจะเป็นอำนาจ สัจจะเป็นฤทธิ์ สามารถทำให้อสัจจะอกุศลสิ่งที่ผิด หายไป สรุปเข้าเป้าคือ กิเลสมันยอมด้วยธาตุรู้ เพราะฉะนั้น ปัญญาวุธจึงยิ่งใหญ่ที่สุด อาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สุภาพที่สุดแล้ว ในประดาสัจจะทั้งหมด ที่จะประหัตประหาร แล้วประหารแต่กิเลสด้วย เพราะฉะนั้นปัญญาแท้ๆของพระพุทธเจ้า ไม่ไปประหัตประหารอะไร ให้ไปประหัตประหารกิเลส เพราะฉะนั้นปัญญาที่ประหารกิเลสนี้คือ ฌาน และ บุญ นี่คือปัญญา ฌาน อยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น เริ่มต้นตั้งแต่ปัญญาข้อ 1 ถึงข้อ 8 นั่นคือความหมายจริง เอาความจริงในความหมายเหล่านั้นมาจัดการกิเลส จัดการความโง่ จัดการความชั่ว สลายไปหมด สรุปแล้วก็คือ coeffecient พลังที่พยายามอย่าเพิ่งตาย หนุ่มขึ้นให้ได้ 650605_พิธีน้อมกตัญญูบูชา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ งานอโศกรำลึก 2565

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน