ศาสนาพุทธรู้ครบจบดีชั่ว สุขทุกข์ จะตายสูญหรืออยู่นิรันดร์ก็เลือกได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์183 KB
วันที่แก้ไข28 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ศาสนาพุทธรู้ครบจบดีชั่ว สุขทุกข์ จะตายสูญหรืออยู่นิรันดร์ก็เลือกได้ พ่อครูว่า... ปัญญา 8 เล่ม 2 ยังมีเล่ม 3 เล่ม 4 นะ จะบอกให้ หรือขอบอก ยังมี ยังไม่ได้พิมพ์ต่อ จะพิมพ์ต่อ ผู้ที่เขาพิมพ์ต่อไปก็รู้สึกจะเมื่อยแล้ว รู้สึกจะไม่ค่อยขมีขมันเหมือนเมื่อก่อน แต่อาตมาก็ต้องเข็นเขา เข็นเขาให้ทำพยายามทำเถอะ พอมีสะตุ้งสตางค์ ยุคนี้ก็ไม่มีอะไรมากนัก พวกเราทุกวันนี้จนลง แต่เหลือเพิ่มขึ้น นี่เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ยิ่งใหญ่ พวกเรานี้ทำชีวิต ชาวอโศกนี้ทำชีวิตให้เป็นคนจนลงได้ แต่จะมีส่วนเหลือเพิ่มขึ้นนี่เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ชาติที่เป็นมนุษย์ที่ร่วมกันตั้งหน้าตั้งตากันมาจน แต่จะมีเงินคงคลัง จะมีเงินสะพัดดีขึ้นกว่าพวกโลกียะ เพราะว่าโลกียะมันก็แย่งกันแล้วเอาไปเก็บกักตุนเอาไปออกดอกออกผล เอาไปทำโลภภโมโทสันมีพิธีการโลภภใส่ตัวเองหอบกอบโกย มันก็เลยผู้ที่ไม่ฉลาดพอก็แพ้ ผู้ที่ได้เปรียบก็ได้ไป เสร็จแล้วก็มีแต่เติมความขี้โลภ ภ ความได้เปรียบ ความชอบอกชอบใจที่ตัวเองฉลาดได้เปรียบ ฉลาดแกมโกง ฉลาดเฉโก มันก็เลยมีแต่เพิ่มโลกียะที่เป็นกิเลสหนาเข้าไปใหญ่เลย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าหรือศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าจึงต้องเข้ามาช่วยโลก นี่ช่วยมาได้มันเสื่อมไป 2,500 ปีแล้วอาตมาก็จะมาต่อให้ไปถึง 5,000 ปี ตามสัจจะของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ที่จะทำได้จากนี้ไปแล้วนี่มนุษยชาติเสื่อม ขั้นศาสนาพุทธเกิดไม่ได้เลย 5,000 ปีไปแล้วศาสนาพุทธ เหลือแต่โมเมนตัมของมัน ซึ่งบางจางจนกระทั่งไม่เรียกว่าเป็นพุทธแล้ว แล้วมันก็จะฆ่าแกงกันล้างโลกเลย ซึ่งศาสนาทางเทวนิยมเขาก็ล้างโลกเหมือนกัน แต่เขาไม่ล้างด้วยไฟบรรลัยกัลป์ เขาล้างด้วยน้ำท่วมโลก เขาบอกว่าจะมีผู้มีบุญเท่านั้นที่จะได้ขึ้นไปในเรือโนอาร์ เขาก็พอรู้ เทวนิยมก็พอรู้อย่างนี้อยู่บ

อ่านต่อ

้างทางสายศรัทธา แต่มันอธิบายกันไม่ออก มันไม่จบ ของพระพุทธเจ้านั้นอธิบายอย่างเทวนิยมได้ รู้อย่างเทวนิยมรู้ทั้งหมด และก็รู้ทางโลกุตระของพระพุทธเจ้า สามารถที่จะทำตัวเองนี้ช่วยโลก แล้วตัวเองก็เลิกตัวเองไป จนจบเลย ถ้าจะไม่เลิกตัวเองจะช่วยโลกอยู่ต่อไปเป็น พระอวโลกิเตศวร ได้ก็อยู่ไปสิ ไม่มีใครห้ามไม่มีใครว่า คุณไม่ยอมที่จะประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้าจะเป็นปัจเจกพุทธเจ้า เวียนตายเวียน เกิดช่วยโลกต่อไปอีก ไม่รู้กี่ล้านชาติก็ทำไป นี่ก็เป็นปณิธานอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่จะเป็นสิทธิเป็นอิสรเสรีภาพของคุณที่จะทำอย่างนี้ วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ที่จะเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดอีก ซึ่งก็มีหลักประกันว่า ไม่ทำความชั่วอีก ไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์ มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษมีภัยอะไรเลยในการที่จะเกิดวนเวียนอีก มีแต่งานหนักงานช่วยมนุษย์โลกไปเลยตลอดกาล ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งคนเลย สุดยอดแห่งความเป็นมนุษยชาติ นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ ถ้าจะเกิดเป็นคนอีกนี้มีหลักประกันของคน คุณเกิดไปเลย จะมีปณิธานเป็นโพธิสัตว์ช่วยมนุษยชาติอยู่อีกกี่เท่าไหร่เท่าไหร่ก็เกิดเลย ซึ่งอาตมารู้เรื่องนี้ดี และอาตมาทำมาจนกระทั่งเข้าใจแล้วว่าไม่ไหวแล้ว ก็ยังมีปณิธานอยู่ว่าจะเป็นสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้เท่านั้นเอง เป็นพระพุทธเจ้าได้ อาตมาก็เป็นเหมือนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ขอเป็นพระพุทธเจ้าสมัยเดียวแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตอนนี้ก็ยังไม่ถดถอยที่จะยอมแพ้ว่าจะเลิกเป็นพระพุทธเจ้า แม้จะเห็นทุกข์มากมายจริงๆ เข้าใจเรื่องทุกข์นี้อย่างสุดยอดเลย มันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แม้จะหมดทุกข์ทางอริยสัจหมดไปแล้ว จะเป็นทุกขขันธ์เลี่ยงไม่ออก ในทุกข์อีก 6 ประการมันเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์อีก 4 ประการมันดับได้ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ทุกข์ขันธ์ ทุกข์ต้องเจ็บต้องป่วยต้องทำการงานต้องหาอาหารให้ร่างกายซึ่งจะไม่สาธยายช่วงนี้ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่รู้ สิ่งที่เป็นความรู้ความฉลาดและเป็นความจริง พระพุทธเจ้านี้ รู้สุดยอด รู้ครบรู้ถ้วน รู้บริบูรณ์สมบูรณ์ รู้หมด รู้ในความมีกับความไม่มี แล้วก็เป็นผู้ที่จะจัดการความมีกับความไม่มีเอง เป็นผู้เป็นเอง ในตำแหน่งผู้เป็นเองนี้คือ อภิภู สยังอภิญญา เป็นเองแล้วข้ามชาติมาได้ อย่างอาตมาปางเจ็ด เป็น สยังอภิญญา เป็นความรู้อภิญญา อภิญญา คื อความรู้ 5 ประการ กับความรู้ที่ใช้ทบทวนความจบอีก 3 ประการ เรียกว่า ความรู้ทั้งหมด 8 เรียกว่า วิชชา 8 นี่คือความรู้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นความรู้ที่ 5 ประการนี้อาตมาก็มี 3 ประการก็ทบทวนได้ เป็น ความรู้เป็นวิชาที่รู้ถ้วนรู้จบรู้รอบรู้ครบสมบูรณ์แบบ เรียก ด้วยภาษาบาลีว่าเป็นอภิญญา อภิญญาเป็นความรู้ เป็นปาฏิหาริย์ เป็นปาฏิหาริย์ตามคำสอนเรียกว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เช่นสอนศีล มีศีล แล้วให้มาเรียนรู้ศีล ปฏิบัติตามศีลแต่ละข้อๆ การปฏิบัติก็มี 3 ข้อใหญ่ๆเรียกว่า อปัณณกปฏิปทา 3 คือ เวลาปฏิบัติแล้วก็ต้องรู้ รู้ตัวทั่วพร้อม ถ้ามันไม่รู้ก็ทำตัวให้รู้เรียกว่า ชาคริยานุโยคะ แล้วก็สำรวมอินทรีย์ หรือ จะเรียกว่า สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ ตื่นรู้แล้วก็มีชีวิตอยู่กับโภชเนมัตตัญญุตาแล้ว รู้ว่าต้องรู้จักจัดการประมาณการกินการใช้ ย่นย่อลงมาชีวิตเหลือที่สุดก็คือเรื่องการกินการใช้ คำว่า การใช้ นี่คือพฤติกรรมการกระทำทุกอย่าง การใช้ คือ การกระทำ ทำงาน กรรมกิริยาทุกอย่าง จัดการอย่างโน้นอย่างนี้ ยิงปืน ขว้างลูกระเบิด ฆ่าฟันคน ฆ่าสัตว์ ทำร้าย เป็นการใช้ ใช้กรรมกิริยาของตนเองทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นคนที่อวิชชาไม่รู้กรรมกิริยาของตนเอง ทำชั่วทำบาป แม้ฆ่าสัตว์เดรัจฉาน คุณก็บาปแล้วที่จะมีกรรมวิบากต่อกัน ยิ่งฆ่าคน กรรมวิบากที่ผูกจัดจ้าน แล้วก็มีกลยุทธ์กลวิธีที่จะทำร้ายแก้แค้นอะไรกัน ยิ่งกว่าหนังจีนกำลังภายในซับซ้อนไม่รู้กี่ชาติ แต่คนก็ไม่รู้ว่าการฆ่ากันมันเกิดวิบากซับซ้อนแก้แค้น ซึ่งเขาไม่รู้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นกรรมเป็นวิบาก จริง ฆ่าสัตว์เดรัจฉานก็เป็นกรรมวิบาก ฆ่าคนก็เป็นกรรมวิบากที่ซับซ้อนแก้แค้นกันไม่รู้กี่ชาตินานนับเท่าไหร่เขาไม่รู้เรื่อง เขาก็เลยฆ่ากันเป็นผักเป็นปลา ก็กินปลาหรือฆ่าเป็นเนื้อ เป็นสัตว์ 2 ขา4ขาเป็นสัตว์น้ำสัตว์บก ฆ่าแกงกินกันไป คนที่รู้กรรมวิบากอย่างนี้ จะไม่มีไปกินเนื้อสัตว์ เพราะมันมีวิบากมันจองเวรจองกรรมกันทั้งนั้น ไปห้ามมันได้ที่ไหน เพราะฉะนั้นคนไม่รู้ก็ไปกินเนื้อสัตว์กัน พูดแล้วอธิบายกันเท่าไหร่ๆ คนไม่มีภูมิจะรู้เท่าทัน อธิบายอย่างไร มันก็ไม่รู้มันเป็น อเวไนยสัตว์ สัตว์ที่สอนให้ตายอย่างไร ก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจไม่มีภูมิทำที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้น แค่คนที่ยังกินเนื้อสัตว์ ก็เป็นอเวไนยสัตว์ที่สอนกันไม่ได้แล้ว เยอะไป เยอะไหม เป็นชาวพุทธเองนี่แหละ มันเสื่อมจนกระทั่งพูดยังไงก็ไม่เชื่อ พูดอย่างไรก็ไม่รู้ เขาก็ไปกินเนื้อสัตว์ก็เป็นกรรมเป็นวิบากของเขา ซึ่งอาตมาขยายความแล้ว เล่าในชีวกสูตร มันเป็นบาปเป็นเป็นเวรภัยที่จองเวรจองกรรมต่อกัน พระพุทธเจ้าอธิบายละเอียดไปแล้วนะใน 5 ข้อนี้ 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) เป็นอกุศลเจตนากล่าวชื่อสัตว์นั้นขึ้นมา ถ้าคุณไม่รู้จักสัตว์ใดเลยคุณไม่รู้จักชื่อสัตว์ใดเลย แน่นอนคุณก็ไม่มีเจตนาจะไปทำร้ายมันจะเอามากินอะไรก็แล้วแต่ เพราะคุณไม่รู้จักสัตว์นั้นเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นคุณจะเจตนาทำร้ายสัตว์แล้วคุณไม่รู้จักหรือจะไปกล่าวชื่อสัตว์อย่างไร คุณก็ต้องรู้ว่าสัตว์นั้น กล่าวชื่อสัตว์นั้นเริ่มต้นบาปแล้ว ใช่ไหม นี่ อธิบายละเอียดยิ่งขึ้นแล้ว ข้อที่ 1 เลยคุณกล่าวชื่อสัตว์มีเจตนากล่าวชื่อสัตว์นี้มันบาปแล้วนะมันไม่ดีแล้ว คุณจะเอามันมาทำไม เอาเถอะคุณจะเอามันมาเลี้ยงก็ตาม คุณจะเอามันมาใช้งานก็ตาม คุณจะเอามาฆ่ากินก็ตาม ต่อให้คุณเอามาเลี้ยงยิ่งเป็นวิบากซ้ำซ้อน ผูกพัน ติดยึดกัน แทนที่คุณจะต้องไปทำงานกับคนคุณก็ต้องมาเลี้ยงสัตว์คุณก็ต้อง ดีไม่ดีรักมันประคบประหงมมันมาก มันไม่ได้ทำอะไร มันยิ่งกลายเป็นสัตว์ที่เหลิง มันกลายเป็นสัตว์ที่โง่หนักเข้าไปอีก ให้แต่คนเลี้ยง ให้แต่คนประคบประหงม ไม่ช่วยตัวเอง ช่วยตัวเองไม่เป็น เลยกลายเป็นเสียสัญชาติความเป็นสัตว์ คุณทำร้ายสัตว์ต่อไปอีกใช่ไหม เห็นไหมมันซับซ้อนเข้าใจไหม เพราะฉะนั้นคุณเอาสัตว์มาเลี้ยง เอามาประคบประหงม ดูแลทุกอย่างเลยยิ่งกว่าลูก แล้วสัตว์มันจะโง่หนักเข้าไปอีกขนาดไหน มันก็จะต้องวนเวียนว่า กูจะต้องเกิดเป็นสัตว์แบบนี้อีกให้คนมารักนี่แหละ มันก็ประจบประแจงผู้ที่รักมันอีกซ้อนซับซ้อนเข้าไปใหญ่โตเลย มันก็เกิดจากความรักความชัง ความรักความชัง ชัง ก็ฆ่าก็แกงกันตลอดรักก็ผูกพันกัน จองเวรจองกรรมติดยึดกันนานหนักกว่ายิ่งกว่าการฆ่ากันอีก ไม่จบ เห็นไหม ความไม่จบของความผูกพัน กัน มันไม่มีจบ พระพุทธเจ้านี้ไม่ได้ใจดำไม่ใช่ว่าให้ผูกพันสัตว์แล้วจะไปทำร้ายสัตว์ไม่ทำร้ายสัตว์ 1. ปล่อยสัตว์ไปตามยถากรรมวิบากกรรมของเขา 2. ช่วยคน พระพุทธเจ้าไม่ให้ไปวุ่นวายกับสัตว์เดรัจฉานแม้แต่จะไปฆ่าแกงเขา แม้แต่ไปกินเขา แต่ช่วยคน เป็นสัตว์ที่จะไปช่วยสัตว์ช่วยคนด้วย เพราะฉะนั้นประเภทที่เขาช่วยสัตว์เช่นเอามันมาทำงาน เอามันมาฝึกให้มันรู้จักอันนั้นอันนี้ควรจะเป็นเหมือนคน มันก็เจริญชนิดหนึ่งก็ได้ รับทราบกรรมวิบากแบบนั้นใส่ จิตนิยามของมันไปค่อยๆพัฒนาขึ้นมาบ้างเป็นต้น นี่คือความซับซ้อนของอะไรต่ออะไร อาตมาอธิบายเหล่านี้เป็นเรื่อง อจินไตย เป็นเรื่องละเอียดมาก มันไม่หมดง่ายๆขยายไปเล็กๆน้อยๆ สรุปแล้วแค่สอนคนนี้ แล้วคนก็ อเวไนยสัตว์สอนไม่ได้อีก มีมากกว่าคนที่สอนได้ด้วย พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ เพราะฉะนั้นบุรุษหรือคนที่สามารถที่จะฝึกได้ ท่านไม่ตรัสว่าสตรีด้วยนะ ท่านตรัสว่าบุรุษด้วยนะ ที่ควรฝึกได้ เท่านั้น ยิ่งกว่าใครๆ ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ยิ่งกว่าใครๆเขาทำ ได้ เพราะฉะนั้นในความหมายภาษา บุรุษที่ไม่ควรฝึก เรียกว่า อเวไนยสัตว์ ท่านก็ไม่ฝึกไม่เสียเวลา เพราะว่าบุรุษที่ควรฝึกนั้นก็ไม่ใช่น้อยแล้วอย่างเช่นอาตมาทำนี้ อาตมาสอนทุกวันนี้ พวกคุณเข้ามา มีการคัดเลือกในตัวนะ คัดเลือกโดยที่เรียกว่าเราไม่ไปตัดสิทธิ์ใคร คัดเลือกโดยภูมิปัญญาของพวกคุณเอง พวกคุณเองบอกว่า อ๋อ.. อย่างโพธิรักษ์สอนนี้ต้องเข้ามาแล้ว ท่านเป็นอารยะต้องเข้ามาในหมู่บ้านนี้ได้ด้วย เข้ามาสอนฟังธรรมได้ทุกวันนี้ได้ด้วยอิสระของคุณ ตามปฏิภาณปัญญา ความเป็นจริงของคุณจะเข้ามาได้ คนที่อยากเข้ามารู้ดีอย่างที่คุณรู้กันแล้ว แต่วิบากเข้ามาไม่ได้ มันก็น่าสงสารอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นธรรมะนี้จัดสรรทุกอย่าง ศาสนาพระพุทธเจ้านี้ อิสระที่สุด มีปัญญาที่สุด แล้วนอกจากมีปัญญาแล้วทุกคนก็รู้จักกรรมวิบากทุกอย่าง ทำให้แก่ตนเอง จนสามารถหลุดพ้นจนสามารถเป็นอรหันต์ได้ เพราะฉะนั้นเกิดมาเป็นคนนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่าตัวเองที่จะต้องทำตนให้เป็นอรหันต์ให้ได้ เป็นกรอบ 1 อรหันต์เป็นกรอบที่ 1 ถ้าคุณจะอยู่เป็นคน ก็มีหลักประกันว่าคุณไม่ทำชั่วตามสมมติโลกเลย คุณจะเกิดอีกกี่ชาติก็มีหลักประกัน 2. คุณจะรู้ทุกข์ ดีชั่วก็รู้แล้วทำได้แล้วสำเร็จแล้ว รู้สึก เทวนิยมไม่เรียนรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ ดี ชั่วเป็นโลกียะ ความสุขความทุกข์เป็นเรื่องของโลกุตระศาสนาเทวนิยมไม่เรียนรู้ไม่รู้สุขรู้ทุกข์แล้วหลงโง่กับความสุขด้วยเป็นความสุขนิยม แล้วสุขกับทุกข์มันเป็นมายาเป็นตัวเดียวกันคู่หูกัน ฉีกออกจากกันไม่ได้เหมือนกระดาษแผ่นหนึ่งนี้ คุณแยกมันออกจากกันไม่ได้หรอกมันมี 2 หน้า คุณเอาสุข คุณก็ได้ทุกข์ เสร็จแล้วคุณก็จะต้องมีสุขมีทุกข์อย่างนี้แหละหมุนเวียน นี่แหละสิ่งที่เป็นกรรมวิบาก เพราะฉะนั้นแค่ดีชั่วคุณก็จะต้องทุกข์สุขด้วยอย่างโลกีย์แล้ว ยิ่งคุณเป็นโลกุตระคุณไปติดสุข ไปหลงชั่ว เป็นสุข หลงดีเป็นสุข คุณก็ติดแล้ว ถ้าหลงชั่วเป็นสุขนั้นมันร้ายแรงอีกเพราะโง่สุขทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสรู้ดีชั่วด้วย ตรัสรู้สุขทุกข์ด้วย ศาสนาเทวนิยม ศาสนาพระเจ้าไม่รู้สุขทุกข์ รู้แต่ดีชั่ว สอนแต่ดีชั่วเท่านั้น จบ สุขทุกข์ไม่รู้แล้วหลงสุขหลงทุกข์ แล้วอวิชชานึกว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของสุข ซึ่งไม่ใช่ คุณต้องเกิดมาเป็นคน คุณต้องเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน คุณไม่รู้หรอกว่าจะทำให้ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่ได้ พระเจ้าจะวนเวียนมาเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ อย่านึกว่าตัวเองเป็นพระเจ้าแล้วค้างเติ่ง ไม่มีตกต่ำ ไม่ได้ ไม่จริง พระเจ้านิรันดรไม่ตกต่ำแล้วเป็นเจ้าของสุข ดีที่สุด คุณก็นึกว่าดีที่สุด นึกว่า แต่ที่จริง จริงดีที่สุดในวิบากของศาสดาแต่ศาสดาเองก็ไม่เที่ยง ศาสดาเองก็จะตกต่ำมาเป็นสัตว์เดรัจฉานเพราะไม่รู้ความเป็นเดรัจฉาน ไม่รู้การเป็นสัตว์โลก ไม่รู้ความเป็นสัตวโลก ไม่รู้รายละเอียดของ อุตุนิยาม พีชะ จิต ไม่รู้รายละเอียดของสัตวาส 9 เป็นต้นซึ่งเป็นรายละเอียดของจิตนิยามที่ทำให้เกิดเป็นสัตว์ต่างๆนานาสารพัด ไม่รู้รายละเอียดอันนี้ ก็เวียนเกิดเวียนตายอยู่กับสิ่งเหล่านี้ โดยที่ตัวเองไม่รู้ นึกว่าตัวเองรู้ นึกว่าตัวเองจบแต่ไม่จบ ถ้าจบต้องทำ 0 ได้ ต้องทำ นิรันดรได้ นิรันดรอย่างพระอวโลกิเตศวรของพุทธ คุณจะมีปฏิธาณอยู่อย่างนั้นก็ไม่ว่า แต่มีหลักประกันทุกอย่างเลย เป็นจิตนิยามที่มีหลักประกันดีทุกอย่าง ถ้าคุณจะอยู่ ถ้าคุณจะปรินิพพานก็จบทั้งความมีและความไม่มี สูงสุดเลยความมีกับความไม่มี ไม่เหลือเลย นี่คือศาสนาพระพุทธเจ้าที่เลิกความวนได้หรือจะไม่วนแม้แต่มีชีวิตอยู่เกิดเป็นคนก็ไม่วน รู้ความจริงอะไรควรมีอะไรควรไม่มี มี วสวัตตีโก ผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ หรือเป็น อนุปคัมมะ เป็นอภิภู ก็สามารถที่จะเป็นเองเป็นใหญ่เอง เป็นผู้เป็นเองได้ทุกอย่างจะเป็นอะไรก็เป็นได้หมด เป็นอมตะบุคคล ซึ่งอมตะก็ดี อภิภูก็ดี อนุปคัมมะ ก็ได้ ก็เป็นผู้ที่จะทำให้เป็นอะไรได้ทั้งนั้น จะเป็นอะไรก็ได้เลือกเอา ความเป็นพระเจ้าที่จะเป็นอะไรก็ได้แม้แต่ที่สุดจะ สูญก็ได้ เลิกเลยก็ได้ จะมีนิรันดรก็ได้นี่แหละ พิสูจน์ความเหนือกว่าพระเจ้า ขออภัย พูดแล้วเหมือนไปข่มศาสนาพระเจ้าเข้า แต่นี่เป็นสัจจะ กำลังพูดถึงวิชาการ เป็นวิชาการ เป็นความรู้ เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เป็นการไปข่ม ไปยกตนข่ม ไปดูถูกดูแคลนอะไรไม่ใช่ อาตมากำลังสาธยายความรู้ด้วยวิชาการ นี่เป็นความรู้ที่สุดยอดนี่เป็นความรู้ที่สุดยอด อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ รู้รายละเอียดพวกนี้ ยังไม่สูงเท่าพระพุทธเจ้าก็ยังบอกพวกคุณได้ ถ้าคุณเรียนกับอาตมา คุณก็เป็นอรหันต์ที่จะเลิกเกิดเลยได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้จริงๆแล้วก็มีผู้ที่เป็นอรหันต์ เลิกเกิดไปตาม ใครที่จะไม่ต่อภพภูมิก็เลิกได้ ใครที่จะไม่ตอบภพภูมิก็เลิกได้ พระอรหันต์หลายรูปหลายองค์ที่เรียนกับอาตมาก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็มีหลายองค์คนที่จะต่อภพภูมิ ยังไม่ยอมจบเห็นว่า พ่อท่านเป็นโพธิสัตว์น่าจะต่อไปด้วย เพราะคนที่เป็นอรหันต์แล้วมันจะไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้วมันก็รู้แล้วมีหลักประกันที่ตัวเองจะเกิดอีกก็ไม่มีปัญหา มีแต่เจริญกับเจริญ ไม่มีเสื่อม โอ้.. อาตมาจึงบอกว่าคนที่บรรลุอรหันต์แล้วที่บอกว่าจะไม่ตั้งตนเป็นโพธิสัตว์ ส่วนมากบรรลุแล้วตั้งตัวเองเป็นโพธิสัตว์ทั้งนั้นแหละ นอกจากจะเป็นอรหันต์ สมสีสี ตายพร้อมกับบรรลุไปเลย ก็แล้วไป แต่ถ้าเผื่อว่าบรรลุแล้วก็รู้สึกว่ามันดีอยู่นะ ทุกข์ก็ไม่ทุกข์ สุขก็ไม่สุขแล้ว การที่จะไม่มีตกต่ำอีกก็ทำได้แล้ว จะรีบตายไปทำไม อันนี้อาตมาก็พูดไปตามประสาที่อาตมาผ่านมาเห็นอย่างนั้น อาตมาผ่านชาติมานับไม่ถ้วนแล้ว ที่พูดนี้คือรู้จริงผ่านมาจริง รู้จริงก็เลยเอามาพูดให้ฟัง ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ อาตมาอยากให้เข้าใจทุกคนและชวนเชื่อหรือไม่เชื่อ อาตมาบังคับใครไม่ได้ อาตมามีสิทธิ์ที่จะพูดความจริงเท่านั้น 660127 ในยุคนี้ต้องมาเรียนกับพ่อครูจึงจะบรรลุอรหันต์ได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน